พระอาจารย์
14/35 (570519A)
19 พฤษภาคม 2557
(ช่วง 2)
(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 14/35 ช่วง 1
ปัญหาคือว่า...ท่านไปแล้วไม่กลับไง
ไปแล้วไปลับ ไม่ได้กลับมาส่งข่าว ...มันก็ดูเหมือนว่าไม่มีอะไร ไม่มีผู้ส่งสาร
แบบถาวรยั่งยืน
ท่านก็..สมมุติออกไปปุ๊บ อายุขัย
อายุขันธ์ยังไม่หมด ...ท่านก็ใช้เวลาช่วงนั้นน่ะป่าวร้องป่าวประกาศอยู่นอกคุกหน้าคุก
ว่าออกทางนี้ๆ เดินมาทางนี้ ทำตัวอย่างนี้ พูดอย่างนี้ คิดอย่างนี้
ปฏิบัติตัวอย่างนี้ แล้วมันจะออกมาถึงหน้าประตูคุกได้
แล้วมันก็จะมีกำลังพอที่จะแง้มประตู ...ประตูนี้ไม่ได้ล็อกตาย ปิดตายตัว หรือว่าซีลแบบหนาแน่น
ถ้ามาตามทางนี้
มันมีกำลังที่จะสามารถเปิดออกได้โดยลำพัง ไม่ต้องอาศัยใครช่วย...เพราะท่านก็ได้แต่ช่วยว่า
มาทางนี้นะ ..แต่มันไม่ค่อยมีคนฟัง หรือมันฟังแล้วก็เอาหูทวนลม
หรือมันไม่ค่อยสนุกกว่าการที่ไปทำพูดคิดตามอำเภอใจ
ตามอำเภออารมณ์ อำเภอความอยาก ความไม่อยาก มันก็เลือกเส้นทางเดิมๆ วิถีเดิมๆ สบาย...มันคิดว่าสบายกว่า มันไม่รู้สึกเลยว่าถูกจองจำ
แล้วไงล่ะ ...ท่านหมดแรงประกาศเมื่อไหร่
ไปแล้วไปลับ ไม่กลับมาพูดซ้ำให้รกหูอีกแล้ว ...การเล็ดรอดออกมาจากคุก จากกองขันธ์ ในยุคในรุ่นต่อไป
ก็เริ่มทิ้งช่วงห่างขึ้นๆ
จนถึงขั้นที่เรียกว่า
ไม่มีผู้ใดเล็ดรอดออกมาได้เลย...นี่ ปิดประตูตาย สิ้นอายุพระศาสนา
ไม่ได้เห็นเดือนเห็นดาว ไม่ได้ยินเสียงมารกหูรกตา
แต่ว่ามันสนุกเผลอเพลินมัวเมาอยู่ในนั้นกัน
ไม่รู้เท่าไหร่ ไม่สามารถนับอายุเวลาเป็นปีเดือนได้เลยที่กว่าจะมีพุทธกัป
หรือการอุบัติขึ้น ตรัสรู้ขึ้นของเหล่าพุทธะ
เนี้ย คือความน่ากลัวของความที่ว่า...ปล่อยปละละเลย ใช้ชีวิตแบบสบายๆ โดยไม่เห็นคุณค่าของการเกิด
โดยไม่อาศัยการเกิดนี้เป็นบันไดไต่เต้า
การเกิด หมายถึงการเกิดแล้วมีขันธ์
อาศัยการเกิดที่มีขันธ์ แล้วอาศัยขันธ์นี่เป็นตัวไต่เต้าไปสู่ปัญญา
ไปสู่ความรู้แจ้ง รู้จริง รู้อันชอบ รู้อันควร ที่เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ
ตรงนี้เป็นประตูเดียว ทางเดียว
ที่จะออกจากการจองจำในวัฏฏะวน วัฏฏะจิต วัฏฏะสงสาร
เพราะนั้นเมื่อมีโอกาส
แม้จะเป็นช่วงเวลาอันน้อยนิด นับเป็นเปอร์เซ็นต์ในการเกิดในอายุขัย...ไม่ถึงจุดหนึ่งเปอร์เซ็นต์ของชีวิต
จะหนึ่งเดือน สองเดือนก็ตาม
