พระอาจารย์
14/33 (570513A)
13 พฤษภาคม 2557
(ช่วง 1)
(หมายเหตุ : แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น 2 ช่วงบทความ)
พระอาจารย์ – ถ้าทิ้งกายเมื่อไหร่ เหลือแต่รู้นะ หรือไปเพ่งเอาแต่รู้นะ
ไปเพียรเพ่งภายใน เอาแต่รู้ไว้นี่ ...รู้มันก็จะชัดดี แต่กายจะหาย
ศีลขาด กายหาย แต่เขาเรียกอะไร...สมาธิมันล้ำ จะเกิดความสว่าง จะเกิดโอภาสในจิต จะเกิดความสงบยิ่ง ...ตรงนี้ที่ท่านเรียกว่า มันทำให้จิตนี่เกินกำลัง กำลังของจิตมันเกินกำลัง
พอเกินกำลังนี่ท่านเรียกว่าเป็นอภิญญาจิต
มันจะเป็นอภิญญา มันจะเกิดความรู้ความเห็นที่นอกเหนือจากองค์ขันธ์
มันจะได้ความรู้นอกขันธ์เกิดขึ้น ...นี่ อภิญญา รู้ยิ่ง
หรือไม่อย่างนั้นก็เป็นวิปัสสนู
ถ้ามันแรงจนมันเป็นโอภาส ...เนี่ย ถ้าทิ้งศีลทิ้งกายเมื่อไหร่นี่
แล้วไปเน้นเอาแต่ตัวรู้นี่ โดยตรงเลย แล้วทิ้งกายเลย ไม่เอา
เพราะมันรุงรัง
มันรู้สึกรุงรังหรือว่าเกะกะ เป็นภาระ มันจะเอาแต่สบายๆ รู้ลอยๆ อย่างนั้นน่ะ
แล้วก็รักษารู้ เอาสติสมาธิจ่ออยู่ที่รู้อย่างเดียวนี่
นั่นแหละที่ว่าเกิดเป็นวิปัสสนูได้
ก็เพราะว่าไปทำตรงจุดนั้น ...หรือไม่ถ้าไม่เกิดเป็นขั้นวิปัสสนู มันมีเคยทำของเก่ามา
ก็ได้อภิญญาจิต ไปรู้เห็นในสิ่งที่ตามองไม่เห็นน่ะ
ผู้ถาม – แต่มันไม่เห็นอย่างนั้นน่ะครับ มันไปรู้สิ่งที่มันเป็นเรื่องอนาคตอย่างนี้
พระอาจารย์ – นั่นแหละ มันก็แล้วแต่ว่ามันชำนาญในทางไหน
มันก็ไปรู้ทางนั้น
ผู้ถาม – บางครั้งเราก็ไม่ได้ตั้งใจว่าจะรู้อย่างนั้น
มันผุดขึ้นมาเองอย่างนี้ครับ
พระอาจารย์ – นั่นคือจิตที่มันเกิน กำลังมันเกิน
ผู้ถาม – เกิน ...ไปเอาตัวรู้อย่างเดียวใช่ไหมครับ
แล้วก็ทิ้งกาย ...แต่ก็ไม่ได้บังคับว่าจะรู้ เอาแต่ตัวรู้น่ะครับ บางทีมัน...
