วันพุธที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 14/23 (3)


พระอาจารย์
14/23 (570501A)
1 พฤษภาคม 2557
(ช่วง 3)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 14/23  ช่วง 2

ผู้ถาม –  นี่คือก่อนที่จะจบ

พระอาจารย์ –  อือ เรียกว่าช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ช่วงเป็นตายกับโลก กับมรรคน่ะ เป็นตายตรงนั้น ...เพราะนั้นมันจะอยู่ในระดับที่พีคที่สุดของศีลสมาธิปัญญาเลย

มันจะต้องอยู่ในระดับที่พีคที่สุดเลย พีคจนถึงขั้นที่เรียกว่าเพอร์เฟ็คเลย ...ถ้าถึงขั้นพีคเพอร์เฟ็คหมายความว่า จิตทุกดวงนี่ไม่มีสิทธิ์เลย ไม่มีสิทธิ์ได้เคลื่อนออกมาเลย


ผู้ถาม –  พอขยับนี่รู้เลย

พระอาจารย์ –  ทันทีเลย...แล้วรู้ตรงไหนดับตรงนั้นๆ  ไม่มีคำว่าตามน้ำ ไม่มีคำว่าเลื่อนลอยไหลเลย ...เพราะนั้นภาวะตรงนั้นน่ะ โมหะไม่ได้กินเลย  ไม่มีคำว่าโมหะเกิดขึ้นได้เลย คือหลงหรือว่าลืม...ไม่มี

นี่ระดับที่ว่าเพอร์เฟ็ค ศีลสมาธิปัญญาขั้นสมบูรณ์ ขั้นเพอร์เฟ็ค ...อยู่ในระดับตรงนั้น เรียกว่า มหาศีล มหาสติ มหาสมาธิ  แล้วก็ทรง...บ่ม...ในสภาพที่เพอร์เฟ็คนี่

และมันจะคงเป็นอัตโนมัติอยู่อย่างนั้น ถ้าทรงได้ในระดับนั้นระดับนึงแล้ว แล้วก็ทรงได้โดยที่ไม่แตก...ในความเพียรแตกลง หรือมีกรรมหรือวิบากแรงๆ มาดึง มาทำให้ล้า มาทำให้ถอย


ผู้ถาม –  มีด้วยใช่ไหมฮะ

พระอาจารย์ –  บางท่านบางองค์ไม่มี


ผู้ถาม –  เพราะว่าวิบากกรรมที่กระทำไว้

พระอาจารย์ –  วิบากแรง ...ก็มี และมันยังไม่ถึงขั้นที่เพียงพอที่จะให้สำเร็จในสมัยนั้น เวลานั้นเท่านั้นเอง


ผู้ถาม –  เช่นอะไรบ้างครับ กรรมหนักที่ทำ

พระอาจารย์ –  ส่วนมากน่ะ กรรมกับบุคคล เช่นฆ่าคน อะไรพวกนี้ มันก็มา...แรง อะไรพวกนี้ ...แต่ส่วนมากท่านก็จะถอยแค่ลงมาไม่นานหรอก แล้วก็กลับคืนใหม่  

เพียงแต่ว่ามันมาสะดุด แค่นั้นเอง มาสะดุด ...แต่ว่ากรรมวิธี หรือว่ากุศโลบาย หรือหลักการนี่ มันชัดเจนชัดแจ้งหมดแล้ว  ฟื้นฟูได้ง่ายได้ไว ...พอชดใช้ไปแล้วก็กลับมาใหม่

ดูซิ อย่างหลวงปู่สามนี่ มานั่งสมาธิอยู่ที่เชียงใหม่นี่ โดนตีหัวจนสลบน่ะ หัวแตก สลบไปเป็นวัน ...คือมีคนเขาเกลียดน่ะ ชาวบ้าน


ผู้ถาม –  หือ ทำไม ท่านทำไมหรือ

พระอาจารย์ –  ก็ไม่ได้ทำอะไร


ผู้ถาม –  อยู่ดีๆ ก็เกลียด

พระอาจารย์ –  คือธรรมดา คนไม่เข้าใจน่ะ...พระกรรมฐานแต่ก่อน  ก็นึกว่าเป็นพวกเล่นของ พวกอะไร ...โดยเฉพาะหลวงปู่สามนี่คนสุรินทร์นะ 

เห็นมั้ย กรรมวิบากมันก็มาตัดไป ...ถึงจิตไม่ออก กายมันก็มีภาวะรับผลน่ะ เพราะนั้นก็ไม่สมบูรณ์ทางกายวาจาใจ


ผู้ถาม –  เหมือนพ่อขาววันชาติที่ว่าเป็นมะเร็ง คือตอนที่ถึงขั้นกายนี่แบบเป็นมาก อย่างนั้นก็คือเขาก็เป็นวิบาก แล้วตรงช่วงที่เขาปวดทรมาน อย่างนั้นก็คือ...

