พระอาจารย์
14/23 (570501A)
1 พฤษภาคม 2557
(ช่วง 1)
(หมายเหตุ : แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น 3 ช่วงบทความ)
พระอาจารย์ – ตอนหลวงปู่เจี๊ยะไปพักที่วัดอโศการาม ท่านเดินผ่านศาลาซึ่งพระกำลังฟังท่านพ่อลีเทศน์ แล้วก็ทำตามที่ท่านพ่อลีอบรม
คือท่านพ่อลีนี่ ท่านเก่งเรื่องอานาปา
(อานาปานสติ) ท่านทำอานาปา แล้วก็สอนเรื่องอานาปากำหนดลมหายใจ
หลวงปู่เจี๊ยะท่านเดินผ่านศาลาไปเห็น ท่านก็บอกว่า...กูเดินผ่านไม่เห็นใครกำหนดอานาปาเป็นสักคน ...ทั้งศาลาเลย ท่านว่าทั้งหมด มีแต่หลับ
หลวงปู่เจี๊ยะท่านไม่เทศน์ด้วยนะ ไม่สอน ...คือตอนนั้นท่านเป็นองค์เดียวที่บอกให้พิจารณากายลูกเดียว ซึ่งการพิจารณากายของเพิ่นนี่ ไม่ใช่พิจารณากายเป็นอสุภะอะไร ...ก็พิจารณากายอย่างที่เราว่านี่
ผู้ถาม – คือท่านมีอุบายของท่านเอง
พระอาจารย์ – ท่านทำของท่านมาตั้งแต่บวช แค่ห้าปีเท่านั้นเอง...สำเร็จ
ผู้ถาม – ตัวท่านก็มีบารมีเก่า
พระอาจารย์ – มี
ผู้ถาม – ท่านครับ
แล้วทำไมหลวงปู่เจี๊ยะท่านบอกว่าคนทั้งศาลาพิจารณาไม่เป็นล่ะครับ
พระอาจารย์ – ก็มันกำหนดเป็นกัมมัฏฐาน
หลับหมด จิตมันกลายเป็นโมหะ สมถะ กลายเป็นโมหะสมาธิหมดน่ะ ...ถึงจะสงบ ถึงจะอะไร มันก็ไม่เกิดปัญญาอะไรเลย...ไม่มี
มันก็ได้แต่เหมือนกับนั่งหลับ ...ถึงไม่หลับก็เหมือนหลับ...จิตมันหลับ มันไม่ตื่น เป็นโมหะ อยู่ใต้อารมณ์ของความสงบ ความนิ่ง
เพราะนั้นตัวอานาปานี่
ไม่ใช่กำหนดกันได้ง่ายๆ ...อานาปานี่จริงๆ น่ะเป็นกัมมัฏฐานของพุทธะนะ
กัมมัฏฐานของพระพุทธเจ้าโดยตรงเลย ...ต้องละเอียด
ปัญญาละเอียดมากถึงจะแยกกายแยกจิตได้จริงๆ
เพราะนั้นเวลากำหนดลมไปเรื่อยๆ นี่
มันจะแยกกายแยกจิตแทบไม่ได้เลย ...มันจะรวม มันจะเข้าไปรวมสงบเลย หรือว่าเกิดนิมิตเลย ...ถ้าไม่สงบนิ่งไป ก็เกิดนิมิต...มากมายเลย
ลม...มันละเอียด
ลมถือเป็นกายที่ละเอียดมาก ...ถ้าไม่มีปัญญามันแยกไม่ออก มันแยกเป็นกองลมไม่ได้ แยกเป็นกองลม-กองรู้ จากกันไม่ได้ ...แรกๆ อาจจะแยกได้ แต่สักพักหนึ่งมันจะกลืนหมด
มันจะเข้าไปกลืน
แต่ถ้าเอาตัวกายหยาบ กายดินน้ำไฟลมนี่
เป็นกายหยาบๆ มันจะแยกรู้-แยกกายได้เด่นชัด มันไม่ค่อยกลืน ...เพราะนั้นปัญญามันจะเกิดขึ้นได้ง่าย ได้ไว ...มันจะเห็น...เกิดอาการเห็นเป็นตัวที่สามขึ้นมา
