พระอาจารย์
14/34 (570513B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
13 พฤษภาคม 2557
(ช่วง 1)
(หมายเหตุ : แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น 2 ช่วงบทความ)
พระอาจารย์ – เพราะนั้นไอ้เวทนาแบบจิ๊บจ๊อยๆ
อย่างนี้ มันก็ข้ามได้ รู้ได้ เห็นได้ต่อเนื่อง ...แต่พอเจอหนักๆ ขึ้นมาสักหน่อย ใจเริ่มสั่น เริ่มมีความหวั่นเกรง
กริ่งเกรงขึ้นมาภายใน
“เรา” ทั้งนั้นน่ะ ความเป็น “เรา”
จะเริ่มเด่นชัดขึ้นๆๆ ...หวงเนื้อหวงตัว หวงแหน กลัวตาย กลัวเจ็บ กลัวไม่คืนเดิม
กลัวทุพพลภาพ กลัวใช้ชีวิตไม่เป็นปกติเหมือนเก่า กลัวทุกข์ กลัวไปหมด
นี่ เขาเรียกว่าหวั่นเกรงต่อมรณะภัย
หวั่นเกรงต่อความแปรปรวนของขันธ์
ผู้ถาม – ตอนที่สมาธิแตก เป็นอย่างนี้ครับ
ที่หลวงพ่อพูดมานี่ครบทุกอย่างเลยครับ
พระอาจารย์ – ความแรง ความยึดมั่นถือมั่นนี่สูงส่ง ...เราถึงบอกว่า ตอนนี้มองไม่เห็นหรอก เข้าใจมั้ย แล้วมันอยู่ในชั้นไหนตอนไหน
แล้วมันไปหลบอยู่ตรงไหนก็ไม่เห็น
แต่อย่าให้เวทนาระดับนี้ขึ้นมานะ...กู หน้าตากูออกมาเต็มหน้าตัวตัวเลย
เป็นเราแบบไม่ยอมๆ ไม่ยอมแบบสุดลิ่มทิ่มประตู ...แต่พอเวทนาหายปั๊บ กูก็หายเหมือนกัน
ไปอยู่ไหนก็ไม่รู้
แต่กูยังอยู่นี่นะ “กูหรือเรา”
ยังอยู่นี่นะ ...แต่ดูเท่าไหร่ หาเท่าไหร่จะได้ฆ่ามัน ฟันมันให้ตายสักที
มันก็ไม่จะไปฟันมันตรงไหน ทำลายมันตรงไหน
ผู้ถาม ๑ – ตรงนี้ที่หลวงพ่อบอก
แล้วเราจะดูแบบไหนครับว่าดูกายหรือดูเวทนา ฝึกให้มันรู้ รู้แจ้ง
พระอาจารย์ – แจ้ง ต้องแจ้งในปัจจุบัน
ผู้ถาม ๑ – ต้องแจ้งในปัจจุบัน สรุปว่าถ้าถึงจุดนั้นแล้ว
ไม่หวั่นไหว
พระอาจารย์ – ต้องไม่หวั่นไหวทุกปัจจุบัน เดี๋ยวนี้
ตั้งแต่เดี๋ยวนี้เป็นต้นไป เข้าใจมั้ย ...เพราะนั้นปัจจุบันมันเป็นอย่างนี้
ไม่มีอะไรก็ไม่มีอะไร ...ก็ต้องอยู่ตรงนี้
ทำความรู้อยู่กับปัจจุบัน
แจ้งอยู่กับปัจจุบันนี้ไปเรื่อยๆ ...แล้วมันก็จะโผล่ให้เห็นเป็นระยะๆ
เมื่อเป็นปัจจุบันนั้นๆ ปัจจุบันธรรม ปัจจุบันผัสสะ ปัจจุบันอาการ