พระอาจารย์ –  นั่นแหละ มันเป็นทางผ่าน...ทางผ่าน  เวลามันเสวยวิบากกรรมจริงๆ น่ะ ยังงั้ยยังไงมันก็เข้าไปมีไปเป็นอยู่ในนั้น ไปเป็นทุกข์อย่างจริงๆ จังๆ ...ก็ต้องรับผลกันตรงนั้นเลย


ผู้ถาม –  แล้วเขาผ่านตรงนั้นมาได้

พระอาจารย์ –  ด้วยบารมี ด้วยบารมีธรรมนี่ ...มันก็กลับคืนได้


ผู้ถาม –  ด้วยการเจริญสติอย่างเอกอุ ...แล้วช่วงที่ทรมานมากๆ นี่ เขาบอกบางทีสลบไปเลย อย่างนั้นถือว่ามีสติอยู่มั้ย

พระอาจารย์ –  ไม่มี ...ก็เป็นช่วงเสวยวิบากกรรมเต็มๆ ไป


ผู้ถาม –  ก็สลบไปเลย

พระอาจารย์ –  ตื่นขึ้นมาใหม่ก็สู้ใหม่อีก ...ไม่ถอย ไม่แก้ ไม่หนี


ผู้ถาม –  คือรับเต็มๆ ไป

พระอาจารย์ –  ก็ถ้าเป็นคนทั่วไปมันก็ไปรักษาแล้ว ไปผ่าตัด อย่างนี่ก็ให้ตัดขาทิ้ง มันก็ฆ่าเวทนาได้แล้วใช่มั้ย

ทีนี้ไม่แก้ไม่หนี ดูต่อไป ...ก็ถือว่าบารมีมันหนุนศีลสมาธิปัญญาไม่ให้ออกนอกมรรค  ถ้าไม่มีบารมีหนุน ไม่เคยทำมาก่อน มันก็แก้ด้วยวิธีอื่น


ผู้ถาม –  เลี่ยงไป

พระอาจารย์ –  ก็เลี่ยงไป ...เพราะนั้นนี่เรียกว่าเหตุปัจจัยมันสงเคราะห์ เงินก็ไม่มี ใช่มั้ย ...เออ ถ้ามีเงิน ไม่มีใครจะมานั่งทนนะ


ผู้ถาม –  ก็ตัดไปแล้ว

พระอาจารย์ –  ใช่ ไปนอนโรงพยาบาลได้นี่ ใช่มั้ย ห้องพิเศษด้วยเอ้า สบาย ...ปวดเหรอ ก็ฉีดพาราเข้าเส้นหน่อย มอร์ฟีนก็ได้ อย่างนี้

แต่นี่เห็นมั้ย เหตุปัจจัยมันเอื้อ...เอื้อให้ต้องทนทุกข์โดยที่ว่าไม่มีทางหนี ไม่มีทางแก้ ...แล้วโดยภายในก็ไม่ดิ้นรนขวนขวายในการคิดในการหาวิธีอื่น

เห็นมั้ย นั่นคือบารมีธรรมที่เคยทำมา  มันก็ค้นคว้าอยู่ในกองกายกองเวทนา จนแจ้งเป็นลำดับลำดาไป ...เพราะนั้นกายเวทนา ไม่ใช่แก้กันง่ายๆ  ยากมาก ...ปางตาย ขั้นตายอ่ะ


ผู้ถาม –  แต่ตายไม่จริงใช่ไหมครับอาจารย์

พระอาจารย์ –  ไม่จริง ถ้ายังมีมรรคยังคุ้ม ยังมีศีลสมาธิปัญญาอุ้มหนุนอยู่นี่ ไม่ตายหรอก ...แต่จิตมันจะบอกว่าตายแน่ๆ อยู่ตลอด ...แต่พอทนเข้าจริงๆ...ไม่ตาย

ฟื้นขึ้นมา กลับคืนมา ปวดอีก เวทนา...เรียนรู้ซ้ำอีก จนกว่าจะจบในข้อสอบเอ็นทรานซ์...บทใหญ่เลย คือบทของเวทนากายนี่บทใหญ่เลย

เพราะนั้นกว่าจะข้ามกายข้ามเวทนาได้นี่ ไม่ใช่เรื่องเล็ก ...ที่ก้าวข้ามนี่ ไม่ใช่ข้ามแบบชั่วคราวนะ  คือหลุดเลยน่ะ พ้นเลย ไม่อยู่ใต้อำนาจของกาย ของเวทนากายอีกต่อไป

ถึงบอกว่าในระหว่างที่มันยังปกติดีนี่ ...สะสมไว้เถอะ พลังสมาธิ พลังสติ ให้มันตั้งมั่นอยู่กับกาย กับเวทนากาย ...คือยืนเดินนั่งนอนนี่ถือเป็นเวทนาปกตินะ หรือเวทนาแบบอทุกขมสุขม ยังไม่ได้บีบคั้นนะ 

เพราะนั้นก็ต้องเรียกว่าชิงโอกาส...ชิงโอกาสนี้สะสมพลังของสมาธิ ความตั้งมั่นอยู่กับกายเดียวปัจจุบันเดียวให้ได้

