วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 14/25 (1)



พระอาจารย์
14/25 (570506A)
6 พฤษภาคม 2557
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

โยม –  อาจารย์ครับ แล้วอย่างดูกายนี่มันเป็นกายานุสสติใช่ไหมครับ แล้วผมอยากถามว่า เออ บางทีดู ก็คือดูองค์รวมของมันอย่างนี้ครับ ลมบ้างกายบ้างอย่างนี้ครับ 

บางทีผมรู้สึก มันไม่รู้จะดูตรงไหน  ถ้าสมมุติอย่างดูลม มันก็ดูที่ลมใช่ไหมครับ อย่างอานาปา ...แต่อันนี้ผมก็งงๆ ...เฮ้ย มันดูตรงไหนเป็นส่วนหลักรึเปล่า อะไรอย่างนี้ครับ

พระอาจารย์ –  คือถ้าไปดูลมลอยๆ นี่ มันจะไม่อยู่ ...เอาลมนี่ กับกายหยาบพร้อมกัน เหมือนกับสูดลมเข้าไป แล้วก็เอาลมไปถึงแขนถึงขาไปด้วย

สูดเข้าสูดออกอย่างนี้ ให้ลมมันไป เหมือนเอาลมนี่ไปวิ่งให้ทั่วกาย แล้วให้เห็นกายที่กำลังนั่ง กำลังยืนอยู่ด้วย นั่นน่ะเรียกว่าเอาลมเดินอยู่ในกายคู่กัน

แล้วพอมันคุ้นดี มันก็ไม่ต้องจับลมแล้ว มันก็จับกายได้ชัด...กายหยาบ ...ลมมันเป็นกายละเอียด มันอยู่ได้ไม่นานหรอก เดี๋ยวมันก็หาย


โยม –  เหมือนอาจารย์บอกเป็นกรรมฐานของพุทธะใช่ไหมครับ

พระอาจารย์ –  อือ จับยาก มันจะทำความเป็นมหาสติกับลมไม่ได้ ไม่มีใครทำได้ด้วย เป็นมหาสติกับลมอย่างเดียวนี่ไม่ได้เลย


โยม –  ต้องพุทธะอย่างเดียว

พระอาจารย์ –  แต่ว่าถ้าเป็นมหาสติกับองค์กายนี่...ได้  องค์กายหยาบนี่ กายอิริยาบถ ใหญ่-ย่อยนี่ สามารถต่อเนื่องได้ หยาบๆ นี่ สติสามารถ

ถ้าตั้งใจจริง มีความเพียร ลืมแล้วเอาใหม่ๆ จับกายไว้ๆ ...ความต่อเนื่องในกายเป็นมหาสติก็เกิดขึ้นได้

แต่ถ้าเอาลมอย่างเดียวนี่ เครียด มันทำไม่ได้ต่อเนื่องหรอก  เวลากินอย่างนี้ รู้ลมได้มั้ยล่ะ  เวลากิน เวลาเคี้ยว จะรู้ลมหายใจเข้าออกได้มั้ย  เวลาอาบน้ำ พูดคุย ลักษณะอย่างนี้ จะไม่รู้จักจับลมเลย


โยม –  ลมมันหายไปกับสติ

พระอาจารย์ –  ทั้งๆ ที่มันมีอยู่น่ะ แต่ว่ามันเป็นส่วนละเอียดมาก ...ถ้าจิตมันไม่อยู่ในภาวะที่สงบประณีตจริงๆ นี่ ...มันก็ไม่เห็นหรอกลม

เพราะนั้นในเวลาที่จิตมันสงบประณีตจริงๆ นี่ บางทีมันก็เห็นลมขึ้นมาเอง เห็นลมเข้าลมออก เป็นธรรมชาติของลมเดินของมันไป

แต่พออยู่ได้สักพักหนึ่งเดี๋ยวมันก็หายแล้ว เพราะจิตมันจะหยาบ ...เพราะนั้นเมื่อจิตหยาบมันก็ต้องมาจับกายหยาบ สติหยาบ ทำความรู้ตัวโดยรวม