ซึ่งมันไม่รู้หรอก
มันจะเป็นอาการเกิดขึ้นมาตอนไหน แล้วมันจะค่อยๆ แจ้งไปทุกปัจจุบันไป
เดี๋ยวก็มาเป็นความเข้มข้นระดับนี้ เป็นความเข้มข้นมากกว่านี้ เป็นความเข้มข้นอย่างนี้
มันก็มาเป็นระลอกๆ ไป
ก็ทำความแจ้งทุกปัจจุบันนั้นๆ ก็จะเกิดความเข้าใจ แล้วก็กำราบหรือว่าชำระความเป็นเราในส่วนนั้นๆ
ทีละเล็กทีละน้อย
เดี๋ยวๆ
มันก็มาแบบถั่งโถมขึ้นมาอย่างนี้ แล้วก็ประเมินได้เองว่าปัญญามีไม่พอ แล้วก็ล้ม ...ก็ไม่ผิด เข้าใจมั้ย ก็อดทนต่อมันไป ให้มันผ่านพ้นไปด้วยความยึดมั่นถือมั่น
แล้วพอมันหายไปแล้วก็แก้ไม่ได้ด้วย
เพราะจะไปลบล้าง “เรา” ก็ไม่ได้ ...เพราะมันหายไปแล้ว จับเป็นตัวเป็นตน เป็นต่อน
เป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้แล้ว
เวทนามันก็ไม่มีแล้ว อยู่ดีๆ
จะหัวไปโขกพื้นรึไง หรือเอามีดมากรีดคอตัวเอง มันก็ไม่ทำอยู่แล้ว
ผู้ถาม ๑ – หรือว่าผมดูผิดไปก็ไม่ทราบนะครับ เหมือนกับว่าเราใช้สติจดจ่อกับสติของเรา
เสร็จแล้วก็กายนี่มันจะแยกไปอีกแบบ อย่างนี้ถูกรึเปล่าครับ
พระอาจารย์ – ก็แยกห่างออกจากกันน่ะ
มันจะแยกระหว่างกาย-ใจออกจากกันนั่นแหละ
ผู้ถาม ๑ – ใจก็อยู่ที่นึงไว้สำหรับดู
พระอาจารย์ – กายก็ที่หนึ่ง
ผู้ถาม ๑ – แล้วก็จิตก็อยู่อีกที่หนึ่ง เวทนาก็อีกที่หนึ่ง
ผู้ถาม ๒ – ตอนที่ผมเจ็บ ผมก็ดูอย่างนี้แหละครับ
แต่ว่าเวทนามันดูดเข้ามาครับ มันดูดเข้ามาปึ้บ ถึงเราจะดูตั้งนิ่ง ว่านิ่งแล้ว ดูให้มันแยก
มันก็ไม่แยก
พระอาจารย์ – เข้าใจมั้ย จิตที่เข้าไปนี่
อวิชชาหรืออำนาจมันเป็นตัวดึงดูด ตัวรวมขันธ์ ...ขันธ์น่ะมันห้า
มันรวมทีเดียวน่ะเป็นหนึ่งเลย พอมันรวมเป็นหนึ่งเสร็จ “เรา” นี่ ทั้งหมดเลย
ทั้งหมดจะเป็น “เรา” เลย
แต่ว่าตัวญาณทัสสนะนี่
หรือตัวสมาธิปัญญานี่ มันจะเป็นตัวแยกขันธ์ ออกเป็นส่วนๆ ...พระพุทธเจ้าก็บอกแล้ว
ขันธ์มันมีห้าส่วน
เมื่อมันเห็นเป็นส่วนๆ นี่
การที่จะเข้าไปหมายว่าเป็นเราโดยสมบูรณ์นี่ มันไม่สมบูรณ์ เข้าใจมั้ย ...แต่เมื่อใดที่มันไม่แยกออกเป็นส่วนๆ ไอ้นั่นน่ะ “เรา” เต็มๆ
