วันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 14/23 (2)


พระอาจารย์
14/23 (570501A)
1 พฤษภาคม 2557
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 14/23  ช่วง 1

ผู้ถาม –  มันเป็นกายปรุงแต่ง

พระอาจารย์ –  เออ กายสัญญาที่เป็นนิมิต ...นึกถึงคนนั้น นึกถึงคนนี้ พวกนี้ ...เป็นกายใช่มั้ย มันเป็นรูปกายของคนนั้นคนนี้ขึ้นมาใช่มั้ย ที่มันจำได้

คือไม่ใช่กายจริงๆ  มันเป็นกายสัญญา กายปรุงแต่งเท่านั้นเอง ...แล้วมันไม่มีจริง สัญญาคือสัญญา ...สัญญาคืออะไร ก็คืออัลบั้มรูปน่ะ มันไม่มีชีวิต มันไม่มีบุคคล

แต่มันไม่เข้าใจไง ...มันไปเข้าใจว่านั่นน่ะมีชีวิต ในการกระทำคำพูดของอดีตของคนคนนั้น หรือของตัวเองนี่ ...มันยังมีชีวิตจิตใจอยู่ในสัญญานั้นน่ะ มีความเป็นบุคคลอยู่ ...นี่ มันไม่เข้าใจ

แต่ถ้ามันเข้าใจ และมันเห็นตามความเป็นจริงน่ะ ...สัญญาคือสัญญา เกิดๆ ดับๆ ไม่มีความหมาย ไม่มีความเป็นบุคคล ...เพราะนั้นมันก็ไม่มีเราไม่มีเขาในสัญญา

แต่ไอ้ส่วนนี้มันเป็นส่วนละเอียด ...มันจะต้องไปแจ้งในรูปก่อน ต้องมาแจ้งกาย ต้องมาแจ้งในรูปของกายปัจจุบันนี้ก่อน  แล้วมันก็ต้องมาแจ้งด้วยว่ารูปของกายนี่มันมาจากไหน


ผู้ถาม –  การแจ้งในรูปในกายนี่ ผมสงสัยตรงนี้ว่า การแจ้งนี่...มันเห็นแล้วแต่มันยังไม่แจ้ง

พระอาจารย์ –  ยังไม่เชื่อ มันยังไม่เชื่อว่าเป็นกายเปล่าๆ  มันยังไม่เชื่อว่าเป็นรูปกายที่เกิดจากจิตนิมิต


ผู้ถาม –  มันแค่เห็น

พระอาจารย์ –  มันแค่เห็น แต่ยังไม่เชื่อ


ผู้ถาม –  การจะแจ้งทำยังไงครับ

พระอาจารย์ –  ดูไปซ้ำๆ


ผู้ถาม –  ดูอย่างเดิมใช่ไหม

พระอาจารย์ –  อย่างเดิมนั่นแหละ ...มันจะเก็บรายละเอียด 

ความที่จะแจ้งในความที่ไม่ใช่เป็นสัตว์เป็นบุคคลของกายนี่ ความไม่ใช่เป็นของเราตัวเราที่มีชีวิตนี่ แจ้ง...คือมันต้องเห็นความเป็นไตรลักษณ์ คือความเกิดดับ...เห็นความเกิดดับของอาการนี้บ่อยๆ 

แล้วมันจะเห็น มันจะเข้าใจว่า มันเกิดดับนี่ ...แต่ไอ้ความรู้สึก การรับรู้นี่ ไม่มีคำว่าตาย ...เพราะนั้นความเป็นบุคคลในตัวนี้จริงๆ นี่...ไม่มี  มันเกิดดับไปแล้ว ...แต่ไอ้ความรู้ความเห็นนี่ มันยังมีอยู่

มันก็จะเห็นว่าความเป็นกายนี่ มันไม่มีความเป็นบุคคล คือไม่มีความเป็นชีวะ หรือชีวิต ...แล้วก็เมื่อเห็นความเกิดดับของสัญญาบ่อยๆ มันก็จะเห็นว่า มันตายมันดับ ...แต่ว่าไอ้ตัวรู้ตัวเห็นมันไม่ตาย มันไม่ดับ

