วันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 14/23 (2)


พระอาจารย์
14/23 (570501A)
1 พฤษภาคม 2557
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 14/23  ช่วง 1

ผู้ถาม –  มันเป็นกายปรุงแต่ง

พระอาจารย์ –  เออ กายสัญญาที่เป็นนิมิต ...นึกถึงคนนั้น นึกถึงคนนี้ พวกนี้ ...เป็นกายใช่มั้ย มันเป็นรูปกายของคนนั้นคนนี้ขึ้นมาใช่มั้ย ที่มันจำได้

คือไม่ใช่กายจริงๆ  มันเป็นกายสัญญา กายปรุงแต่งเท่านั้นเอง ...แล้วมันไม่มีจริง สัญญาคือสัญญา ...สัญญาคืออะไร ก็คืออัลบั้มรูปน่ะ มันไม่มีชีวิต มันไม่มีบุคคล

แต่มันไม่เข้าใจไง ...มันไปเข้าใจว่านั่นน่ะมีชีวิต ในการกระทำคำพูดของอดีตของคนคนนั้น หรือของตัวเองนี่ ...มันยังมีชีวิตจิตใจอยู่ในสัญญานั้นน่ะ มีความเป็นบุคคลอยู่ ...นี่ มันไม่เข้าใจ

แต่ถ้ามันเข้าใจ และมันเห็นตามความเป็นจริงน่ะ ...สัญญาคือสัญญา เกิดๆ ดับๆ ไม่มีความหมาย ไม่มีความเป็นบุคคล ...เพราะนั้นมันก็ไม่มีเราไม่มีเขาในสัญญา

แต่ไอ้ส่วนนี้มันเป็นส่วนละเอียด ...มันจะต้องไปแจ้งในรูปก่อน ต้องมาแจ้งกาย ต้องมาแจ้งในรูปของกายปัจจุบันนี้ก่อน  แล้วมันก็ต้องมาแจ้งด้วยว่ารูปของกายนี่มันมาจากไหน


ผู้ถาม –  การแจ้งในรูปในกายนี่ ผมสงสัยตรงนี้ว่า การแจ้งนี่...มันเห็นแล้วแต่มันยังไม่แจ้ง

พระอาจารย์ –  ยังไม่เชื่อ มันยังไม่เชื่อว่าเป็นกายเปล่าๆ  มันยังไม่เชื่อว่าเป็นรูปกายที่เกิดจากจิตนิมิต


ผู้ถาม –  มันแค่เห็น

พระอาจารย์ –  มันแค่เห็น แต่ยังไม่เชื่อ


ผู้ถาม –  การจะแจ้งทำยังไงครับ

พระอาจารย์ –  ดูไปซ้ำๆ


ผู้ถาม –  ดูอย่างเดิมใช่ไหม

พระอาจารย์ –  อย่างเดิมนั่นแหละ ...มันจะเก็บรายละเอียด 

ความที่จะแจ้งในความที่ไม่ใช่เป็นสัตว์เป็นบุคคลของกายนี่ ความไม่ใช่เป็นของเราตัวเราที่มีชีวิตนี่ แจ้ง...คือมันต้องเห็นความเป็นไตรลักษณ์ คือความเกิดดับ...เห็นความเกิดดับของอาการนี้บ่อยๆ 

แล้วมันจะเห็น มันจะเข้าใจว่า มันเกิดดับนี่ ...แต่ไอ้ความรู้สึก การรับรู้นี่ ไม่มีคำว่าตาย ...เพราะนั้นความเป็นบุคคลในตัวนี้จริงๆ นี่...ไม่มี  มันเกิดดับไปแล้ว ...แต่ไอ้ความรู้ความเห็นนี่ มันยังมีอยู่

มันก็จะเห็นว่าความเป็นกายนี่ มันไม่มีความเป็นบุคคล คือไม่มีความเป็นชีวะ หรือชีวิต ...แล้วก็เมื่อเห็นความเกิดดับของสัญญาบ่อยๆ มันก็จะเห็นว่า มันตายมันดับ ...แต่ว่าไอ้ตัวรู้ตัวเห็นมันไม่ตาย มันไม่ดับ