เพราะนั้นคนทั่วไปน่ะ
มันจะเป็นเราเต็มๆ ขันธ์เลย โดยอะไรเกิดขึ้นก็เป็นเราหมดน่ะ
โดยไม่แยกแยะอะไรออกมาได้เลย เพราะมันพรึ่บรวม...รวมเป็นอัตโนมัติเลย ...นี่ อวิชชา
มันแรง เร็ว คุ้น ชิน
ขนาดตั้งตาดูอย่างงี้
มันยังโฉบเฉี่ยวไปต่อหน้าเลย หมาคาบไปแดกน่ะเขาว่า กิเลสคาบไปกินหมดน่ะ
ต่อหน้าต่อตาศีลสมาธิปัญญาที่อ่อนด้อย
เขาเรียกว่าปรามาสศีลสมาธิปัญญาเอาต่อหน้าต่อตามันเลย
มึงแน่จริงรึเปล่า ...มันก็คาบไปให้เห็นเลย “ไม่ไหวแล้ว ทนไม่ไหวแล้วโว้ย” นั่นแหละ
มันก็แสดงให้เห็นต่อหน้าต่อตา
มันก็รวมเข้ามาเป็นเรา เป็นใจกับขันธ์
จิตกับขันธ์ มันก็รวมกันเป็นเราหมดเลย พร้อมกัน พรั่งพร้อมกัน ...แยกไม่ออกเลยกู
ระหว่างเวทนาส่วนหนึ่ง รู้ส่วนหนึ่ง กายส่วนหนึ่ง จิตส่วนหนึ่ง
ก็แยกไม่ออกแล้ว มันรวมพรึ่บๆๆ
อยู่ตลอด แล้วก็เป็นเราเจ็บ เราปวด เราสุข เราทุกข์อยู่ในนั้นน่ะ ...เมื่อรวมขันธ์กันขึ้นมาเมื่อไหร่ เราก็รวมเกิดขึ้นมา เป็นผู้เสวยทุกขเวทนาในขันธ์
สุขเวทนาในขันธ์นั้นจริง
ทั้งๆ ที่กายนี่ หรือขันธ์นี่ มันไม่มีทั้งสุขเวทนาและก็ไม่มีทั้งทุกขเวทนาในตัวของมันเลย ...มันเป็นแค่อาการที่ปรากฏเปล่าๆ ไม่ได้บ่งบอกถึงความเป็นอะไรหรือไม่เป็นอะไร
จิตเป็นผู้บัญชาการ
แล้วก็เข้าไปรวมปุ๊บ หมายปั๊บ ให้ชื่อนั้นชื่อนี้ปุ๊บ เสร็จเลย เรียกว่าเป็นเวทนา...มากบ้างน้อยบ้าง
แรงบ้าง เบาบ้าง หนักบ้าง น่ารัก น่าใคร่ ไม่น่ารักไม่น่าใคร่บ้าง อย่างนี้
มันแบ่งสันปันส่วนเสร็จเลย
แล้วก็ยึดตามกำลังที่มันหมายนั่น มันหมายไว้ยังไง ถ้าหมายสุขก็สุข จะเป็นสุข ถ้าหมายว่าทุกข์ มันก็จะเป็นทุกข์ ...นี่เขาเรียกว่าจิตหมาย แล้วก็มั่น
มั่นก็คือเข้าเป็นผู้เสวยแล้ว
เพราะนั้นมันหมายไว้เป็นมโนสัญเจตนามาอย่างลึกซึ้งเนิ่นนานกาเล
ว่าอย่างนี้ ...อย่างเสียงนี่ ถ้าดังขนาดนี้ ไม่ชอบ โดยไม่เจตนาเลยนะ
มันก็จะเกิดความไม่ชอบโดยทันทีเลย
แต่จริงๆ มันหมายนะ มันหมายไว้แล้ว
มันจดจำไว้แล้ว ว่าถ้าเสียงดังหูระดับนี้ กูจะต้องหงุดหงิดหน่อยนึง หรือว่ามีอารมณ์นิดนึง