หรือว่าไอ้ตัวเราที่อยู่ในตัวนั้นตาย..ดับ ...แต่มันก็ไม่ตายจากรู้ รู้ก็ยังมีอยู่ ...เหล่านี้ มันจึงเห็นว่า แท้ที่จริงมันไม่ใช่ชีวิต เป็นเพียงแต่ว่าจิตมันไปครอบครองถือครองเอาเอง หมายมั่นเอาเอง

การที่มาเรียนรู้ความเป็นไตรลักษณ์ของกายของขันธ์บ่อยๆ นั่นแหละ มันจะเข้าไปเพิกถอน...เพิกถอนว่ากายนี้เป็นเรา กายนี้เป็นบุคคล ...ก็ออกจากความเป็นบุคคล

เพราะนั้นตัวที่จะออกจากความเป็นบุคคลได้ ล้างความเป็นบุคคลได้ ล้างความเป็นเราได้ ก็คือความดับ ...เห็นความดับของมันบ่อยๆ ระหว่างอาการหนึ่งกระโดดไปอีกอาการหนึ่ง ...นี่ เรียกว่าเห็นความดับ เข้าใจมั้ย

เช่นความรู้สึกตรงนี้เกิด แล้วไปเกิดความรู้สึกตรงนั้นแทน อย่างนี้ ...แล้วก็จะเห็นว่าไอ้ความรู้สึกตรงนี้มันดับไป แล้วมีความรู้สึกตรงนั้นเกิดขึ้น คือเห็นความเกิดดับสลับกันระหว่างอาการในกายโดยทั่ว


ผู้ถาม –  ทางผัสสะที่สัมผัส

พระอาจารย์ –  ที่มันมาขมวดเป็นความรู้สึกชัดเจนในที่ใดที่หนึ่งขึ้นมานี่  แล้วมันเปลี่ยนเมื่อมันมีผัสสะ  หรือว่าตัวมันเองน่ะ มันมีความปรากฏรวมตัวรวมธาตุความรู้สึกเวทนาขึ้นมาแทน ...ตรงนั้นก็จะดับ 

ให้เห็นตรงนี้บ่อยๆ  นี่เรียกว่าเห็นไตรลักษณ์ในกายในขันธ์ ...เพราะนั้นการเห็นไตรลักษณ์ในกายในขันธ์นี่แหละ มันจึงจะเข้าไปเพิกถอนความหมายมั่นแบบผิดๆ 

ความเป็นสัตว์บุคคล ความเป็นเราเป็นเขา ความมีชีวิต ความเป็นบุคคล ความสวยความงาม พวกนี้ ...มันจะค่อยๆ เพิกถอนไปเอง โดยที่ไม่ต้องพิจารณาอะไรเลย 

ให้มันเห็นไตรลักษณ์ ให้มันเข้าไปเห็นไตรลักษณ์ ...ไอ้จิตที่ฝึกดีแล้ว หรือไอ้จิตที่เป็นหนึ่ง หรือไอ้จิตที่เป็นสมาธิ หรือจิตผู้รู้นี่...ให้มันมาเห็นความเป็นไตรลักษณ์ 

โดยที่ไม่ต้องไปแตะต้องมันเลย โดยที่ไม่ต้องเอาภาษาไปประคับประคองด้วย ...เห็นมันอย่างนี้ เหมือนโง่ๆ ไป มันก็จะค่อยๆ ซึมซาบความเป็นสภาพที่แท้จริงของกายของขันธ์ขึ้นมา 

แต่ละหน่วยของขันธ์ที่ปรากฏ...จิตบ้าง กายบ้าง อารมณ์บ้าง พวกนี้เกิดดับหมด ...มันก็เห็นความเกิดดับๆๆๆ ...แต่ว่ามันจะต้องยืนพื้นอยู่บนฐานกาย 