หรือว่าไอ้ตัวเราที่อยู่ในตัวนั้นตาย..ดับ ...แต่มันก็ไม่ตายจากรู้ รู้ก็ยังมีอยู่ ...เหล่านี้ มันจึงเห็นว่า แท้ที่จริงมันไม่ใช่ชีวิต เป็นเพียงแต่ว่าจิตมันไปครอบครองถือครองเอาเอง หมายมั่นเอาเอง

การที่มาเรียนรู้ความเป็นไตรลักษณ์ของกายของขันธ์บ่อยๆ นั่นแหละ มันจะเข้าไปเพิกถอน...เพิกถอนว่ากายนี้เป็นเรา กายนี้เป็นบุคคล ...ก็ออกจากความเป็นบุคคล

เพราะนั้นตัวที่จะออกจากความเป็นบุคคลได้ ล้างความเป็นบุคคลได้ ล้างความเป็นเราได้ ก็คือความดับ ...เห็นความดับของมันบ่อยๆ ระหว่างอาการหนึ่งกระโดดไปอีกอาการหนึ่ง ...นี่ เรียกว่าเห็นความดับ เข้าใจมั้ย

เช่นความรู้สึกตรงนี้เกิด แล้วไปเกิดความรู้สึกตรงนั้นแทน อย่างนี้ ...แล้วก็จะเห็นว่าไอ้ความรู้สึกตรงนี้มันดับไป แล้วมีความรู้สึกตรงนั้นเกิดขึ้น คือเห็นความเกิดดับสลับกันระหว่างอาการในกายโดยทั่ว


ผู้ถาม –  ทางผัสสะที่สัมผัส

พระอาจารย์ –  ที่มันมาขมวดเป็นความรู้สึกชัดเจนในที่ใดที่หนึ่งขึ้นมานี่  แล้วมันเปลี่ยนเมื่อมันมีผัสสะ  หรือว่าตัวมันเองน่ะ มันมีความปรากฏรวมตัวรวมธาตุความรู้สึกเวทนาขึ้นมาแทน ...ตรงนั้นก็จะดับ 

ให้เห็นตรงนี้บ่อยๆ  นี่เรียกว่าเห็นไตรลักษณ์ในกายในขันธ์ ...เพราะนั้นการเห็นไตรลักษณ์ในกายในขันธ์นี่แหละ มันจึงจะเข้าไปเพิกถอนความหมายมั่นแบบผิดๆ 

ความเป็นสัตว์บุคคล ความเป็นเราเป็นเขา ความมีชีวิต ความเป็นบุคคล ความสวยความงาม พวกนี้ ...มันจะค่อยๆ เพิกถอนไปเอง โดยที่ไม่ต้องพิจารณาอะไรเลย 

ให้มันเห็นไตรลักษณ์ ให้มันเข้าไปเห็นไตรลักษณ์ ...ไอ้จิตที่ฝึกดีแล้ว หรือไอ้จิตที่เป็นหนึ่ง หรือไอ้จิตที่เป็นสมาธิ หรือจิตผู้รู้นี่...ให้มันมาเห็นความเป็นไตรลักษณ์ 

โดยที่ไม่ต้องไปแตะต้องมันเลย โดยที่ไม่ต้องเอาภาษาไปประคับประคองด้วย ...เห็นมันอย่างนี้ เหมือนโง่ๆ ไป มันก็จะค่อยๆ ซึมซาบความเป็นสภาพที่แท้จริงของกายของขันธ์ขึ้นมา 

แต่ละหน่วยของขันธ์ที่ปรากฏ...จิตบ้าง กายบ้าง อารมณ์บ้าง พวกนี้เกิดดับหมด ...มันก็เห็นความเกิดดับๆๆๆ ...แต่ว่ามันจะต้องยืนพื้นอยู่บนฐานกาย 

เพราะถ้าไม่ยืนพื้นอยู่บนฐานกายนี่ มันจะแตกออกไปเป็นกายแบบไม่มีที่ไม่มีฐาน ...แต่ถ้ายืนอยู่ที่ฐาน มันเห็นกายแล้วมันก็จะเห็นจิตภายในกายนี้ อารมณ์ด้วย


