วันเสาร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 14/25 (2)


พระอาจารย์
14/25 (570506A)
6 พฤษภาคม 2557
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 14/25  ช่วง 1

โยม –  มันนิสัยเก่ากลับมา ก็ว่าแล้ว ทำไมเมื่อก่อนมันเห็นตามใจตัวเองหมดเลย

พระอาจารย์ –  อือ พอหยุดดูหยุดเห็นมันแล้วนี่ จะเห็นเลยว่าเป็นทุกข์ ...อารมณ์นี้มันก่อทุกข์ยังไง ราคะมันก่อทุกข์ยังไง 

แต่เวลาที่เราทำตามอำนาจของราคะไป โดยที่ไม่บันยะบันยัง หรือว่าไม่รู้สึกเฉลียวใจ หรือว่าไม่ตั้งรู้ดูเห็นกับมันเลยนี่ ...มันจะรู้สึกว่าราคะนี่เป็นสุข เป็นอารมณ์ที่ทำให้เกิดสุข

แต่พอหยุด...แล้วก็ดู แล้วก็ไม่ทำตามนี่ ...จะรู้สึกเลยว่าราคะนี่เป็นทุกข์จริงๆ


โยม –  มันวนจากไหนไม่รู้ ตีกันในกายเต็มไปหมดเลย

พระอาจารย์ –  ไม่ต้องไปหาเหตุหาผลกับมัน ...อดทนอย่างเดียวแล้วก็ดูมัน  ทน...แล้วก็ไม่ทำตามที่มันจะบีบบังคับให้ทำ ให้เดิน ให้ก้าว ให้พูด ให้พากายไปเกาะเกี่ยวกับสิ่งนั้นๆ แค่นั้นน่ะ

เพราะนั้นมันจะเห็นเลยว่าเป็นทุกข์อย่างยิ่ง ...แล้วก็อดทนไปเรื่อยๆ ไม่ต้องคิดไม่ต้องแก้น่ะ ทนอยู่อย่างนั้น  ดูดิ๊ ราคะเที่ยงมั้ย จนกว่ามันจะหายไปเองน่ะ

ถ้าไม่ไปยุ่งกับมันน่ะ ทนอยู่อย่างนั้นน่ะ  เดี๋ยวมันก็ซา ซาลงไปในตัวของมันเอง ถ้ามันเที่ยงจริงน่ะ ให้มันมาอยู่ตอนนี้สิ หรือสั่งให้มันเกิดตอนนี้ ...มันก็ไม่เกิด เห็นมั้ย

เพราะว่าทุกอย่างมันล้วนแล้วแต่มันมีเหตุและปัจจัยของมัน  มันไม่ได้ขึ้นกับเราหรือว่าขึ้นกับของเราอะไรเลย เรียนรู้กับมันไป แล้วก็จะค่อยๆ แยบคายกับมันไปเรื่อยๆ

แต่ไอ้ที่มันไม่ยอมละ ไม่ยอมเลิกนี่  ก็เพราะว่าความติดในอารมณ์ราคะที่ได้..เป็นสัญญา ...มันจำได้ ว่าทำอย่างนี้ เคยทำอย่างนี้ พูดยังงี้ ไปสัมผัสกันอย่างนี้แล้วมันมีความสุข

นี่มันจำ ...แล้วมันติดในสุขที่ได้จากราคะแค่นั้นเอง  มันก็เลยเป็นตัวที่มันไม่ยอม มันไม่ยอมละ ไม่ยอมขวาง ไม่ยอมอดกลั้น ไม่ยอมหยุด ...เพื่อให้มันสลายไปเอง

ก็ยังเสียดายอารมณ์ราคะอยู่ ...เพราะว่ามันยังมีผลประโยชน์ที่ได้จากราคะอยู่  เพราะมันจดจำไว้เป็นสัญญาว่ามันเคยทำอย่างนี้แล้วมันได้สุขอย่างนี้

มันก็ยังติดในสุขในราคะ ในการสัมผัส ในการพูดคุย ในการเห็น ...มันเหมือนมีแรงดึงดูดน่ะ ...แค่มอง ไม่รู้จักกันน่ะ ตานี่หันมองโดยอัตโนมัติเลย เหมือนรูปมันดึงดูดจิต

มันดึงดูดให้เกิดความเพลินในรูป พึงพอใจในรูปที่มันหมาย ที่มันชอบ ที่มันว่าเป็นสุข ที่มันว่าสวย ...แล้วพอจะหันกลับถึงไม่ยอมหันกลับ ...มันอาลัยอาวรณ์ มันเกิดความอาลัยอาวรณ์