อย่างนี้ มันหมายไว้แล้วว่ามันไม่พอใจ
แล้วมันก็เกิดความเข้าไปกระโดดจับ
แล้วก็เกิดอารมณ์โดยทันทีเลย ...เนี่ย คือการรวมเป็นหนึ่งเดียวกันแบบกลมกลืน
กลมกลืนยิ่ง
แต่ถ้ามันมีสติสมาธิปัญญา มันจะแยกออก
แยกเป็นส่วน เสียงส่วนหนึ่ง หูส่วนหนึ่ง รู้ส่วนหนึ่ง
จิตที่กำลังจะกระโดดไปปรุงแต่งต่อเติมอีกส่วนหนึ่ง ...นี่มันเห็นอย่างนี้ "เรา" มันจะจับตรงไหนล่ะ
มันจะไปจับเราตรงไหน
มันจะไปเกิดเราได้ตรงไหน ...แต่มันก็พร้อมที่จะเกิดเราอยู่นะ แต่มันไม่รู้ที่จะเกิดได้ตอนไหน
มันไม่มีช่องให้เกิด เพราะมันไม่รวมตัวเป็นตัวเป็นตนอย่างชัดเจน
เนี่ย นี่คืออำนาจของศีลสมาธิปัญญาที่มันมาแยกธาตุแยกขันธ์อยู่เสมอ ...มันก็เลยต่อไม่ค่อยติด รวมเป็น “เรา” ไม่ค่อยได้ ไม่รู้จะเอาตรงไหนเป็น “เรา” ดี
อย่างชัดเจน
แต่ถ้ามันรวมตัวกันปึ้บนี่
เป็น "เรา" ได้อย่างชัดเจนเลย ...ก็พร้อมที่จะเกิดอารมณ์ ตอนนั้นๆ ขณะนั้น เวลานั้นเลย
เป็นยินดีบ้าง ยินร้ายบ้าง
เพราะนั้น เวลามันมีสติสมาธิแล้วนี่
มันจะแยก อย่างต่ำที่สุดนี่มันจะแยกกายกับใจออกจากกัน ...แล้วตรงระหว่างท่ามกลางกายใจนี่ มันจะเห็นส่วนย่อย อายตนะ ผัสสะ
จิตคิดนึกปรุงแต่งสัญญาอารมณ์
มันจะมีอยู่ตรงนี้
ระหว่างท่ามกลางกายใจนี่ มันจะเห็นอยู่อย่างนี้ ...แล้วมีตัวเห็นนี่คลุมอยู่
ตัวญาณนี่คลุมการรู้การเห็นอยู่ แต่ว่าไม่เอาส่วนไหนส่วนหนึ่งมาเป็นจริงเป็นจังเลย
นี่ ถ้าอยู่ในมรรคที่มันชัดเจนนี่
มันจะอยู่อย่างนี้ มันจะเห็นอย่างนี้โดยตลอดอย่างนี้...แต่ว่ามันไม่เอาอะไรมาเป็นภาระสักอย่าง …แต่ถ้าญาณตัวนี้อ่อนลงปุ๊บ
ทุกอย่างนี่ผสมรวมกันเลย
กายก็รวมกับใจซะอย่างนั้น
ความคิดปรุงแต่งก็รวมกับเป็นหน้าตาเหมือนเราเด๊ะเลย ทั้งหมดนี่รวมตัวกันเป็นหน้าตาเรา แยกไม่ออกเลย ...นั่นแหละคือเป็นตัวเรานั่งนอนยืนเดินเลย
ตลอดเวลา
เพราะนั้นขันธ์ก็จะรวมกันตลอดเวลา
ด้วยอำนาจของอวิชชา ...ซึ่งจริงๆ ขันธ์น่ะมันไม่ได้รวมกัน โดยธรรมชาติ
มันคนละส่วนกันนะ เพียงแต่ว่ามันประกอบร่วมกันแค่นั้นเอง คือองค์ประกอบร่วมกัน