ผู้ถาม –  มันตั้งอยู่ในฐาน เอากายเป็นฐาน

พระอาจารย์ –  แล้วให้สังเกตดูว่า อารมณ์หรือความคิดเล็กๆ น้อยๆ นี่...ที่มันเห็นทันแล้วมันดับลงไปนี่ แล้วไม่ไปต่อเนื่องเมื่อมันดับ

แล้วลองเทียบกับไอ้ความรู้สึกในกายย่อยนี่...ที่กลืนน้ำลาย กระพริบตา หมุน หัน ไหว ...มันจะดูเหมือนเป็นลักษณะเดียวกันเลยกับที่ความคิดดับไป 

ลักษณะความคิดที่เกิดดับ...ทัน เห็นทันแล้วก็เกิดดับ ...กับไอ้ความรู้สึกที่เป็นกลืนน้ำลาย กระพริบตา หมุนหัน ขยับ เคลื่อน ไหว นี่เกิดดับของอาการกายย่อย

ลักษณะอาการนี่เหมือนกันเลย ...มีความเกิดเหมือนกัน มีความตั้งเหมือนกัน มีความดับเหมือนกัน ...ไม่ได้แปลกแยกแตกต่างกันเลย...ระหว่างกายกับจิตนี่

เหล่านี้มันก็ค่อยๆ เพิกถอนไปเรื่อยๆ  เพิกถอนความเห็นผิดว่ากายเป็นเรา จิตเป็นเรา ขันธ์เป็นเรา โดยรวม พวกนี้มันก็ค่อยๆ คลายออกๆ คลายออก

มันไม่ได้เห็นกายเป็นเรา ขันธ์เป็นเรา จิตเป็นเรา ...แต่มันเห็นว่ากายเป็นของเกิดดับ จิตเป็นของเกิดดับ หาความเป็นเราไม่ได้ตรงไหนในความเกิดและความดับ อย่างนี้

มันก็จะเห็นซ้ำๆๆ ซ้ำอยู่ในความเป็นขันธ์ที่เกิดดับตามเหตุปัจจัย...ทั้งภายในและภายนอก 

เหตุปัจจัยภายในก็คือกรรม วิบาก  ขันธ์ภายนอกก็คือการกระทำของสิ่งแวดล้อม โลก บุคคล พวกนี้ ก็มีแต่ความเกิดความดับๆ อยู่อย่างนี้

จนมันถ่ายถอนความเห็นผิดไป...โดยที่ว่าไม่ได้เข้าไปทำความถ่ายถอนด้วยความเจตนาเลย  แต่มันถ่ายถอนด้วยญาณปัญญาที่เข้าไปรู้และเห็นสภาพที่แท้จริงเกิดดับของขันธ์เท่านั้น

เพราะนั้นไอ้ความรู้นอกขันธ์นี่มันไม่ได้ช่วยหรอก ไปรู้เรื่องราวภายนอกก็ไม่ช่วยในการที่เพิกถอนความเห็นผิดหรือมิจฉาทิฏฐิในกองขันธ์

แต่การที่เป็นความรู้เห็นภายในนี่...คือตัวขันธ์ ตัวจิตบ้าง ตัวอารมณ์บ้าง ตัวเวทนาทางกายทางจิตบ้าง นี่ เห็นมันเกิดดับๆ อยู่อย่างนี้


ผู้ถาม –  เมื่อกี้ถามอาการ ว่าเราเกิดอาการปวดเมื่อย ปุ๊บ อาการเวทนาที่ปวดเมื่อยมันบังคับสมอง ปึ้บ ให้ร่างกายมันขยับ เราสัมผัสแล้วขยับโดยธรรมชาติที่เราเกิดความเคยชิน บางทีไม่ทัน 

พอขยับปึ้บ มีความรู้สึกปลดปล่อยเวทนานั้นแล้ว เราก็เกิดความสุขขึ้นมา เราเห็นปึ้บที่มันเกิดอาการสุข ผลจากตรงนี้ จะมาเห็นทันตอนที่มันเกิดการเปลี่ยนแปลงที่มันเริ่มมีความพอใจแล้ว ปุ๊บ เราก็วางไป