แม้จะถึงหนึ่งปีก็ตาม เราก็ยังว่าไม่ถึงเศษหนึ่งในร้อย ...แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่ดี...ที่หาได้ยากสำหรับคนนั้นๆ
เพราะบางคนเกิดมาไม่เคยมีโอกาส
อยากมีโอกาสก็ไม่มีโอกาส หรือได้โอกาสแต่ก็ทิ้งโอกาสก็เยอะ หรือไม่เห็นโอกาส
หรือไม่ให้ความสำคัญเลยก็เยอะ
เพราะนั้น เรามีโอกาส เราได้โอกาส
เราใช้โอกาสนี้...ซึ่งหาได้ยาก หาได้น้อย...ก็ใช้ให้อย่างเต็มกำลัง
มันก็จะได้การสะสมพอกพูนความรู้ที่แท้จริงนี่ ติดเนื้อติดตัว
ติดกายติดจิตติดใจไปทุกภพทุกชาติ
เหมือนเกิดมากี่ครั้งกี่สมัย
มันก็จะมีตัวนี้คอยกระตุ้นเร้าภายใน ให้หวนคืนสู่เส้นทางแห่งมรรค
ให้เกิดความมีศรัทธาในการปฏิบัติในองค์มรรค ไม่สาบสูญ ไม่สูญหาย
แล้วมันติดเนื้อติดตัวไปทุกภพทุกชาติ
ไม่มีใครมาขโมยได้ แย่งชิงได้ หรือแม้กระทั่งไปแบ่งสันปันส่วนให้คนอื่นก็ไม่ได้ ...นี่ มันเป็นส่วนสมบัติจำเพาะเลย
ศีลสมาธิปัญญานี่...เป็นเรื่องของใครของมัน
มันเป็นสมบัติส่วนตัวที่ไม่มีคำว่าสาบสูญหรือสูญหาย จะแบ่งปันเจือจานแจกจ่ายหรือให้ใครก็ไม่ได้
แล้วก็จะสะสมเพิ่มพูน พอกพูนไปทุกภพทุกชาติ ...เพราะมันจะมีแรงเร้าแรงกระตุ้นอยู่ภายใน...ที่ไม่ให้ห่างไกลจากวิถีแห่งการปฏิบัติ
ตรงต่อองค์มรรค ตรงต่อความหลุดพ้น
ไม่ใช่ตรงไปสู่ความติดข้องถ่ายเดียว อย่างทุกวันนี้คนในโลกนี่ มันเป็นไปเพื่อความติดข้องถ่ายเดียว ไม่มีคำว่าหลุดพ้นเลย
ไม่มีคำว่าทำพูดคิดไปเพื่อความหลุดพ้นเลย
อย่างมากหลุดพ้นจากทุกข์แล้วไปหาสุข
แค่นั้นน่ะดีที่สุด ...ก็ติดใหม่ เขาเรียกอะไร หนีเสือมาปะเก้งกวาง
เดี๋ยวเก้งกวางก็โดนเสือหรือสิงโตมากิน แล้วเอาไงล่ะ
เหมือนกัน นี่ ปัญญาในทางโลกนี่
หนีทุกข์ แก้ทุกข์...เพื่อจะให้เกิดสุขเป็นที่รองรับ เป็นที่พึ่ง เป็นที่อาศัย
เป็นสรณะ เป็นที่ยึดเหนี่ยว เป็นที่ตายใจ เป็นที่อุ่นใจ
แต่ว่ามรรคนี่
ไม่ได้อาศัยตรงนี้เป็นที่พึ่ง ...อาศัยศีลสมาธิปัญญาเป็นที่พึ่ง อาศัยพุทธะ ธรรมะ
สังฆะ เป็นที่พึ่ง มันจะไม่เป็นลักษณะหนีเสือปะจระเข้ หนีเสือไปเจอกวาง หนีกวางไปเจอกระต่าย
หนีกระต่ายไปเจอกระรอก หนีกระรอกไปเจอแมว หนีแมวไปเจอหมา หนีหมาไปเจองู ...พึ่งไม่ได้สักอย่าง สุดท้ายพึ่งอะไรไม่ได้สักอย่าง
หนีกระต่ายไปเจอกระรอก หนีกระรอกไปเจอแมว หนีแมวไปเจอหมา หนีหมาไปเจองู ...พึ่งไม่ได้สักอย่าง สุดท้ายพึ่งอะไรไม่ได้สักอย่าง
แต่ว่าพุทธะ ธัมมะ สังฆะ
ตลอดจนถึงไตรสิกขา ศีลสมาธิปัญญา...พึ่งได้จริง ...แต่ตอนนี้ยังพึ่งไม่ได้จริง มันยังพึ่งกันแค่หลอกๆ