แต่ละอัน แต่ละหน้าตาของขันธ์นี่มันไม่เหมือนกัน
ไม่ใช่อย่างเดียวกัน ...กายก็เป็นหน้าตาหนึ่ง เวทนาก็เป็นหน้าตาหนึ่ง
ไม่ใช่จะมาจ่อว่าเวทนาเป็นอันเดียวกับกาย นี่ไม่ใช่นะ คือโดยหน้าตามันเป็นคนละตัวกัน
สัญญาก็คือสัญญา
ก็เป็นคนละตัวกันกับกาย ...ความคิด อดีตอนาคต ข้างหน้าข้างหลัง มันก็เป็นความคิดเรื่องราวในอดีต
เรื่องราวในอนาคต นี่ก็เป็นอีกตัวหนึ่ง นี่จิตมันปรุง
ภาษาบัญญัติมันก็เป็นอีกหน้าตาหนึ่ง วิญญาณก็เป็นอีกตัวหนึ่ง เห็นมั้ย แต่ละขันธ์นี่ มันไม่เป็นเหมือนกันสักอันนึง
หน้าตาของขันธ์นี่ หรือว่าธาตุ ธาตุแท้ของขันธ์ หรือว่ารูปลักษณ์ของขันธ์ มันคนละส่วน
แต่ถ้าไม่มีปัญญาแยกแยะ
หรือญาณคอยแยกแยะจำแนกธรรม จำแนกขันธ์ออก ...มันจะไม่เห็นห้าขันธ์
มันจะไม่เห็นห้าอาการนี้
มันจะเหมารวมไปหมดเลย เหมาเอาดื้อๆ อย่างนั้น
ว่าทั้งหมดนี่เรียกว่า "เรา" ตลอดการเห็นนี่เรียกว่า "เราเห็น" ... ไม่แยกอะไรน่ะ
ผู้ถาม ๑ – ที่เห็น ที่หลวงพ่อบอกว่า ที่ส่องนี่
อันนี้ถ้ามันคงอยู่ตลอด อันนี้แปลว่ามหาสติใช่ไหม
พระอาจารย์ – ถ้ามันคงอยู่ตลอด มันก็มหาสติ
ผู้ถาม ๑ – ที่เห็นอยู่ตลอดนะครับ ร่างกาย
ขันธ์ก็ทำงานเป็นปกติ
พระอาจารย์ – อือ มันจะเห็นขันธ์เหมือนเครื่องจักรกล เหมือนเป็นโรงงานผลิตอะไรสักอย่างหนึ่งตลอดเวลา
มันเห็นเป็นโรงงาน เหมือนเป็นเครื่องจักรแขนกลขากลอยู่อย่างนั้น
แต่ไม่ใช่มีชีวิตอะไรเลย
มันจะเห็นในแง่นั้น ด้านๆ อยู่อย่างนั้น
ผู้ถาม ๑ – มันเป็นแวบเดียวครับ
พระอาจารย์ – นั่นแค่แวบมันยังไม่พอ ไม่พอไปลบล้างกิเลสภายในจนถึงขั้ว
...มันต้องอาศัยญาณอันแข็งกล้า สมาธิอันแข็งกล้า ปัญญาอันแข็งกล้า
สติอย่างแข็งกล้า ที่ท่านเรียกว่ามหา
ถ้าในระดับธรรมดานี่
มันก็พอแค่รู้และเห็น พอเข้าใจ พอจะไม่จริงจังกับมันมากจนเกินไป แค่นั้นน่ะ
ในระดับนี้ ...แต่ยังลบล้างไม่ได้ มันยังไม่พอเป็นสมุจเฉทปหาน
(ต่อแทร็ก 14/34 ช่วง 2)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น