อันนี้ก็เป็นการที่รู้ทันทีหลัง หรืออย่างน้อยก็เห็นทันตอนเวทนาที่มันเกิดความพอใจจากอาการขยับของกายมันดับแล้ว…อย่างนี้ก็ถือว่าเป็นการมีสติพอจะรู้ทัน แต่อาจจะไม่ได้มีกายเดียว ไม่เห็นกายอย่างต่อเนื่อง


พระอาจารย์ –  สติพอประมาณ สมาธิพอประมาณ

ผู้ถาม –  เสร็จแล้วก็...พอเสร็จปึ้บเราก็ต้องกลับมาที่กายแล้ว โดยรวมๆ


พระอาจารย์ –  ยังเรียกว่า สติ สมาธิ ปัญญา ยังไม่เป็นหนึ่งเท่าทันกับกิเลสโดยสมบูรณ์

ผู้ถาม –  ยังไม่ทัน  กิเลสมันนำไปก่อนแล้ว ...แต่ถ้าจะนั่น คือต้องรู้ทันว่ามันจะขยับแล้วนะ


พระอาจารย์ –  อือ มันเห็นตั้งแต่ตอนที่จิตสั่งน่ะ เรียกว่าสติสมาธิปัญญาถึงพร้อมน่ะ ...มันจะเห็นตั้งแต่จิตเริ่มสั่งแล้ว ...อย่างแค่พูดนี่ยังไม่ทันเลย ที่จริงน่ะจิตมันสั่งนะ

ผู้ถาม –  เห็นมันสั่งให้พูด ...มันต้องเร็วขนาดนั้น


พระอาจารย์ –  อือ ต้องเร็วขนาดนั้นน่ะ

เพราะนั้นถ้ามันทันได้ในระดับกายตรงนั้นน่ะ มันจะทันทุกคำพูดเลย ...พูดมาแต่ละคำจะรู้หมดเลย ตั้งแต่กำลังจะปั้นคำพูด กำลังพูดเพื่ออะไร คิดอะไร ...มันจะทันจิตตรงนั้นเลย


ผู้ถาม –  เป็นความรวดเร็วที่ถูกฝึกฝนมา

พระอาจารย์ –  ถึงเรียกว่า สติสมาธิปัญญาที่เพียบพร้อมน่ะ มันจะพร้อมกับกิเลสเลย ..กิเลสเกิดตรงไหนมันจะ ปุ๊บ...ทันเลย

ก็กิเลสมันเกิดตรงไหน ...มันไม่ได้เกิดที่กาย มันไม่ได้เกิดที่หูที่ตา...มันเกิดที่จิต นี่ มันจะทัน ...ถึงบอกว่า สุดท้ายนี่มันจะต้องเท่าทันทุกดวงจิต เข้าใจมั้ย


ผู้ถาม –  นี่คือการที่พระอริยสงฆ์ท่านถึงไม่ค่อยพูด

พระอาจารย์ –  ในขั้นตอนของมรรคนี่ โดยเฉพาะเบื้องกลาง เบื้องสูงสุด นี่ ...จิตทุกดวงนี่มันถูกชำระหมดเลย 

เพราะนั้นคำพูดนี่ไม่ต้องพูดถึง ไม่มีทางได้ออกมาหรอก ...จิตที่ปรุงแต่งทุกดวงนี่ มันจะอยู่ในภาวะที่ล้างหมดเลยน่ะ 

เอาอะไรไปง้างปากท่านก็ไม่พูดหรอก ...เพราะว่าท่านกำลังควบคุมรักษาสมาธิจิตหนึ่งอย่างเข้มงวด


(ต่อแทร็ก 14/23  ช่วง 3)



วันอาทิตย์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 14/23 (1)



พระอาจารย์
14/23 (570501A)
1 พฤษภาคม 2557
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  3  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  ตอนหลวงปู่เจี๊ยะไปพักที่วัดอโศการาม  ท่านเดินผ่านศาลาซึ่งพระกำลังฟังท่านพ่อลีเทศน์ แล้วก็ทำตามที่ท่านพ่อลีอบรม

