วันอาทิตย์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

แทร็ก 14/33 (2)


พระอาจารย์
14/33 (570513A)
13 พฤษภาคม 2557
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 14/33  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  นั่นน่ะเรียกว่าการทำงาน อยู่กับสองสิ่งคือกายใจ ระหว่างนี้เป็นเวลาทำงานของปัญญาแต่เมื่อใดที่มันพักมันจะอยู่กับสิ่งเดียวคือตัวมันเอง คือพักในสมาธิ

แต่ถ้าพักไปนานๆ เดี๋ยวจะติด เข้าใจมั้ย มันจะเกิน พักเกิน ...นี่เขาเรียกว่านอนจม จิตมันจะอยู่ในภาวะที่เรียกว่านอนจม  แล้วไอ้นอนจมนี่ เดี๋ยวมันจะมีผลข้างเคียง

มันจะมีผลข้างเคียงคือความรู้ความเห็นที่มันเกินเลย...เกินเลยขึ้นมา นิมิตบ้าง อะไรบ้าง ...มันก็จะต้องอย่าไปขี้เกียจทำงาน ขี้เกียจอยู่กับงาน

กายคืองาน...สัมมาอาชีโว ต้องทำ ต้องเลี้ยงชีพชอบ ต้องการงานชอบ ...คำว่าเลี้ยงชีพชอบคือต้องอยู่กับมันตลอดเวลาเลยน่ะ

เพราะนั้นเวลาที่มันเอากายเป็นเครื่องระลึกรู้ขึ้นมานี่ มันเหมือนกับมันจะต้องถืออะไรไว้อย่างหนึ่ง ประคับประคองไว้ ...นี่ มันต้องใช้แรง เหมือนกับมันต้องมีแรง ต้องใช้แรง เข้าใจมั้ย

แต่ถ้ามันไม่ได้ถืออะไรเลยนะ มันอยู่ของมันลอยๆ นี่มันรู้สึกสบายๆ แล้วมันจะติด ...เป็น "เรา" สบายอยู่ในสมาธินั่น มันไม่ได้ถอดถอนอะไร

แต่ถ้าลักษณะที่ว่า บางครั้งบางคราวมันล้า ...ถ้ามันล้า มันก็พัก


ผู้ถาม ๑ –  ครับ ถ้ามันฟุ้งมันอะไรของมัน มันจะไปอยู่ตรงนั้น

พระอาจารย์ –  ให้มันทำงานบ้าง มันขี้เกียจทำงาน มันก็จะไม่ได้ผลของงานคือความรู้ความเข้าใจ หรือว่าญาณ

ญาณมันก็มัว ทื่อ มัวแล้วก็ทื่อ ไม่เฉียบคม ไม่คมชัด ในการไปการมาของกิเลส ในการห่อหุ้มของกิเลสต่างๆ กับขันธ์ ...มันก็ทื่อๆ รู้เห็นกายแบบทื่อๆ ไม่คมชัด

แต่ถ้ามันทำงานอยู่บ่อยๆ มันก็จะเกิดความแจ่มชัด คมชัด ...เวลาอะไรมันมาจับ กิเลสมันมาจับ ความคิดมันมาจับ สมมุติภาษาบัญญัติมันมาจับ ...มันก็แยกแยะได้ชัดเจน

ระหว่างที่มันเข้ามาจับ แล้วมันก็คัดกรองออก ขาดออกๆ ...ยังคงไว้แต่กายเนื้อๆ กายเน็ทๆ กายล้วนๆ หรือว่ากายศีลแท้ๆ กายปกติธรรมดาแท้ๆ

เพราะนั้นตัวศีลที่แจ่มชัดจะคัดกรอง มันก็จะดำรงความเป็นจริงของกายนี่ การที่ดำรงอยู่กับกายตามความเป็นจริงด้วยความต่อเนื่องไป ตรงนั้นน่ะคือปัญญาที่มันเกิดความถอดถอนความเห็นผิด ถ่ายถอนออก


ผู้ถาม ๑ –  ถ้าเราอยู่กับกายที่เราเห็น เราก็ดำรงชีวิตไปอยู่ปัจจุบันแบบทั่วๆ ไป ทำงานไป  แต่ไอ้ตัวญาณที่มันเห็นนี่ มันก็จะอยู่ของมัน แล้วก็เห็นร่างกายเราดำรงไป ทำอะไรต่างๆ ก็ปล่อยมันไป

พระอาจารย์ –  อือ ตามปกติ ไม่ได้ต้องไปดัดแปลงแก้ไขอะไร ...แต่คราวนี้ว่า ถ้ามันไม่ได้ข้องแวะภายนอก มันมีเวลาเป็นส่วนตัวนี่  ตรงนี้หมายความว่า มันจะต้องเคร่งครัดยิ่งขึ้นภายใน