ก็ต้องทวนกันอยู่อย่างนี้ คอยทวน...ได้บ้าง-ไม่ได้บ้าง ก็คอยทำไว้ ...เหมือนกับขัดอารมณ์มันบ้าง ขัดขวางมันบ้าง ...เพื่อให้มันหยุด ให้มันมาตั้งมั่นอยู่กับตัวเอง...โดยมีกายเป็นฐานปัจจุบัน 

กำลังนั่ง กำลังยืนนี่เป็นฐาน อยู่ตรงนี้ ...แล้วเดี๋ยวมันก็จะค่อยมองเห็นวิธีการที่จะสู้กับราคะยังไง สู้กับโทสะยังไง สู้กับปฏิฆะยังไง โดยที่ไม่ไปกระทำการใดให้เกิดความเสื่อมเสีย หรือเป็นไปอย่างที่มันต้องการ

แล้วทีนี้ มือตีนของมันก็จะเริ่มง่อยเปลี้ยขึ้นเองน่ะ ...มือตีนของกิเลส มือตีนของอารมณ์นี่ ที่มันจะเคยชี้นิ้วสั่งการได้ดั่งใจนึก

มันก็เริ่มไม่เป็นไปตามอำนาจของราคะ โทสะ โมหะแล้ว  มันก็เริ่มเสื่อมประสิทธิภาพลงไป ...นี่ มันทานไม่ได้ทนไม่ได้กับความอดทนอดกลั้น

แล้วทีนี้มันจึงจะค่อยๆ เห็นว่า...เวลาที่มันอยู่เฉยๆ ปกตินี่  แล้วไม่มีความพลุ่งพล่านของราคะโทสะนี่ ...มันรู้สึกสบายดี มันรู้สึกเรียบง่าย เย็น สงบเย็น

แต่เมื่อใดที่มันมีราคะหรือโทสะ หรืออารมณ์อะไรเกิดขึ้น ...มันจะรู้สึกถึงความเร่าร้อน ทุรนทุราย เป็นทุกข์ 

ไอ้ที่มันเคยว่าเป็นสุขๆ มันก็จะเริ่มเห็นว่า...เวลาราคะมันเกิด แล้วมันไม่ได้ดั่งปรารถนานี่ มันรู้สึกว่าเป็นทุกข์

มันก็เริ่มที่จะไม่เห็นดีเห็นงามไปกับราคะ-โทสะแล้ว ...พอมันเริ่มก่อตัวปุ๊บ ก็จับได้ทัน ไม่ปล่อยให้มันกำเริบ

แต่ลักษณะอย่างพวกเรานี่...มันไม่ทัน  มันเกิดภาวะที่ว่า...ปล่อยจนมันกำเริบขึ้นมาแล้วเกินเยียวยา ...นี่ ถ้ามันกำเริบนี่...เกินเยียวยา ไม่มียาใดแก้ได้ มีแต่ว่าจะล้ำหน้ารุดหน้าไปกระทำตามอำนาจมันน่ะ

นี่ก็ต้องอาศัยยาพระพุทธเจ้าบอกอย่างเดียว อดทนอย่างเดียว เป็นตัวแก้ตัวกันไว้ก่อน ...เมื่อปัญญายังไม่มี...อดทนไว้ก่อน อดทนไว้  จนกว่ามันจะราบคาบสงบระงับลง


โยม –  อาจารย์ บวชใหม่ๆ นี่มีบ้างไหมครับ ราคะนี่

พระอาจารย์ –  มี มันก็มีทุกคนน่ะ ผู้ชาย-ผู้หญิง มันเป็นอารมณ์ธรรมชาติอยู่แล้วของกิเลสของทุกคน ...แต่คราวนี้ว่าอาศัยความอดทนอดกลั้นอย่างเดียว ไม่เคยพิจารณาอสุภะเลย ไม่แก้ด้วยอสุภะด้วย


โยม –  ดูตรงๆ เลย

พระอาจารย์ –  ตรงๆ รับสภาพมันตรงๆ เลยน่ะ นั่งดูนอนดูแบบหมดเรี่ยวหมดแรง  ดูมันทับถมอยู่อย่างงั้น...มันอยู่เป็นวัน..ก็ดูเป็นวัน


โยม –  มันขึ้นไม่หมดหรือครับ

พระอาจารย์ –  อือ บางทีมันแรงขึ้นมาเป็นวันก็มี  มันหวนคำนึง หวนคำนึงขึ้นมา ...ก็ไม่แก้ ไม่หนี ...อยู่อย่างงั้นน่ะ