อยู่...เพราะยังไม่ถึงจริง
มันยังไม่ถึงตัวพุทธะ ธัมมะ สังฆะ...ที่จริง
ที่แท้ ที่ใช่ จนถึงเรียกว่าพูดได้เต็มปากเต็มใจว่าพึ่งได้จริง …เพราะนั้นการภาวนานี่ ก็เพื่อให้เข้าถึงจริง
พึ่งศีล พึ่งกาย...กายคือศีล
ปกติกายเป็นที่พึ่ง เป็นที่อยู่ ในทุกสถานการณ์...ไม่ว่าสถานการณ์นั้นจะหนัก
จะบีบคั้น จะลำบากทรมาน จะอึดอัดคับข้อง จะยาก จะสูง จะใหญ่โต จะลำบากยิ่ง
ต้องอาศัยกายอาศัยศีลเป็นที่พึ่ง...ในที่ตรงนั้น ระหว่างนั้นให้ได้...โดยไม่มีข้อแม้ข้อจำกัด ด้วยความพากเพียรอดทน ...เช่นเวลาเขาพูดไม่ดี
ก็อย่าไปอยู่ที่เสียง ก็อย่าไปอยู่ที่การแปลคำพูด
ก็อย่าไปอยู่ที่คิดไปถึงอดีตอนาคตของตัวเราตัวเขาข้างหน้าข้างหลัง ...ไอ้สิ่งเหล่านี้ การไปอยู่กับสิ่งเหล่านี้ จะพึ่งไม่ได้เลย เป็นทุกข์ มืดบอด หาทางออกไม่ได้
ก็อย่าไปอยู่ที่คิดไปถึงอดีตอนาคตของตัวเราตัวเขาข้างหน้าข้างหลัง ...ไอ้สิ่งเหล่านี้ การไปอยู่กับสิ่งเหล่านี้ จะพึ่งไม่ได้เลย เป็นทุกข์ มืดบอด หาทางออกไม่ได้
แต่ในขณะที่เขาด่าเขาพูดอะไรไม่ดี
โดยเฉพาะเจาะจงมาที่ตัวเราชื่อเรานี่ ...ถ้าเอาศีลเป็นเครื่องอยู่
ก็คือมากำหนดระลึกอยู่กับอาการยืน หรืออาการนั่ง ความรู้สึกในการยืนหรือในการนั่ง
ถ้าอย่างนี้เรียกว่าอาศัยศีลเป็นสรณะ
คุ้มครองใจ คุ้มครองจิต ไม่ให้มันแตกกระสานซ่านกระเซ็นไปตามเสียง ไปตามอดีต
ไปตามอนาคต ไปตามความหมายของเสียงต่างๆ นานา
เนี่ย ตัวศีลมันจึงเป็นตัวที่คุ้มครองจิต
ไม่ให้เกิดความเศร้าหมองขุ่นมัวมากไปกว่าเท่าที่กำลังเป็น ...ตอนนั้นมันต้องเป็นอยู่แล้ว
ความโกรธ ความขุ่นมัว ความหงุดหงิด น่ะ มันต้องมี
เพราะปัญญาเราไม่ได้เป็นระดับที่เรียกว่าฉับพลัน...มันต้องเกิดก่อนน่ะ ค่อยรู้ทีหลัง ...ทีนี้ก็ต้องอาศัยกำลัง ที่จะตั้งมั่นให้ได้
อยู่กับกาย ท่ามกลางมรสุมเสียง หรือมรสุมรูป ที่ไม่ได้ดั่งปรารถนา
เนี่ย ภาวนา จึงดูเหมือนในขณะนั้น
ท่ามกลางเหตุการณ์สถานการณ์นั้น จะรู้สึกว่าถูกล่วงเกิน เสียเปรียบ ถ้าไม่ได้ทำการตอบโต้
แล้วรู้สึกว่าเสียหายต่อ “ตัวเรา”
ซึ่งในทางตรงกันข้าม เราบอกว่าดี
ให้มันเสียไปเลย “เรา” น่ะ ไม่ต้องการให้มีเรา ...มันเสียหายต่อ “เรา” ...ดี จะได้ไม่ต้องมี "เรา" ไปรับทุกข์รับสุขข้างหน้าเลย
แต่มันไม่ยอมเสียหายของเราไง
มันกลัวเราสูญเสีย เสียหาย เสียกำลัง หรือถูกลบล้างไป