หมายความว่ามันจะต้องเพิ่มกำลังขึ้น ไม่แบ่งจิตแบ่งใจออกไปภายนอกเลย ...เพราะว่าในลักษณะที่เราใช้ชีวิตปกติน่ะ มันจะมีจิตที่มันแตกออกไปภายนอกด้วยนะ มันจะแชร์ภายนอกกับภายใน

แต่ถ้ามันอยู่คนเดียวแล้ว จะไปอยู่อย่างนั้นไม่ได้ จะไปแชร์อยู่ลอยๆ สบายๆ รู้เห็นสบายๆ แบบเหมือนเดิมเหมือนเก่าไม่ได้ มันจะต้องทำความคมชัดภายในให้มาก หรือว่าเคร่งครัดอยู่ภายใน...เหมือนเร่งไฟน่ะ

คือถ้าเปรียบเราอยู่ในอิริยาบถปกตินี่ เหมือนกับอุ่นแกง มันไม่เดือด แต่มันก็ไม่บูด  มันก็อุ่นแต่มันก็ไม่สุก เข้าใจมั้ย ...แต่ถ้ามาอยู่คนเดียวเมื่อไหร่ เร่งไฟเต็มกำลัง ตรงนี้มันก็จะเกิดการสุกงอมได้ง่ายได้เร็ว

แต่ถ้าเดี๋ยวมันหมดเวลาแล้ว มันก็จะหรี่ไฟกลับ ...ถ้าไม่หรี่ไฟ มันก็ประกอบกิจการงานภายนอกไม่ได้ มันก็เลยเป็นตัวที่ดึงกัน รั้งกัน


ผู้ถาม ๒ –  เมื่อก่อนผมก็เคยอยู่ตรงนี้ เหมือนอย่างนี้เลยครับ วนไปวนมา

พระอาจารย์ –  แต่ก็อุ่นไปเรื่อยๆ เข้าใจมั้ย ก็กรรมและวิบากมันพาให้วน ...มันก็ค่อยๆ สะสมไป  คือได้ช่อง ได้จังหวะ ได้โอกาส เดี๋ยวมันก็เร่งไฟ

เร่งไปเร่งมาเดี๋ยวมันก็ได้เดือดสักครั้งหนึ่งน่ะ เข้าใจป่าว มันก็ต้องได้สักวันน่ะ มันก็ต้องมีเหตุอันพอควร เหตุอันพอดีขึ้นมาในจังหวะที่มันเร่งไฟตอนนั้น หลังจากที่มันสุมมานาน


ผู้ถาม ๑ –  ถ้าถึงขนาดที่หลวงพ่อว่า ถ้ามันเป็นระดับมหาสตินี่ มันจะขาด อย่างนี้ก็ทำงานติดต่อ ทำงานคิดอะไรไม่ได้ ใช่ไหมครับ

พระอาจารย์ –  ไม่ได้ มันจะไม่มีการรับรู้อายตนะเลย


ผู้ถาม ๑ –  ก็ขนาดที่ลองทำอยู่ ควบคุมอยู่นี่ ถ้าลองออกไปติดต่อหรือว่าอย่างนี้ มันเหมือนกับว่าความคิดมันแล่นเข้ามา พอคิดเท่านั้นมันก็เหมือนสิ่งเจือปน ที่มายุ่งเกี่ยวกับไอ้ตัวจิตของเรา 

ถ้าเรายังต้องติดต่อ มันต้องพยายามดึงใช่ไหมครับ ถ้าถึงขั้นมหาสติมันก็ติดต่อคุยอย่างนี้ไม่ได้

พระอาจารย์ –  ไม่ได้ จะไม่มีจิตส่งออกนอกเลย


ผู้ถาม ๑ –  ตัดตลอด เข้ามาตัดๆ

พระอาจารย์ –  อือ อย่าว่าแต่ตัดเลย ไม่มีภาษา ไม่มีการแปลความหมายด้วย ไม่มีบัญญัติไม่มีสมมุติปรากฏขึ้นด้วย


ผู้ถาม ๒ –  แต่ผมว่ามันไม่ยากนะครับ ผมดูกาย ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา

พระอาจารย์ –  ทำไปเรื่อยๆ มันก็จะเห็นเองว่าไม่ยากเกินกำลัง


ผู้ถาม ๑ –  ครับ ผมก็รู้สึกมันไม่ยาก

พระอาจารย์ –  อือ มันไม่เกินกำลังเกินไป ...ซึ่งแต่ก่อนที่เราเคยทำตั้งแต่เริ่มต้นน่ะ มันรู้สึกว่ามองไม่เห็นหนทางเลย