เพราะถ้าไม่ยืนพื้นอยู่บนฐานกายนี่ มันจะแตกออกไปเป็นกายแบบไม่มีที่ไม่มีฐาน ...แต่ถ้ายืนอยู่ที่ฐาน มันเห็นกายแล้วมันก็จะเห็นจิตภายในกายนี้ อารมณ์ด้วย


ผู้ถาม –  มันตั้งอยู่ในฐาน เอากายเป็นฐาน

พระอาจารย์ –  แล้วให้สังเกตดูว่า อารมณ์หรือความคิดเล็กๆ น้อยๆ นี่...ที่มันเห็นทันแล้วมันดับลงไปนี่ แล้วไม่ไปต่อเนื่องเมื่อมันดับ

แล้วลองเทียบกับไอ้ความรู้สึกในกายย่อยนี่...ที่กลืนน้ำลาย กระพริบตา หมุน หัน ไหว ...มันจะดูเหมือนเป็นลักษณะเดียวกันเลยกับที่ความคิดดับไป 

ลักษณะความคิดที่เกิดดับ...ทัน เห็นทันแล้วก็เกิดดับ ...กับไอ้ความรู้สึกที่เป็นกลืนน้ำลาย กระพริบตา หมุนหัน ขยับ เคลื่อน ไหว นี่เกิดดับของอาการกายย่อย

ลักษณะอาการนี่เหมือนกันเลย ...มีความเกิดเหมือนกัน มีความตั้งเหมือนกัน มีความดับเหมือนกัน ...ไม่ได้แปลกแยกแตกต่างกันเลย...ระหว่างกายกับจิตนี่

เหล่านี้มันก็ค่อยๆ เพิกถอนไปเรื่อยๆ  เพิกถอนความเห็นผิดว่ากายเป็นเรา จิตเป็นเรา ขันธ์เป็นเรา โดยรวม พวกนี้มันก็ค่อยๆ คลายออกๆ คลายออก

มันไม่ได้เห็นกายเป็นเรา ขันธ์เป็นเรา จิตเป็นเรา ...แต่มันเห็นว่ากายเป็นของเกิดดับ จิตเป็นของเกิดดับ หาความเป็นเราไม่ได้ตรงไหนในความเกิดและความดับ อย่างนี้

มันก็จะเห็นซ้ำๆๆ ซ้ำอยู่ในความเป็นขันธ์ที่เกิดดับตามเหตุปัจจัย...ทั้งภายในและภายนอก 

เหตุปัจจัยภายในก็คือกรรม วิบาก  ขันธ์ภายนอกก็คือการกระทำของสิ่งแวดล้อม โลก บุคคล พวกนี้ ก็มีแต่ความเกิดความดับๆ อยู่อย่างนี้

จนมันถ่ายถอนความเห็นผิดไป...โดยที่ว่าไม่ได้เข้าไปทำความถ่ายถอนด้วยความเจตนาเลย  แต่มันถ่ายถอนด้วยญาณปัญญาที่เข้าไปรู้และเห็นสภาพที่แท้จริงเกิดดับของขันธ์เท่านั้น

เพราะนั้นไอ้ความรู้นอกขันธ์นี่มันไม่ได้ช่วยหรอก ไปรู้เรื่องราวภายนอกก็ไม่ช่วยในการที่เพิกถอนความเห็นผิดหรือมิจฉาทิฏฐิในกองขันธ์

แต่การที่เป็นความรู้เห็นภายในนี่...คือตัวขันธ์ ตัวจิตบ้าง ตัวอารมณ์บ้าง ตัวเวทนาทางกายทางจิตบ้าง นี่ เห็นมันเกิดดับๆ อยู่อย่างนี้


ผู้ถาม –  เมื่อกี้ถามอาการ ว่าเราเกิดอาการปวดเมื่อย ปุ๊บ อาการเวทนาที่ปวดเมื่อยมันบังคับสมอง ปึ้บ ให้ร่างกายมันขยับ เราสัมผัสแล้วขยับโดยธรรมชาติที่เราเกิดความเคยชิน บางทีไม่ทัน 