มันอยู่ได้ไม่นานหรอก ดูเข้าจริงๆ อยู่ไม่นานหรอก แล้วมันก็หายซาไป ...พอมันซาไป แล้วมันคิดขึ้นมาใหม่ มันก็ไม่รู้สึกอะไรแล้ว  มันก็หายไปเอง เว้นช่วงไป 

แล้วเวลามันเว้น ไม่ได้กำเริบขึ้นมาอย่างนี้ ...นั่นเป็นเวลาที่เรียกว่าเป็นเวลาตักตวงสติ-สมาธิ-ปัญญา  ก็รีบเร่งทำความเพียรอยู่ในการรู้การเห็น ในการชะล้างทำลายความเป็นตัวเราของเรา

พร้อมกับทำความรู้แจ้งในกองกายกองรูป ...เนี่ย มันเป็นวาระตอนนั้นแล้ว เพราะเราไม่รู้มันจะกำเริบขึ้นมาอีกเมื่อไหร่

บางทีมันไม่มีสาเหตุภายนอกด้วยซ้ำ มันเป็นอารมณ์ภายใน...พวกนี้ มันไม่มีนิมิตหมายว่ามันจะเกิดขึ้นตอนไหน


โยม –  คือมันหวนเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ใช่ไหมครับ

พระอาจารย์ –  ไม่รู้ ...เพราะตราบใดที่มันรู้อยู่แล้วว่ากิเลสยังละไม่ได้ มันก็ต้องมีอยู่แล้ว  เพียงแต่ว่ามันแค่ราบคาบสงบลงไปแค่นั้นเอง ไม่กำเริบแค่นั้นเอง มันอยู่ในภาวะที่ยังไม่กำเริบขึ้นมา

เพราะนั้น ถ้าไม่อยู่ด้วยความประมาทตายใจน่ะ ก็รีบเร่งทำความเพียร ทำความรู้ ทำความเห็นกับรูป ...อันไหนเป็นกาย อันไหนเป็นรูป  ความเป็นจริงของรูปมันแค่ไหน

แล้วไอ้ที่มันเป็นราคะอะไรนี่ มันมาเกิดขึ้นเพราะอะไร ...มันก็ทำความรู้แจ้งอยู่ภายใน จนค่อยๆ เกิดความเข้าใจลึกซึ้งขึ้นไป ว่าต้นเหตุของราคะจริงๆ น่ะ คืออะไร 

ปัจจัยของมันที่ทำให้มากระทบกับเหตุคืออวิชชาความไม่รู้ภายใน...ก็คือรูปนั่นเอง รูปที่เนื่องด้วยกาย ...แล้วมันไปหมายรูป ว่ารูปนี้สวย รูปนี้งาม ว่ารูปนี้ดี ...แล้วรูปนี้มีความสุขให้เรา อย่างนี้

มันก็ค่อยๆ สาวไปถึงต้นตอ ถึงจุดของมัน จุดที่ทำให้เกิดเหตุแห่งราคะขึ้น ...ทีนี้มันก็เกิดความระมัดระวังเท่าทันในการกำหนดรับรู้ในรูป

เพราะรู้แล้วว่าถ้ามันมีรูปปรากฏขึ้นมาเมื่อไหร่  ไม่ว่าจะเป็นรูปด้วยตาเนื้อที่เห็น หรือรูปในจิต ...เมื่อไหร่ที่มีรูปขึ้นมานี่ ก็มีโอกาสที่จะเกิดทั้งราคะและปฏิฆะ

ราคะกับปฏิฆะ นี่มันเป็นธรรมคู่กัน ...มันดูเหมือนตรงข้ามกัน แต่จริงๆ มันเป็นสิ่งเดียวกัน


โยม –  ถ้ามีราคะก็ต้องมีปฏิฆะ

พระอาจารย์ –  ถ้ามีปฏิฆะมันก็ต้องมีราคะ มันเป็นของคู่กัน ...เพราะนั้น ทั้งหมดนี่มันเนื่องด้วยรูปทั้งหมดเลย ถ้าไม่มีรูปขึ้นมานี่ อารมณ์ไม่มีน่ะ อารมณ์ราคะ อารมณ์ปฏิฆะนี่ไม่มี