ผู้ถาม ๑ –  ใช่ครับ มันไม่รู้จะเป็นยังไง

ผู้ถาม ๒ –  อันนี้ผมมั่นใจมากเลยครับ เพียงแต่ว่านี่ผมยังทำไม่ถึง

พระอาจารย์ –  กำลังมันยังไม่ถึง ก็มัวแต่รุมไฟอยู่อย่างนี้ เข้าใจมั้ย แต่ว่ามันเป็นการพอกพูนสะสมศีลสมาธิปัญญาอยู่ตลอดเวลา เหมือนกับบ่มเพาะอินทรีย์ ...เข้าใจคำว่าบ่มอินทรีย์มั้ย

ก็อาศัยบ่มไปๆ ได้ที่ได้ฐานเมื่อไหร่ มันก็เป็นเหตุที่สงเคราะห์ให้ พอถึงจุดที่จะรวมเป็นมหาสติมหาสมาธิมหาปัญญาขึ้นมาเมื่อไหร่ มันก็ต้องเป็นไป ภายนอกก็ภายนอก ไม่สนใจ


ผู้ถาม ๒ –  ครับ ช่วงนี้ผมเห็นชัดที่สุด ช่วงกินข้าว ช่วงอาบน้ำ เข้าห้องน้ำ

พระอาจารย์ –  อันไหนที่มันเห็นนี่ มันก็จะเห็นซ้ำๆ ด้วยความคุ้น ...มันก็ต้องไปเติมไอ้ตรงที่มันไม่ค่อยเห็น มันก็ต้องไปเห็นซ้ำๆ เหมือนกัน


ผู้ถาม ๒ –  ใช่ครับ

พระอาจารย์ –  ก็เรียกว่าผิดตรงไหนก็ผิดซ้ำซาก มันรู้ตรงไหนมันก็รู้ซ้ำซากเหมือนกัน ...เพราะนั้นก็ต้องขยายขอบเขต ขอบข่าย หรือว่าเครือข่ายของศีลสมาธิปัญญาให้มันครอบคลุม ให้มันกว้างขึ้นไป ต่อเนื่องไป

เพราะนั้นถ้ามันรู้ตอนแปรงฟันก็รู้แปรงฟัน แล้วหลังจากแปรงฟันแล้วกูไม่รู้แล้ว อย่างเนี้ย มันก็จะอยู่ซ้ำซากอย่างนี้ ...เวลาคุยกูไม่สามารถจะรู้ได้อย่างนี้ มันก็จะซ้ำอยู่อย่างนั้นน่ะ

เห็นมั้ยว่า การที่มันจะเชื่อมต่อได้มันก็ต้องเพิ่มความเพียร เพิ่มความตั้งใจในจุดที่มันยาก...แล้วก็มันเคยชินกับการที่จะปล่อยเนื้อปล่อยตัวตรงนั้น มันละเลยหรือว่าตายใจ

คำว่าละเลย ตายใจ หรือคำว่าประมาท มันก็ยังอยู่ตรงนั้น มันก็เกิดช่องว่างช่องโหว่ที่เดิมๆ จุดเดิมๆ ...เพราะนั้นก็เป็นจุดรั่วไหล รั่วไหลของจิต ของกิเลสที่มันจะเกิดขึ้น เป็นจุดที่มันรั่วไหล

มันก็ต้องเพียรอุดรอยโหว่ อุด...ที่เรียกว่าศีลทะลุ ศีลบกพร่อง ศีลด่างพร้อย ก็ตอนนั้นแหละเพราะนั้นก็ทบทวนดูในกิจวัตรประจำวัน

ก็จะเห็นว่ามันมีจุดไหนที่มันบกพร่อง อากัปกริยาไหน สภาวการณ์ไหน เหตุการณ์แบบไหน ...มันก็จะบกพร่องซ้ำซากอย่างนี้ มันจะทะลุ..ก็ทะลุอยู่ที่เดิมนั่นแหละ

เพราะนั้นพอมันรู้แล้วนี่ พอมันใกล้จะถึงจุดนั้นเวลานั้น ก็ต้องเติมความตั้งใจใส่ใจเข้มข้นขึ้น ...ระหว่างที่รู้ว่ากำลังจะกิน รู้แรกๆ ที่กินน่ะรู้ กลางๆ กินน่ะก็รู้เลือนๆ พอกินเสร็จก็หายแล้ว อย่างนี้ 