น้ำหนักตัวก็ได้ จุดกระทบหยั่งลงสู่พื้นนี่ตรงจุดไหนก็ได้  มันจะเป็นก้อนหรือว่าจุดเล็กๆ เป็นต่อมอะไร...ได้หมด กับความรู้สึกที่มันปรากฏน่ะได้ ...ขอให้เป็นเรื่องของกายปัจจุบันไว้

จนมันเกิดความเพิกเฉยต่อจิตน่ะ จนมันรู้สึกมันเพิกเฉยต่ออารมณ์น่ะ จนมันเพิกเฉยกับความคิด จนมันเพิกเฉยกับรูปเสียงภายนอก ...นั่นแหละ เรียกว่ามันได้ฐานกายอย่างมั่นคงในระดับหนึ่ง

เพราะฉะนั้น มันจะเพิกเฉยต่ออารมณ์ เพิกเฉยต่อความนึกคิดปรุงแต่ง ...ทั้งๆ ที่มันมีความนึกคิดปรุงแต่งอยู่ในนั้นก็ตาม

แต่มันก็ไม่ได้ไปให้ค่าให้ความสำคัญกับมันมากจนเกิดเป็นอารมณ์ทะยานอยากตามความคิด เกี่ยวกับความจำได้ในการกระทำของบุคคล อะไรพวกนี้ ...ก็ผ่านๆ ไป

แต่มันก็ยังไม่ถึงกับหายไปทีเดียว ...แต่มันก็ไม่เข้าไปแยแสใยดี มันก็มีอาการเพิกเฉย เมินเฉยอยู่  แต่ว่ากายมันก็คงยังปรากฏอยู่ด้วยความเป็นปกติอยู่ อย่างชัดในระดับหนึ่ง

นั่นแหละ แล้วต่อไปๆ จิตมันก็จะค่อยๆ รวม...รวมรู้รวมเห็นเข้ามาภายใน จิตที่มันแตกกระสานซ่านซ่าออกไปน่ะ นั่นแหละ จิตก็เริ่มเข้าสู่พื้นฐานของสมาธิที่เป็นสัมมา 

คือเกิดความตั้งมั่น มั่นคง แข็งแกร่ง หนักแน่น ชัดเจนในองค์รู้องค์เห็น เกิดความชัดเจนในองค์รู้องค์เห็นขึ้นมาภายใน ...นั่นก็เรียกว่าสมาธิที่เป็นสัมมาก็เริ่มก่อเกิดขึ้นมา 

มันก็เกิดความสว่าง ชัดเจน ในรู้ในเห็นขึ้นมาภายใน ...ตรงนั้นน่ะมันจะเดินปัญญาต่อในการที่มันมารู้เห็นกับสิ่งที่อยู่เบื้องหน้ามัน...ก็คือกาย  

มันก็จะมาเรียนรู้เรื่องกายโดยตรงแล้วตอนนี้  เรียนรู้ด้วยการหยั่ง ดู รู้ เห็น ไม่ได้เรียนรู้ด้วยคิดหรือจำ ...เพราะนั้น จิตที่มันเป็นสัมมาสมาธินี่ มันจะเป็นความรู้ที่พอดี ไม่เกิน ไม่ยิ่งกว่า 

เพราะฉะนั้น ความรู้ที่มันพอดีนี่...มันก็จะรู้แต่จำเพาะขันธ์จำเพาะกายเท่านั้นเอง ...ไม่ไปทำความรู้เรื่องอื่น ไม่ไปทำความรู้ยิ่งกับสิ่งอื่น

แต่ถ้ามันไม่เป็นสัมมาสมาธินี่ จิตที่มันมีกำลังนี่ เขาเรียกว่ามันมีกำลังยิ่ง มันจะไปรู้เกิน..เกินจริง  เช่นไปรู้เห็นในสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาอย่างนี้ ไปรู้เห็นในสิ่งที่เป็นวาระจิตของคนนั้นคนนี้บ้าง


โยม –  เห็นผีหรือครับ

พระอาจารย์ –  เออ ก็มีเห็นผีเห็นเทพ เห็นอะไรอย่างนี้ ...นี่ก็คือจิตที่มันรู้เกิน รู้ยิ่ง  มันมีกำลังอยู่ แต่กำลังนี่มันเกิน แล้วมันไม่ใช่กำลังของสัมมาสมาธิ