ไม่ว่าจะเป็นรูปภายนอก หรือรูปภายใน...คือรูปที่เกิดจากจิตจำ หรือปรุงขึ้นมา สร้างโมเดลรูปขึ้นมา หรือว่าสร้างจากความจำ โดยเห็นจากในหนังสือ หรือแม้แต่ว่าคำกล่าวเล่าอ้างของคนนั้นคนนี้

มันก็สามารถปรุงรูปขึ้นมาแล้วก็เกิดราคะขึ้นมาเลย ...นี่ มันก็จับได้ ...ทีนี้มันก็เริ่มสาวเข้าไปแก้ที่เหตุ ก็พยายามเท่าทันการปรุงของจิตที่มันจะสร้างรูปขึ้น ...ภายนอกก็ระวังสายตาไม่ให้มันออกไปเห็นรูป

ถ้ายังไม่มีสติที่แข็งแกร่งพอ ก็สำรวมตาภายนอก แล้วก็สำรวมจิตภายใน ...ทีนี้ราคะมันก็เริ่มไม่ค่อยกำเริบขึ้น มันก็น้อยลงไปๆ อยู่ในที่ที่ว่าอยู่ในกำมือน่ะ ไม่ค่อยกำเริบได้ง่ายๆ

เพราะนั้นความรู้แจ้งความเห็นจริงในเรื่องของกาย เรื่องของขันธ์ เรื่องของเรา ความเป็นเรา ...มันก็เริ่มทำความต่อเนื่องได้มากขึ้น ไม่ถูกขัดขวางด้วยอารมณ์ราคะ-ปฏิฆะ

นี่มันเหมือนกิเลสเป็นตัวขวางกั้นการเดินในมรรค การเจริญในมรรค การงอกงามของมรรค ความพอกพูนแข็งแกร่งของมรรคนี่ พวกนี้กิเลสมันเป็นตัวกั้นตัวขวาง

เมื่อมันราบคาบลงไปในระดับที่ว่าควบคุมด้วยอำนาจของสมาธิ ...การเดินในมรรค การเดินด้วยปัญญานี่มันก็ต่อเนื่อง 

พอยิ่งต่อเนื่องขึ้นเท่าไหร่ ปัญญายิ่งต่อเนื่องขึ้นเท่าไหร่ ...ความรู้จริงเห็นจริงในกองกายกองรูปมันก็ชัดขึ้นเท่านั้น 

พร้อมกับความละวางจางคลายลงไปในความเป็นเรา และความยึดมั่นในกาย ความยึดมั่นในรูป มันก็คลายไปพร้อมกันหมด

ราคะที่มันราบคาบด้วยอำนาจของสมาธินี่  หรือปฏิฆะก็ตาม โทสะก็ตาม...ที่มันราบคาบด้วยอำนาจของสมาธินี่ ...มันก็เริ่มอ่อนตัวลงไปด้วยอำนาจของปัญญา

ความยึดมั่นถือมั่นของเรา มันก็ถูกทำลายลงไป  ตัวราคะ-ตัวปฏิฆะ มันก็หมดกำลัง ...ทีนี้มันไม่ได้ราบคาบด้วยอำนาจของสมาธิ แต่มันหมดกำลังไปด้วยอำนาจของปัญญาแล้ว

ด้วยความรู้จริงเห็นจริงว่ารูปคืออะไร  มีสวย-ไม่สวย จริงไหม  มีดี-ไม่ดี จริงไหม ...นี่ มันก็เริ่มไม่เข้าไปจริงจังกับรูป เริ่มคลายความสำคัญมั่นหมายในรูป ...นี่ มันจางคลายไปพร้อมๆ กัน

เพราะนั้นการพิจารณาอยู่ในกายคตาสติ หรือในองค์กายตัวเดียวนี่ ...มันจะไปละทั้งกายและรูป  ทำความแจ้งกับกายกับรูปนี่พร้อมๆ กัน ...เพราะนั้นราคะก็จะเบาบางไปพร้อมกับปฏิฆะ

ซึ่งหมายความว่า อารมณ์ที่จะเป็นกิเลสความยินดีและยินร้ายนี่ ...มันจะค่อยน้อยลงไปๆ พร้อมกับความรู้สึกที่เป็นเรา...เจ้าของอารมณ์หรือผู้สร้างอารมณ์ยินดียินร้าย มันก็ลดลงพร้อมกัน

มันก็ลดน้อยพร้อมกันไปหมด ถอยลงไปหมด กิเลสมันถอยลงๆ อย่างนี้ ...เออ ถ้าเป็นกราฟก็ว่าไม่อัพเทรนด์น่ะ ดาวน์เทรนด์ลงไปเลย ทรุดลงไปฮวบๆ เลย