คือท่านพ่อลีนี่ ท่านเก่งเรื่องอานาปา (อานาปานสติ) ท่านทำอานาปา แล้วก็สอนเรื่องอานาปากำหนดลมหายใจ

หลวงปู่เจี๊ยะท่านเดินผ่านศาลาไปเห็น ท่านก็บอกว่า...กูเดินผ่านไม่เห็นใครกำหนดอานาปาเป็นสักคน ...ทั้งศาลาเลย ท่านว่าทั้งหมด มีแต่หลับ

หลวงปู่เจี๊ยะท่านไม่เทศน์ด้วยนะ ไม่สอน ...คือตอนนั้นท่านเป็นองค์เดียวที่บอกให้พิจารณากายลูกเดียว ซึ่งการพิจารณากายของเพิ่นนี่ ไม่ใช่พิจารณากายเป็นอสุภะอะไร ...ก็พิจารณากายอย่างที่เราว่านี่


ผู้ถาม –  คือท่านมีอุบายของท่านเอง

พระอาจารย์ –  ท่านทำของท่านมาตั้งแต่บวช แค่ห้าปีเท่านั้นเอง...สำเร็จ


ผู้ถาม –  ตัวท่านก็มีบารมีเก่า

พระอาจารย์ –  มี


ผู้ถาม –  ท่านครับ แล้วทำไมหลวงปู่เจี๊ยะท่านบอกว่าคนทั้งศาลาพิจารณาไม่เป็นล่ะครับ

พระอาจารย์ –  ก็มันกำหนดเป็นกัมมัฏฐาน หลับหมด จิตมันกลายเป็นโมหะ สมถะ กลายเป็นโมหะสมาธิหมดน่ะ ...ถึงจะสงบ ถึงจะอะไร  มันก็ไม่เกิดปัญญาอะไรเลย...ไม่มี

มันก็ได้แต่เหมือนกับนั่งหลับ ...ถึงไม่หลับก็เหมือนหลับ...จิตมันหลับ มันไม่ตื่น เป็นโมหะ อยู่ใต้อารมณ์ของความสงบ ความนิ่ง

เพราะนั้นตัวอานาปานี่ ไม่ใช่กำหนดกันได้ง่ายๆ ...อานาปานี่จริงๆ น่ะเป็นกัมมัฏฐานของพุทธะนะ กัมมัฏฐานของพระพุทธเจ้าโดยตรงเลย ...ต้องละเอียด ปัญญาละเอียดมากถึงจะแยกกายแยกจิตได้จริงๆ

เพราะนั้นเวลากำหนดลมไปเรื่อยๆ นี่ มันจะแยกกายแยกจิตแทบไม่ได้เลย ...มันจะรวม มันจะเข้าไปรวมสงบเลย หรือว่าเกิดนิมิตเลย ...ถ้าไม่สงบนิ่งไป ก็เกิดนิมิต...มากมายเลย

ลม...มันละเอียด ลมถือเป็นกายที่ละเอียดมาก ...ถ้าไม่มีปัญญามันแยกไม่ออก มันแยกเป็นกองลมไม่ได้ แยกเป็นกองลม-กองรู้ จากกันไม่ได้ ...แรกๆ อาจจะแยกได้ แต่สักพักหนึ่งมันจะกลืนหมด มันจะเข้าไปกลืน

แต่ถ้าเอาตัวกายหยาบ กายดินน้ำไฟลมนี่ เป็นกายหยาบๆ  มันจะแยกรู้-แยกกายได้เด่นชัด มันไม่ค่อยกลืน ...เพราะนั้นปัญญามันจะเกิดขึ้นได้ง่าย ได้ไว ...มันจะเห็น...เกิดอาการเห็นเป็นตัวที่สามขึ้นมา

เมื่อมันแยกกายแยกรู้ออกจากกันแล้วนี่ ...มันจะมีตัวที่สาม คือญาณ หรืออินทรีย์ตัวเห็น  เหมือนตาเห็น นี่ มันจะเห็นความเป็นจริงของกาย ที่เขากำลังแสดงอาการของเขาอยู่ ...ตัวนี้คือปัญญา