แต่เมื่อใดที่มันเป็นกำลังของสัมมาสมาธิ มันจะไม่รู้สิ่งพวกนั้น  มันจะไม่มีความรู้ยิ่งแบบหูทิพย์ตาทิพย์ หรือว่าไปรู้อดีต-อนาคตของสัตว์บุคคล


โยม –  ถึงมันเห็นมันก็ไม่เอา

พระอาจารย์ –  ไม่เกิดด้วย บอกให้เลย ...ถ้ามันเป็นสัมมาสมาธิจริงๆ นี่ มันจะรวมรู้เห็นอยู่ในตัวของมันเอง แล้วก็ไม่มีนิมิตปรุงแต่งอะไรขึ้นมา

ตรงนั้นแหละมันจึงจะเป็นการเกิดปัญญาขึ้นมาได้ เกิดญาณขึ้นมาได้ ...เพราะมันจะสอดส่องแต่จำเพาะกาย และก็รู้แค่จำเพาะกาย จำเพาะขันธ์

อะไรที่มันเป็นเรื่องนอกขันธ์นอกกายนี่ มันไม่สนหรอก  มันไม่ไปรับรู้ด้วย มันไม่ไปอยากรู้อยากเห็นด้วย ...นั่นแหละถึงเรียกว่าสัมมาสมาธิ จึงเรียกว่าเป็นจิตที่ควรแก่งานในองค์มรรค

แต่ถ้ายังได้แค่ความสงบ หรือได้แค่สมาธิตามที่เราเรียกขานกันโดยทั่วไปว่า..นั่งทำสมาธิ นั่งทำความสงบอะไรนี่  

ถ้ามันเป็นความสงบหรือเป็นสมาธิที่ว่ามันหยุด...แต่มันไปหยุดกับสิ่งใดสิ่งอื่น ...อยู่กับคำบริกรรมบ้าง อยู่กับการนึกน้อมพิจารณาในแง่ใดแง่หนึ่งบ้าง 

พวกนี้มันไปตกอยู่ในโมหะสมาธิ แล้วมันจะเกิดความรู้ยิ่งขึ้นมา ...เกินเลย เป็นความรู้ที่เกินเลย


โยม –  มันไปเพลินอยู่ในนั้นใช่รึเปล่าครับ

พระอาจารย์ –  ใช่ มันก็จะมีอะไรมา...เกินจริง เกินธรรมดา ...แต่ว่ามันเป็นที่นิยมชมชอบของตัวเองและของคนอื่น  หรือว่าเอาไปพูดให้คนอื่นฟัง คนอื่นเขาก็ชอบ


โยม –  มันวิเศษกว่าคนอื่น

พระอาจารย์ –  เหนือกว่า ดีกว่า เก่งกว่า แล้วก็ดูเหมือนได้ผลเป็นชิ้นเป็นอันมากกว่า อย่างนี้ 

แต่ถ้าเป็นสัมมาสมาธิ มันจะไม่มีอะไร...มีแต่รู้ แล้วก็มีแต่กองกายที่ตั้งอยู่เบื้องหน้ามัน แค่นั้นเอง 

แล้วมันก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องกายด้วย ...แค่เห็นความเป็นจริงของมันอย่างที่มันแสดง...ย้ายไปย้ายมา เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอย่างนี้ 

มันไม่มีความรู้อะไรหรอก ไม่เกิดเป็นภาษาธรรม บัญญัติธรรม หรือนิมิตธรรมอะไรเลย มันไม่มี สังขารธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่เกิดขึ้นในสัมมาสมาธิ ไม่เกิดขึ้นในองค์มรรคเลย 

มันมีแต่ธรรมจริงธรรมแท้ ...คือเขาแสดงยังไงมันก็เห็นแค่นั้น ไม่เข้าไปต่อเนื่องปรุงต่อโดยจิต ...เพราะว่าจิตมันถูกอำนาจของสัมมาสมาธิ อำนาจของสัมมาสติสมาธิควบคุมไว้อยู่