เมื่อมันแยกกายแยกรู้ออกจากกันแล้วนี่ ...มันจะมีตัวที่สาม คือญาณ หรืออินทรีย์ตัวเห็น เหมือนตาเห็น นี่
มันจะเห็นความเป็นจริงของกาย ที่เขากำลังแสดงอาการของเขาอยู่ ...ตัวนี้คือปัญญา
ผู้ถาม – แล้วอาการที่ว่ามันเห็น
อย่างอาการกายเวทนามันเกิดขึ้นมา แล้วก็ไอ้ตัวที่สามมันเห็น ...ตัวเห็นนี่คือเห็น
ก็คือตัวรู้ใช่ไหมอาจารย์ ไอ้ตัวที่สามนี่
พระอาจารย์ – รู้อันหนึ่ง เห็นอันหนึ่ง ...จริงๆ มันคือตัวเดียวกันนั่นแหละ แต่มันจะแยกเป็นสองอาการ
ผู้ถาม – หมายถึงกายแล้วก็เวทนา
พระอาจารย์ – มันก็จะเห็นทั้งกายและเวทนา ...แล้วก็เห็นทั้งรู้ด้วย
ผู้ถาม – เห็นทั้งรู้ด้วย เห็นทั้งรู้ว่าไอ้ตัวรู้มันเห็น
พระอาจารย์ – อือ ยังมีรู้อยู่
ผู้ถาม – แล้วเวทนา
พระอาจารย์ – เวทนาก็เห็น กายก็เห็น
ผู้ถาม – แล้วเวทนาที่เห็นนี่
มันก็เหมือน...อาจจะเป็นการพูดบอกตัวเอง แต่ว่ามันเป็นทุกข์ มันเป็นก้อนๆ
มันเป็นอะไรอย่างนี้นะอาจารย์ ความรู้สึกมัน
พระอาจารย์ – เข้าใจมั้ยว่าญาณเบื้องต้นนี่ มันยังประกอบด้วยจินตา
ผู้ถาม – มันยังมาถามตัวเองอยู่
พระอาจารย์ – มันยังมีภาษาขึ้นมารองรับธรรมที่มันเห็นอยู่ ...คือมันยังไม่เป็นญาณที่แก่กล้า
หรือว่าญาณที่บริสุทธิ์จริงๆ มันจึงมีภาษามาอ้างอิงอยู่ แต่มันก็เป็นภาษาธรรม
เข้าใจมั้ย
ผู้ถาม – ครับ ก็เหมือนสังขารธรรม
พระอาจารย์ – เป็นสังขาร สมมุติธรรม
คอยมารองรับสิ่งที่มันเห็นอยู่ เพราะมันยังติดอยู่ในกมลสันดานในบัญญัติสมมุตินี่ ...พอทำไปเรื่อยๆ นี่ ก็อย่าไปฟุ้งตามธรรม อย่าไปฟุ้งตามภาษา
ผู้ถาม – พอรู้แล้วมันก็วางไป
พระอาจารย์ – ก็วางไป แล้วก็...มีก็มี
ไม่มีก็ไม่มี ...ก็ดูไปเงียบๆ
ผู้ถาม – ทีนี้ตรงจุดที่วางมันปุ๊บ
พอสังขารธรรมเกิด มันทุกข์แล้ว เห็นเวทนาเป็นทุกข์ แต่ว่ามันก็จะเริ่มมองว่า
จิตตัวรู้นี่มันไม่ได้ไปเกาะกับกาย ไม่ได้เกาะกับเวทนาที่มันเป็นทุกข์
พระอาจารย์ – ก็รู้ต่อไปเรื่อยๆ
เห็นไปเงียบๆ
ผู้ถาม – มันก็หายไปเลยอาจารย์ พอหายไป มันก็เหมือนเริ่มผัสสะไปที่อื่นแล้ว ก็ให้รู้ตัวใหม่
พระอาจารย์ – กลับมาที่กาย ที่รู้
ที่เวทนาใหม่
ผู้ถาม – ไม่ไหลไป
พระอาจารย์ – ไม่ออกหนี ไม่ออกนอก
อย่าออกนอก ...ถึงแม้มันจะเป็นภาษา แล้วเข้าใจแล้วก็ตาม ก็ยังทิ้งไม่ได้ มันเป็นแค่คำพูดปากเปล่า
เข้าใจมั้ย
ผู้ถาม – ก็มองไปเรื่อยๆ