เวลามันวิปริตผิดพลาดขึ้นมาทางเวทนาที่มันบีบคั้นแรงๆ นี่ ...ก็อาศัยพลังสมาธิที่ฝึกมาเป็นสิบปียี่สิบปีตลอดเวลานี่ เอามาใช้ตรงนั้นน่ะ 

มันก็ไม่ลำบากเกินไป มันก็ไม่ทุรนทุรายจนเกินไป กับสิ่งที่จะต้องเจอกันทุกคนน่ะ...คือเวทนาในกาย 

และโดยเฉพาะคนที่ปฏิบัติอยู่ในองค์มรรคนี่ มันจะมีเหตุให้ต้องเป็น...ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งน่ะ เพื่อให้เรียนรู้ก่อนตาย ...มันจะได้ตายก่อนตาย ...จิต...เรา...เวทนาในกายนี่ มันจะได้ตายก่อนตาย ก่อนกายจะตายจริงๆ 

เพราะนั้นการรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ตลอด ในขณะที่มันกำลังดีๆ ไม่มีเวทนาบีบคั้นนี่ อย่าประมาท ...ถือเป็นการสะสมอบรมสมาธิพร้อมทั้งปัญญาไปในตัว

การรู้เห็นกายซ้ำซากๆ นี่ มันก็เกิดการถอดถอนความเป็นเราไปพร้อมกันอยู่แล้ว มันก็ได้ทั้งสมาธิปัญญาไปในตัวอยู่แล้วล่ะ 

เดี๋ยวมันก็จะเจอข้อสอบใหญ่ ข้อสอบแรงมา... ทีนี้เป็นกายเวทนานะ ถึงจะได้รู้...ผ่านหรือตก


ผู้ถาม –  ที่ผู้ปฏิบัติต้องเจอก่อน เพราะว่ามันไม่ผ่านข้อสอบนี้ มันก็หลุดไม่ได้รึเปล่า

พระอาจารย์ –  ไม่ได้


ผู้ถาม –  หรือว่าที่ต้องเจอก่อน เพราะว่าเรื่องแบบนี้หรือเปล่าครับอาจารย์ หรือว่าเพราะอะไรครับ

พระอาจารย์ –  มันเป็นขั้นตอนของมรรค ...ถ้ายังข้ามกายไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงขันธ์ส่วนอื่น 

เพราะนั้นมันหลอกตัวเองไม่ได้ มันจะหลอกไม่ได้เลย  จิตมันจะว่ามันดี ว่ามันได้ ว่ามันใช่ตรงไหนแล้ว เดี๋ยวเจอเวทนากายก็รู้เลย ...รู้เลย บอกให้เลยว่าร่วงหมดเลย 

ไอ้ที่ว่าสำเร็จแล้ว หรือว่านั่งได้ทน นั่งได้นานน่ะ ...เอาเถอะ เจอเวทนาแบบเจ็บไข้ได้ป่วยปางตายเป็นตายเท่ากัน ...เดี๋ยวรู้เองน่ะ 

ดูจิตตอนนั้นน่ะ โกหกตัวเองไม่ได้หรอก ดิ้นเหมือนปลาถูกทุบหัวเลย ...ถ้าจิตยังเป็นอย่างนั้น อย่ามาพูดถึงอนาคามีนะ อย่ามาพูดว่าสำเร็จแล้ว หรือว่าโสดาบันนะ ...ไม่มี

ถึงบอกว่าทิ้งไม่ได้กาย...เรื่องใหญ่  มันยึดมาก ยึดแรง ยึดแรงที่สุด ...จิตนี่ถ้าไม่ยึดในกายแรง แล้วมันไม่มาเป็นคนนะ ใช่มั้ย ...เพราะจิตมันยึดในความเป็นกายนี้

ถ้าไม่ยึดว่า...กายนี้ดี กายนี้งาม กายนี้เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ กายนี้เป็นสิ่งที่มีสาระ กายนี้เป็นสิ่งที่ทำอะไรให้เป็นสุขเป็นทุกข์ได้มากมายมหาศาล ...มันไม่มาเกิดเป็นคนหรอก

นี่มันยึดแรงมาก มันถึงพามาให้มาเกิดเป็นคนได้ ...ไม่งั้นทำไมมันไม่เกิดเป็นเทวดาที่ไม่มีกายล่ะ ใช่มั้ย 

เพราะมันเห็นสาระในกายนี่มาก มันเห็นสาระที่สามารถเอา "เรา" เข้าไปทำอะไรกับมัน หรือใช้มันยังไงก็ได้ เพื่อให้เกิดสุข-ทุกข์ยังไงก็ได้

นี่ มันจึงต้องแจ้งในองค์กายนี้เป็นอันดับต้น ...ถ้ามันไปทำที่อื่นก่อน หรือไปทำปัญญากับส่วนอื่นของขันธ์ก่อน ...มันแจ้งไม่จริง มันยังแจ้งได้ไม่จริง


(ต่อแทร็ก 14/24 )



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น