เพราะนั้นมันจึงเห็นอย่างที่มันเห็น เท่าที่มันเห็นเท่านั้น และมันก็ไม่ได้ว่าอะไรกับสิ่งที่มันเห็นด้วย 

นั่นแหละคือความเป็นจริงที่จะเป็นรากฐานของปัญญา คือความรู้ความเข้าใจในความเป็นไปของขันธ์...โดยเฉพาะกาย

เพราะนั้นมันจึงไม่มีสีสัน ...นี่ ลักษณะสัมมาสมาธิจริงๆ จะไม่มีสีสันแต่งเติมเสริมต่อ หรือว่าเลิศหรูอลังการอะไร ...มันก็เป็นลักษณะรู้ธรรมดาเห็นธรรมดา ไม่ได้วิเศษวิโสอะไร

แต่ถ้ามันรักษาหรือว่าทรงภาวะรู้เห็นธรรมดานี้ด้วยความต่อเนื่อง...กับกายที่แสดงความเป็นธรรมดาด้วยความต่อเนื่องไปนี่ ...มันก็เกิดความรู้ความเข้าใจเป็นปัจจัตตังขึ้นทีละเล็กทีละน้อย เป็นปัญญาสะสมภายใน 

แล้วมันก็ถ่ายถอนความยึดมั่นถือมั่นไปตามลำดับของมันไป...ตามกำลังของการที่ทรงศีลสมาธิปัญญาภายในอย่างนั้น ทรงอยู่ในไตรสิกขาอยู่อย่างนั้น

แล้วผลลัพธ์ตรงนั้นก็คือ...ความเป็นเรา ความเป็นทุกข์ของเราน้อยลง  ความทะยานอยากน้อยลง ...แค่นั้นน่ะคือผลที่มันได้จากการภาวนา

ทุกข์จะสั้นลง ...ทุกข์ที่เคยแรง เคยหนัก เคยยาว...มันก็เบา มันก็สั้น  มันก็ไม่เกาะกุมจิตใจได้แน่นหนาถาวรเหมือนแต่เก่าก่อน ...เนี่ย มันจะคล้ายๆ อย่างนั้น

แล้วก็ดูเหมือนมัน...เดี๋ยวก็ไปเดี๋ยวก็มาๆ  มันไม่ได้จีรังยั่งยืนอะไรในความรู้สึกที่เป็นทุกข์ที่เคยเป็นแต่เก่าก่อน ...มันก็เว้นวรรคขาดตอนจากทุกข์ไปเป็นลำดับลำดาไป

นั่นแหละคือผลของการภาวนาที่ต้องการ ...แล้วมันจะเป็นเหตุปัจจัยทำให้เกิดความสั้นลงในภพและชาติ เกิดความเกิดความตายต่อเนื่องน้อยลง

เพราะนั้นเวลาที่มันรู้เห็นดูอยู่กับกายนี่ มันจึงไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ระหว่างที่กำลังรู้อยู่กับกายนี่ ...เพราะจิตมันจะหยุดทำงาน มันจะหยุดก่อร่างสร้างภพใดภพหนึ่งขึ้นมา

ถึงมันจะสร้างด้วยนิสัยคุ้นเคยก็ตาม คือมันเป็นสันดานคุ้นเคยในการที่จะสร้างภพอยู่เสมอ คือมันจะสร้างจินตภาพหรือโมเดลของมันอยู่ตลอดเวลา

แต่ว่าเมื่อใดที่มันมุ่งมั่น มั่นหมายอยู่ในกองกายกองรู้นี่ แล้วก็จดจ่อไว้ ...บอกแล้วว่า มันจะเมินเฉยกับจิตที่มันคุ้นเคยกับการสร้างภพอยู่ตลอดเวลา

มันก็ไม่เข้าไปจริงจังมั่นหมายจนเป็นว่า...จากกระท่อมมุงจากก็ปูฟาก เดี๋ยวก็กลายเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กขึ้นมา ...ทีนี้ล่ะยุ่งแล้ว จริงจังแล้ว

เกิดความจริงจังไปกับความคิด เกิดความจริงจังไปกับอดีตอนาคตแล้ว ...ทีนี้มันก็ลากกาย ลากวาจา ไปกระทำการที่มันก่อร่างสร้างภพขึ้นมาภายในนั่นเอง สืบเนื่องต่อไป ไม่จบ