พอขยับปึ้บ มีความรู้สึกปลดปล่อยเวทนานั้นแล้ว เราก็เกิดความสุขขึ้นมา เราเห็นปึ้บที่มันเกิดอาการสุข ผลจากตรงนี้ จะมาเห็นทันตอนที่มันเกิดการเปลี่ยนแปลงที่มันเริ่มมีความพอใจแล้ว ปุ๊บ เราก็วางไป

อันนี้ก็เป็นการที่รู้ทันทีหลัง หรืออย่างน้อยก็เห็นทันตอนเวทนาที่มันเกิดความพอใจจากอาการขยับของกายมันดับแล้วอย่างนี้ก็ถือว่าเป็นการมีสติพอจะรู้ทัน แต่อาจจะไม่ได้มีกายเดียว ไม่เห็นกายอย่างต่อเนื่อง


พระอาจารย์ –  สติพอประมาณ สมาธิพอประมาณ

ผู้ถาม –  เสร็จแล้วก็...พอเสร็จปึ้บเราก็ต้องกลับมาที่กายแล้ว โดยรวมๆ


พระอาจารย์ –  ยังเรียกว่า สติ สมาธิ ปัญญา ยังไม่เป็นหนึ่งเท่าทันกับกิเลสโดยสมบูรณ์

ผู้ถาม –  ยังไม่ทัน  กิเลสมันนำไปก่อนแล้ว ...แต่ถ้าจะนั่น คือต้องรู้ทันว่ามันจะขยับแล้วนะ


พระอาจารย์ –  อือ มันเห็นตั้งแต่ตอนที่จิตสั่งน่ะ เรียกว่าสติสมาธิปัญญาถึงพร้อมน่ะ ...มันจะเห็นตั้งแต่จิตเริ่มสั่งแล้ว ...อย่างแค่พูดนี่ยังไม่ทันเลย ที่จริงน่ะจิตมันสั่งนะ

ผู้ถาม –  เห็นมันสั่งให้พูด ...มันต้องเร็วขนาดนั้น


พระอาจารย์ –  อือ ต้องเร็วขนาดนั้นน่ะ

เพราะนั้นถ้ามันทันได้ในระดับกายตรงนั้นน่ะ มันจะทันทุกคำพูดเลย ...พูดมาแต่ละคำจะรู้หมดเลย ตั้งแต่กำลังจะปั้นคำพูด กำลังพูดเพื่ออะไร คิดอะไร ...มันจะทันจิตตรงนั้นเลย


ผู้ถาม –  เป็นความรวดเร็วที่ถูกฝึกฝนมา

พระอาจารย์ –  ถึงเรียกว่า สติสมาธิปัญญาที่เพียบพร้อมน่ะ มันจะพร้อมกับกิเลสเลย ..กิเลสเกิดตรงไหนมันจะ ปุ๊บ...ทันเลย

ก็กิเลสมันเกิดตรงไหน ...มันไม่ได้เกิดที่กาย มันไม่ได้เกิดที่หูที่ตา...มันเกิดที่จิต นี่ มันจะทัน ...ถึงบอกว่า สุดท้ายนี่มันจะต้องเท่าทันทุกดวงจิต เข้าใจมั้ย


ผู้ถาม –  นี่คือการที่พระอริยสงฆ์ท่านถึงไม่ค่อยพูด

พระอาจารย์ –  ในขั้นตอนของมรรคนี่ โดยเฉพาะเบื้องกลาง เบื้องสูงสุด นี่ ...จิตทุกดวงนี่มันถูกชำระหมดเลย 

เพราะนั้นคำพูดนี่ไม่ต้องพูดถึง ไม่มีทางได้ออกมาหรอก ...จิตที่ปรุงแต่งทุกดวงนี่ มันจะอยู่ในภาวะที่ล้างหมดเลยน่ะ 

เอาอะไรไปง้างปากท่านก็ไม่พูดหรอก ...เพราะว่าท่านกำลังควบคุมรักษาสมาธิจิตหนึ่งอย่างเข้มงวด


(ต่อแทร็ก 14/23  ช่วง 3)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น