ถูกอำนาจอื่นมาลบล้างอำนาจของเราไป แล้วมันหวงแหนความเป็นเราไง
มันก็เลยเกิดภาวะที่ว่าไม่ยอม
มันก็เกิดการก้าวล่วงไปตามอารมณ์ ความอยาก-ความไม่อยาก ไปเผากัน ผลาญกัน
สร้างความเร่าร้อนให้กัน ทิ่มแทงกัน เบียดเบียนกัน เสียดแทงกัน
เนี่ย มันต้องต่อสู้กันอย่างนี้
เอาศีลเป็นเครื่องต่อสู้ เอากายเป็นฐานของจิตไม่ให้มันกระโดดข้ามออกไป ข้ามกาย
ข้ามความรู้สึกของกายตัวเองขณะนั้นออกไป
นี่คือลักษณะของผู้ปฏิบัติ ตามมรรค
ในมรรค ...จะต้องอยู่ในลักษณะอาการนี้ เสมอ ทุกเรื่อง...ยอมได้ทุกเรื่อง
สละได้ทุกเรื่อง ที่มันจะมาล่วงเกินความเป็นตัวเราของเรา
จนไม่มี “เรา” ให้ล่วงเกิน จนไม่รู้สึกว่ามี
“เรา” ถูกล่วงเกิน นั่นแหละสบาย เมื่อนั้นแหละสบาย ...ไม่โดน “เรา” เลย เขาว่ามานี่
ฝนตกแดดออกมานี่ ไม่โดนเรา โดนแต่กาย...ไม่โดนเรา
มันก็เลยไม่เป็นสุขไม่เป็นทุกข์ กับแดด
กับลม กับฝน แม้กระทั่งตัวกายมันจะปวด มันจะเมื่อย มันจะฉีกขาด
มันจะเผ็ดร้อนแสบร้อน...ก็ไม่ใช่เรื่องของเรา เป็นเรื่องของกาย ...มันก็ไม่มีทุกข์
นี่ ผู้ที่อยู่เหนือทุกข์ จะอยู่กันอย่างนี้ ...เพราะท่านไม่ได้อยู่กับ “เรา” ท่านอยู่กับขันธ์ แล้วแต่ขันธ์มันจะเป็นไป ไม่ได้คาดหมายอะไรกับขันธ์ เพราะไม่มีเราเป็นผู้ไปคอยคาดหมายอะไรกับขันธ์อดีต ขันธ์อนาคต
แล้วจะรู้ว่า เนี่ย ที่พระพุทธเจ้าสอน ...ให้ถึงจุดนี้แล้วจะรู้ว่าสุขที่แท้จริงอยู่ที่ไหน คือสุขที่ไม่มีเราในขันธ์นั่นเอง ไม่มีเราในโลกนั่นเอง ไม่มีเราในสามโลกนั่นเอง แล้วจะรู้ว่าสุขที่แท้จริงคืออะไร
นี่ ผู้ที่อยู่เหนือทุกข์ จะอยู่กันอย่างนี้ ...เพราะท่านไม่ได้อยู่กับ “เรา” ท่านอยู่กับขันธ์ แล้วแต่ขันธ์มันจะเป็นไป ไม่ได้คาดหมายอะไรกับขันธ์ เพราะไม่มีเราเป็นผู้ไปคอยคาดหมายอะไรกับขันธ์อดีต ขันธ์อนาคต
แล้วจะรู้ว่า เนี่ย ที่พระพุทธเจ้าสอน ...ให้ถึงจุดนี้แล้วจะรู้ว่าสุขที่แท้จริงอยู่ที่ไหน คือสุขที่ไม่มีเราในขันธ์นั่นเอง ไม่มีเราในโลกนั่นเอง ไม่มีเราในสามโลกนั่นเอง แล้วจะรู้ว่าสุขที่แท้จริงคืออะไร
แต่ถ้ายังมีเราเป็นผู้สุข
ยังมีเราผู้ไม่ปรารถนาทุกข์ ยังมีเราผู้เหนี่ยวรั้งสุขไว้นานๆ ...ผู้นั้นจะไม่พบกับความสุขที่แท้จริง เพราะมันยังเป็นแค่ความสุขของ “เรา” ดาดๆ
ดื่นๆ ทั่วไป
การภาวนาจึงเข้าไปสู่สภาวะที่ลึกซึ้งกว่านั้น
(ต่อแทร็ก 14/36)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น