เพราะนั้นต่อจากนั้นไปมันก็จะพิสูจน์ทราบได้ด้วยตัวของตัวเอง ...เวลามีผู้หญิงเดินผ่าน หรือเวลามีคนทำอะไรไม่ดีนี่  จิตที่มันเคยกระโดดพั้บ แบบเป็นเรื่องเป็นราวทันที ...มันก็ค่อนข้างช้า

ในการที่จะไปปรุงแต่งขึ้นมาเป็นอารมณ์ มันจะช้าลงไป จิตมันจะช้าลงไป ...เหมือนกับเซื่องซึมไป เหมือนกับเป็นสโลว์โมชั่นน่ะ มันไม่ค่อยมีอะไรมากระตุ้นเร้าได้น่ะ

นี่คือความหนักแน่นของสมาธิ-ปัญญา ..แต่โดยปุถุชนคนทั่วไปนี่ จิตนี่มันดีดยิ่งกว่าสปริงอีก พึ่บเลย ยิ่งกว่าไฟแช็กกับน้ำมันน่ะ มันพรึ่บเลย ...ไวยิ่งกว่านั้นอีก

แต่พอถึงตรงระดับนี้นี่ ...เห็นปุ๊บ กว่าจะรู้สึกได้ว่าสวย-ไม่สวย ชอบ-ไม่ชอบ นี่มันกินเวลานาน ทิ้งระยะเวลา แล้วมันก็เห็นชัดเจนในการเคลื่อนของจิตที่มันจะปรุง ที่มันจะต่อเนื่องไปในอดีต-อนาคต

เห็นเลย...มันช้าลง เหมือนกับมันสโลว์โมชั่นให้เห็นภาพช้า คล้ายๆ อย่างนั้น จิตมันจะช้าลงอย่างนั้น ...นี่คือการบั่นทอนกิเลสด้วยศีลสมาธิปัญญา

ถ้ามันช้าลงอย่างนั้น สติมันก็ดูเหมือนไวขึ้น เห็นชัดเจนขึ้นในกระบวนการ...การเคลื่อน การก่อเกิดอารมณ์ การสร้าง การจำลอง การเป็นปัจจยาการแห่งการเกิด

มันก็ละเลิกเพิกถอนได้ทัน ได้ไว..ได้ไวกว่าจิต ...พอมันละเลิกเพิกถอนได้ไวกว่าจิตปุ๊บ มันก็ดับหมด มันก็คงไว้แต่สักแต่ว่าๆๆ ไม่มีความหมาย ...รูปไม่มีความหมาย เสียงไม่มีความหมายดีร้ายถูกผิด

มันก็เป็นสักแต่ว่าเสียงสักแต่ว่ารูปๆ  แม้แต่คิดก็เป็นสักแต่ว่าคิด ...มันก็เห็นเป็นแค่อาการ ไม่มีอารมณ์ไปร่วม มี "เรา" ไปก่อเกิดร่วมด้วย หรือว่าเข้าไปสิงสู่เป็นอารมณ์กับมัน

จนมันทิ้งการให้ค่า ให้ความสำคัญ การมีสาระแก่นสารกับรูป กับเสียงไป ...พร้อมกับทิ้งอารมณ์ไป ความยินดียินร้ายกับรูปและเสียง

และตอนนั้นมันจะรู้สึกว่าสบาย เป็นอิสระ ไม่ถูกครอบงำด้วยรูปและเสียงอีกต่อไป แล้วมันจะรู้เองว่ามันหลุดพ้นจากรูปและเสียง

ทั้งภายในคือตัวขันธ์ตัวกายเอง หรือว่าภายนอกคือขันธ์หรือกายผู้อื่น ก็รู้เองน่ะ ว่ามันหลุดพ้นจากครอบงำแล้ว แล้วมันก็อยู่อย่างนั้นน่ะ

จนกว่ามันจะมั่นใจ แน่ใจ ว่ามันหลุดพ้นได้จริงจากความครอบงำของกายตัวเอง กายคนอื่น  กายเราของเรา กายเขาของเขา  รูปกายของเรา รูปกายของเขา 

มันหลุดพ้นได้จริง อย่างนี้ มันไม่สามารถมาครอบงำ ทำให้เกิดสุข-ทุกข์ ทำให้เกิดอารมณ์ยินดียินร้ายได้ ทำให้เกิดการกระวนกระวายไปถึงอดีตอนาคตยืดเยื้อยาวไกลหน้าหลังออกไป


(ต่อแทร็ก 14/26)




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น