เพราะนั้นการที่มันเพียร คร่ำเคร่งอยู่ในกองรู้กองกายอยู่ ...มันไม่ได้หมายความว่าในขณะช่วงเริ่มต้นของการปฏิบัตินี่ จิตมันจะหยุดสงบนิ่งหรือว่าไม่ปรุงไม่แต่งอะไรนะ

มันก็ปรุง อารมณ์มันก็มี  ระหว่างที่มันรู้ตัวอยู่นี่ มันมีหมดแหละ ...แต่เพียงแต่ว่าอย่าไปสนใจให้ค่ากับมัน ทำเป็นเฉยๆ กับมันซะ เหมือนกับรู้อยู่เห็นอยู่ด้วยอุเบกขาน่ะ

อดทนตั้งมั่นไว้ที่จะไม่ไปแยแสมัน แกล้งทำเป็นไม่ยินดียินร้ายกับมันไปก่อน ...เดี๋ยวมันก็จะเห็นความเสื่อมสลายกลายสภาพ หมดการรวมตัวกันขึ้นของจิตในเรื่องราวนั้นๆ ไปเอง

แล้วมันก็จะค่อยๆ เข้าใจว่า...จิตมันเป็นสภาวะที่ไร้สภาพ จิตมันเป็นสภาวะที่เลื่อนลอย ไร้สาระ ไม่มีตัวตนสลักสำคัญอะไร ...ไม่สมควรเข้าไปมั่นหมายจริงจังผูกตายขายขาดอยู่กับมันทุกเรื่องทุกราวไป

ยกเว้นแต่บางเรื่องที่มันยังคาข้องอยู่อย่างจริงจังมั่นหมายแนบแน่น เช่นความมีสัมพันธภาพกับคนรัก คนเกลียดอะไรอย่างนี้ ...มันยังเลิกละไม่ได้ มันก็ยังไม่ยอมวางในความคิดนั้น ในอารมณ์นั้นอยู่

ก็ต้องอดทนไว้ อดทนในการสำรวมกายวาจาไว้...ไม่ให้มันทำตามการกระทำที่มันยังยึดมั่นถือมั่นอยู่ ในการกระทำในแง่มุมที่พอใจหรือไม่พอใจนั้นๆ

แล้วมันยังละไม่ได้ มันยังไม่เห็นว่ามันไร้สาระ ...มันยังเป็นสาระของมันอยู่ มันยังจริงจัง ไม่ยอมปล่อย ไม่ยอมทิ้ง ยังเห็นว่าเที่ยงอยู่ ยังเห็นว่ามีผลได้ผลเสียเกิดขึ้นกับเราอยู่ ...มันก็ไม่ยอมวาง


โยม –  อดทนดูไปอย่างเดียวเลยหรือครับ

พระอาจารย์ –  ไม่ได้ดูมันนะ...ดูกายแทน ให้มาดู...แบ่ง..แบ่งความให้ค่า ให้ความสำคัญ ...ความให้ค่า ให้แบ่งมาอยู่กับกายสักนิดหนึ่ง

เวลามันเข้าไปแรงๆ ในอารมณ์น่ะ เวลาอารมณ์มันแรงๆ น่ะ ...ให้สังเกตดูว่ากายมันไม่มีตรงนั้นเลยน่ะ เข้าใจมั้ย


โยม –  วันนั้นเหมือนราคะตีเอาน่ะครับ ดูผู้หญิง แล้วมันเหมือนกายจะแตกเลย เหมือนมันจะระเบิดออกมา

พระอาจารย์ –  นั่นแหละ จิตมันบีบคั้น


โยม –  มันทุกข์มากๆ เลยอาจารย์ เห็นแล้วแบบ เฮ้อ

พระอาจารย์ –  นั่นแหละ ก็ต้องอดทนนั่นแหละ อดทน ...ละก็ไม่ได้ แก้ก็ไม่ได้ ...แล้วก็ไม่ละไม่แก้ ทนอย่างเดียว


(ต่อแทร็ก 14/25  ช่วง 2)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น