แล้วก็จะเป็นอยู่อย่างนี้ เข้าใจมั้ย ...ก็ต้องเอาให้มันตลอดให้ได้ ต้องตั้งใจขึ้นมามากกว่านั้นอีก ตั้งใจที่จะรู้จริงๆ ตั้งใจที่จะดูมันจริงๆ โดยไม่คลาดเคลื่อน 

นี่ อย่าให้ศีลสมาธิปัญญามันอ่อนด้อยลง หรือว่าจาง จางแล้วก็หาย แล้วก็ไปมีใหม่อีกตอนหนึ่ง มันขาดตอน ...นี่คือความเพียร เพียรรักษาองค์มรรค เพียรรักษาศีลสมาธิปัญญาในองค์มรรค

เรียกว่าสัมมัปปธาน ๔  ในความเพียร ๔ มีสัมมัปปธาน ๔ ...เพียรทำในสิ่งที่มันดี เพียรทำให้มันดียิ่งขึ้น เพียรรักษาความดีนั้นไว้ เพียรทำความดีจนถึงที่สุด ...นี่ความเพียร

จนศีลมันรู้สึกได้ว่าเต็ม ไม่ขาดตกบกพร่อง นั่นแหละเรียกว่ามหาศีล ...เพราะนั้นในผู้ปฏิบัตินี่ เบื้องต้น อาจจะได้มหาศีลได้เป็นครั้งคราว

เช่นบางครั้งอาจจะได้...โอ้โห ทั้งวันกูไม่ลืมเลย ...แต่ว่าพรุ่งนี้กูก็ลืม  มันจะไม่สามารถดำรงได้ แค่นั้นเอง แล้วกว่าจะทำได้อีกก็ใช้เวลาอีกพอสมควร ...เนี่ย มันก็เรียนรู้อยู่อย่างนี้

แล้วจนกว่ามันจะอยู่ตัว หรือว่ามันไม่ได้เป็นระบบแมนน่วล ...ตอนเราอยู่ในระบบแมนน่วล ศีลสมาธิปัญญาเป็นระบบแมนน่วล...ถ้าไม่ไขถ้าไม่หมุนมันไม่ไป

แต่ว่าทำแมนน่วลไปบ่อยๆ เดี๋ยวมันก็เป็นออโต้ มันก็เริ่มเป็นออโต้ขึ้น มันก็เป็นอัตโนมัติในตัวของมันเอง สามารถทรงความรู้ตัวอยู่ด้วยตัวของมันเองได้

เรียกว่าศีลสมาธิปัญญามันรักษาใจแล้ว มันทำจนศีลสมาธิปัญญาเข้าไปรักษาแล้ว...กษากาย รักษาขันธ์ รักษาจิต รักษาใจ ...มันไม่ใช่ว่าต้องคอยเติมอยู่เสมอๆ แบบแมนน่วล

แบบแมนน่วลนี่ ถ้าขี้เกียจขี้คร้านมันก็ไม่เอา  ถ้าสนุกเผลอเพลินหน่อยมันก็ไม่เอา มันเล่นเอาสนุกเผลอเพลินก่อน ศีลสมาธิปัญญาคอยก่อน ทีหลัง ...มันก็เอาไว้จัดลำดับท้ายๆ โหล่ๆ หน่อย

แต่พอตอนไหนที่ไม่มีอะไรทำก็หยิบขึ้นมาทำ อย่างนี้เขาเรียกว่าสมาธิปัญญาแบบติดๆ ดับๆ น่ะ ...ความรู้ความเข้าใจ การละการวาง มันก็เป็นลักษณะติดๆ ดับๆ

คือมันไม่แจ้ง มันไม่ทะลุ มันไม่ตลอด ...เล็กๆ น้อยๆ อาจพอได้  แต่พอมาเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตนี่ อื้อหือ มันข้ามไม่พ้น มันข้ามไม่ไป มันหมดแรง หมดกำลัง

เพราะว่าหน้าผาสูงๆ นี่ มันปีนไม่ข้าม ข้ามไม่พ้น จะทุบทำลายก็ไม่มีกำลังที่จะไปทุบทำลายได้ ...นี่ ความยึดมั่นถือมั่น เวลามันแรงๆ ขึ้นมา เอาไม่อยู่หรอก ข้ามความยึดมั่นถือมั่นไม่ได้

มันทำลายความยึดมั่นถือมั่นไม่ได้ ...กำลังของศีลสมาธิปัญญามันน้อย มันต่ำ  มันไม่พอกับกิเลสความยึดมั่นถือมั่น ลักษณะนั้นๆ ในขันธ์นั้นๆ ที่มันผูกพันมั่นหมายอย่างยิ่ง


(ต่อแทร็ก 14/34)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น