พระอาจารย์ – มองไปเรื่อยๆ ...แล้วก็ไม่ต้องไปหยิบยกมาพิจารณาต่อเป็นภาษาด้วย ก็ดูไปเงียบๆ ...กายยังมีอยู่
กายไม่เคยหายนะ ยังไงกายไม่มีคำว่าหาย...หายไม่ได้เลยนะ
ผู้ถาม – ถ้าหายนี่คือไม่ต่อเนื่องแล้ว
พระอาจารย์ – หายนี่คือโมหะไปบัง
หายคืออารมณ์บัง ...กายตามความเป็นจริงไม่หาย
จนกว่าจะตายจากกัน จนกว่าจะหมดอายุขันธ์
ถึงจะหาย ถึงจะดับ ...แต่ตราบใดที่ยังมีอายุนี่
กายไม่มีคำว่าหายเลยแม้แต่ขณะหนึ่ง
ผู้ถาม – ทีนี้ผมเรียนถามอาจารย์
ผมฟังธรรมอยู่หลายครั้งที่อาจารย์พูดว่ากายเดียว ...กายเดียวคือกายตัวนี้ใช่ไหมครับ
พระอาจารย์ – ใช่ นอกนั้น
นอกจากกายนี้ไปนี่ เป็นกายปรุงแต่งหมด เป็นกายที่ปรุงแต่งด้วยจิต
ผู้ถาม – กายเดียวก็คือกายที่เราเห็น
พระอาจารย์ – คือกายมหาภูตรูป
ผู้ถาม – ก็คือกายที่เราเห็นแยกกับเวทนาที่ผมพูด
พระอาจารย์ – นั่นแหละ คือกายที่แสดงความรู้สึกน่ะ
ผู้ถาม – กายที่แสดงความรู้สึก ...ไม่ใช่ตัวรู้
ไม่ใช่ตัวเห็น
พระอาจารย์ – คนละลักษณะกัน
ตัวรู้ตัวเห็นก็คือลักษณะหนึ่ง
ผู้ถาม – แต่กายที่เราเห็นเป็นก้อนๆ
นี่
พระอาจารย์ – ก็คือลักษณะหนึ่ง ...คือการประกอบขึ้นของธรรมนี่ มันมีองค์ประกอบไม่เหมือนกัน
เพราะนั้นองค์ประกอบของกายนี่ ก็คือองค์ประกอบของมันคือมหาภูตรูป คือสสาร..พลังงาน …องค์ประกอบของใจนี่
อันนี้ไม่ใช่
ผู้ถาม – นั่นคือตัวรู้ตัวเห็น
พระอาจารย์ – นั่นคือธาตุรู้ คือธาตุรู้เป็นองค์ประกอบของใจ ...มันคนละองค์ประกอบกัน เพราะนั้นลักษณะมันจึงต่างกัน ...จึงต่างกัน
ผู้ถาม – มหาภูตรูปก็คือตัวสสารนั่นเอง
พระอาจารย์ – คือสสาร คือตัวธาตุ...ตัวนี้คือกายเดียว ...นอกจากกายสสาร กายธาตุนี่
นอกนั้นเป็นกายที่ท่านเรียกว่ากายสังขาร หรือว่ากายปรุงแต่ง
จากการปรุงแต่งของจิต...จินตนาการ มันสร้างขึ้นมาใหม่
ผู้ถาม – จินตนาการ ...ไม่ว่าจะเป็นสัญญาที่เคยทำ...อดีต
พระอาจารย์ – ใช่ ทั้งอดีต ทั้งอนาคต
ทั้งรูปภาพ
ผู้ถาม – สัญญานี่คือเป็นกายรึเปล่าครับ
พระอาจารย์ – กายนิมิต ...มันเป็นนิมิต
มันสร้างนิมิตขึ้นมา
ผู้ถาม – มันอยู่ในขันธ์ห้าใช่ไหมครับ
พระอาจารย์ – ก็อยู่
...สัญญานี่คือตัวอดีต กายในอดีต มันสร้างกายในอดีต เข้าใจมั้ย
ไอ้ที่มันจำได้ทั้งหมดนี่คือกายนิมิตทั้งนั้นนะ
(ต่อแทร็ก 14/23 ช่วง 2)


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น