ผู้ถาม –  แล้วอาการที่ว่ามันเห็น อย่างอาการกายเวทนามันเกิดขึ้นมา แล้วก็ไอ้ตัวที่สามมันเห็น ...ตัวเห็นนี่คือเห็น ก็คือตัวรู้ใช่ไหมอาจารย์ ไอ้ตัวที่สามนี่

พระอาจารย์ –  รู้อันหนึ่ง เห็นอันหนึ่ง ...จริงๆ มันคือตัวเดียวกันนั่นแหละ แต่มันจะแยกเป็นสองอาการ


ผู้ถาม –  หมายถึงกายแล้วก็เวทนา

พระอาจารย์ –  มันก็จะเห็นทั้งกายและเวทนา ...แล้วก็เห็นทั้งรู้ด้วย


ผู้ถาม –  เห็นทั้งรู้ด้วย เห็นทั้งรู้ว่าไอ้ตัวรู้มันเห็น

พระอาจารย์ –  อือ ยังมีรู้อยู่


ผู้ถาม –  แล้วเวทนา

พระอาจารย์ –  เวทนาก็เห็น กายก็เห็น


ผู้ถาม –  แล้วเวทนาที่เห็นนี่ มันก็เหมือน...อาจจะเป็นการพูดบอกตัวเอง แต่ว่ามันเป็นทุกข์ มันเป็นก้อนๆ มันเป็นอะไรอย่างนี้นะอาจารย์ ความรู้สึกมัน

พระอาจารย์ –  เข้าใจมั้ยว่าญาณเบื้องต้นนี่ มันยังประกอบด้วยจินตา


ผู้ถาม –  มันยังมาถามตัวเองอยู่

พระอาจารย์ –  มันยังมีภาษาขึ้นมารองรับธรรมที่มันเห็นอยู่ ...คือมันยังไม่เป็นญาณที่แก่กล้า หรือว่าญาณที่บริสุทธิ์จริงๆ มันจึงมีภาษามาอ้างอิงอยู่ แต่มันก็เป็นภาษาธรรม เข้าใจมั้ย


ผู้ถาม –  ครับ ก็เหมือนสังขารธรรม

พระอาจารย์ –  เป็นสังขาร สมมุติธรรม คอยมารองรับสิ่งที่มันเห็นอยู่  เพราะมันยังติดอยู่ในกมลสันดานในบัญญัติสมมุตินี่ ...พอทำไปเรื่อยๆ นี่ ก็อย่าไปฟุ้งตามธรรม อย่าไปฟุ้งตามภาษา


ผู้ถาม –  พอรู้แล้วมันก็วางไป

พระอาจารย์ –  ก็วางไป แล้วก็...มีก็มี ไม่มีก็ไม่มี ...ก็ดูไปเงียบๆ


ผู้ถาม –  ทีนี้ตรงจุดที่วางมันปุ๊บ พอสังขารธรรมเกิด มันทุกข์แล้ว เห็นเวทนาเป็นทุกข์  แต่ว่ามันก็จะเริ่มมองว่า จิตตัวรู้นี่มันไม่ได้ไปเกาะกับกาย ไม่ได้เกาะกับเวทนาที่มันเป็นทุกข์

พระอาจารย์ –  ก็รู้ต่อไปเรื่อยๆ เห็นไปเงียบๆ


ผู้ถาม –  มันก็หายไปเลยอาจารย์  พอหายไป มันก็เหมือนเริ่มผัสสะไปที่อื่นแล้ว ก็ให้รู้ตัวใหม่

พระอาจารย์ –  กลับมาที่กาย ที่รู้ ที่เวทนาใหม่


ผู้ถาม –  ไม่ไหลไป

พระอาจารย์ –  ไม่ออกหนี ไม่ออกนอก อย่าออกนอก ...ถึงแม้มันจะเป็นภาษา แล้วเข้าใจแล้วก็ตาม ก็ยังทิ้งไม่ได้  มันเป็นแค่คำพูดปากเปล่า เข้าใจมั้ย


ผู้ถาม –  ก็มองไปเรื่อยๆ

พระอาจารย์ –  มองไปเรื่อยๆ ...แล้วก็ไม่ต้องไปหยิบยกมาพิจารณาต่อเป็นภาษาด้วย  ก็ดูไปเงียบๆ ...กายยังมีอยู่ กายไม่เคยหายนะ ยังไงกายไม่มีคำว่าหาย...หายไม่ได้เลยนะ


ผู้ถาม –  ถ้าหายนี่คือไม่ต่อเนื่องแล้ว

พระอาจารย์ –  หายนี่คือโมหะไปบัง หายคืออารมณ์บัง ...กายตามความเป็นจริงไม่หาย 

จนกว่าจะตายจากกัน จนกว่าจะหมดอายุขันธ์ ถึงจะหาย ถึงจะดับ ...แต่ตราบใดที่ยังมีอายุนี่ กายไม่มีคำว่าหายเลยแม้แต่ขณะหนึ่ง


ผู้ถาม –  ทีนี้ผมเรียนถามอาจารย์ ผมฟังธรรมอยู่หลายครั้งที่อาจารย์พูดว่ากายเดียว ...กายเดียวคือกายตัวนี้ใช่ไหมครับ

พระอาจารย์ –  ใช่ นอกนั้น นอกจากกายนี้ไปนี่ เป็นกายปรุงแต่งหมด เป็นกายที่ปรุงแต่งด้วยจิต


ผู้ถาม –  กายเดียวก็คือกายที่เราเห็น

พระอาจารย์ –  คือกายมหาภูตรูป


ผู้ถาม –  ก็คือกายที่เราเห็นแยกกับเวทนาที่ผมพูด

พระอาจารย์ –  นั่นแหละ คือกายที่แสดงความรู้สึกน่ะ


ผู้ถาม –  กายที่แสดงความรู้สึก ...ไม่ใช่ตัวรู้ ไม่ใช่ตัวเห็น

พระอาจารย์ –  คนละลักษณะกัน ตัวรู้ตัวเห็นก็คือลักษณะหนึ่ง


ผู้ถาม –  แต่กายที่เราเห็นเป็นก้อนๆ นี่

พระอาจารย์ –  ก็คือลักษณะหนึ่ง ...คือการประกอบขึ้นของธรรมนี่ มันมีองค์ประกอบไม่เหมือนกัน 

เพราะนั้นองค์ประกอบของกายนี่ ก็คือองค์ประกอบของมันคือมหาภูตรูป คือสสาร..พลังงาน  …องค์ประกอบของใจนี่ อันนี้ไม่ใช่


ผู้ถาม –  นั่นคือตัวรู้ตัวเห็น

พระอาจารย์ –  นั่นคือธาตุรู้ คือธาตุรู้เป็นองค์ประกอบของใจ ...มันคนละองค์ประกอบกัน เพราะนั้นลักษณะมันจึงต่างกัน ...จึงต่างกัน


ผู้ถาม –  มหาภูตรูปก็คือตัวสสารนั่นเอง

พระอาจารย์ –  คือสสาร คือตัวธาตุ...ตัวนี้คือกายเดียว ...นอกจากกายสสาร กายธาตุนี่  นอกนั้นเป็นกายที่ท่านเรียกว่ากายสังขาร หรือว่ากายปรุงแต่ง จากการปรุงแต่งของจิต...จินตนาการ มันสร้างขึ้นมาใหม่


ผู้ถาม –  จินตนาการ ...ไม่ว่าจะเป็นสัญญาที่เคยทำ...อดีต

พระอาจารย์ –  ใช่ ทั้งอดีต ทั้งอนาคต ทั้งรูปภาพ


ผู้ถาม –  สัญญานี่คือเป็นกายรึเปล่าครับ

พระอาจารย์ –  กายนิมิต ...มันเป็นนิมิต มันสร้างนิมิตขึ้นมา


ผู้ถาม –  มันอยู่ในขันธ์ห้าใช่ไหมครับ


พระอาจารย์ –  ก็อยู่ ...สัญญานี่คือตัวอดีต กายในอดีต มันสร้างกายในอดีต เข้าใจมั้ย ไอ้ที่มันจำได้ทั้งหมดนี่คือกายนิมิตทั้งนั้นนะ


(ต่อแทร็ก 14/23  ช่วง 2)