พระอาจารย์ – เข้าใจคำว่าสันดานหรือความคุ้นเคยไหม...ของเก่า
ความชิน เคยชิน
ผู้ถาม – อ๋อ
พระอาจารย์ – เพราะนั้นลักษณะพวกนี้จะเป็นลักษณะของพวกฤาษีเก่า
บำเพ็ญมาเก่าทางจิต เป็นผู้บำเพ็ญจิตมาเก่า แล้วมันติดนิสัย มันจะได้เหมือนกับมันเป็นไปเอง
โดยที่ไม่ได้ตั้งใจจะทำหรอก แต่มันก็ไพล่ไปตกวิถีนั้น เข้าวิถีนั้นไป ...ซึ่งตรงนี้
มันก็ต้องอาศัยผู้ชี้นำที่ตรงต่อมรรค หรือผู้ที่ผ่านมรรคมา
ก็คอยชี้แนะ ชี้นำ
แล้วก็ดึงจิตให้กลับ หรือว่าชะลอจิต...ชะลอกำลังของจิตไว้ ไม่ให้เอาแรงกว่านั้น
เอาแค่พอดีๆ เอาสมาธิแค่พอดี ...พอดียังไง...พอดีกับขันธ์
ให้มันพอดีกับขันธ์ พอดีรู้แค่ขันธ์ ...โดยมีขันธ์เป็นเครื่องยืนยัน โดยมีกายเป็นกรอบ
เป็นประตู เป็นรั้ว อย่าให้มันเกินกาย อย่าให้มันนอกกาย อย่าให้มันรู้ยิ่งกว่ากาย
นี่ มันจะต้องให้พอดี กำลังจิตนั้นถึงเรียกว่าเป็นสัมมาสมาธิ ...กำลังจิตที่รู้พอดีกับขันธ์นี่ท่านเรียกว่าสัมมา
ถ้ามันเกินกว่าที่รู้ขันธ์
รู้เกินขันธ์นี่ แล้วรู้ยิ่งไปกว่าอายตนะปกตินี่ อย่างนี้เรียกว่ามิจฉาสมาธิ ...มันจะมีมิจฉา เจือโดยโมหะ เข้าใจมั้ย...คือความหลง มันจะมี
รู้สิ่งใดมันก็จะหลงกับสิ่งนั้นๆ
เกิดความยินดียินร้าย
เกิดความพอใจ-ไม่พอใจบ้าง เกิดความจริงจังมั่นหมาย เกิดความภูมิอกภูมิใจ
เกิดความว่าตัวเก่งตัวดี ...เห็นมั้ย มันจะรู้พร้อมกับโมหะ
คือมีความหมายมั่นพร้อมกันไป
แต่ถ้ามันเป็นสัมมาสมาธิน่ะ
มันรู้แล้วนี่ รู้ในขันธ์แล้วนี่ มันรู้แล้วเป็นไปเพื่อความละวางจางคลาย
เกิดความรู้ เกิดความเข้าใจ แล้วมันมีความละวางจางคลาย
นี่ท่านเรียกว่าสัมมาสมาธิ
มันพอดีขันธ์ เรียกว่ามัชฌิมา …เพราะนั้นมันจะต้องทรง
แล้วคอยรั้งไว้ ไม่ให้มันเกิน แล้วก็ไม่ให้มันขาด เข้าใจมั้ย ขาดคือหาย
ผู้ถาม ๒ – ผมดูกายมาตลอด อย่างที่หลวงพ่อบอก หลังๆ มานี่
ผมรู้สึกว่าร่างกายเป็นภาระๆ จิตไร้สาระ ทุกสิ่งที่มันผุดขึ้นมาในจิต
มันไร้สาระหมดเลย ไร้สาระทุกสิ่งทุกอย่างที่มันผุดขึ้นมา
ผมไม่ได้ไปห้ามนะครับ
ให้มันผุดขึ้นมาแต่ว่าเห็นมันไร้สาระ แต่ว่าผมจะเห็นกายว่าเป็นภาระ
ต้องพามันไปทำนู่นทำนี่ ยิ่งออกจากโรงพยาบาลมานี่ ยิ่งเห็นชัดมากเลยครับ
พระอาจารย์ – อือๆๆๆ นั่นแหละ ดูกายเห็นกายจนเกิดนิพพิทา
ให้มันเป็นนิพพิทาไปเลย จะหนีมันก็ไม่ได้ จะทิ้งมันก็ไม่ลง ก็อยู่กันไป
คาราคาซังกันอยู่อย่างนั้นน่ะ
รอวันตาย ถึงจะค่อยหายจากมัน ...แต่ว่าตายแล้ว มันจะกลับมาอีกรึเปล่า จะกลับมาสร้างขันธ์อีกรึเปล่า
นั่นคือภาระต่อเนื่อง ไม่จบ เรียกว่ายังไม่จบ
มันก็ต้องทน เบื่อก็ต้องทน
เบื่อก็ต้องดู เบื่อก็ต้องทำความแจ้งกับมันต่อไป จนกว่ามันจะหายเบื่อ
หายเบื่อเพราะอะไร เพราะว่ามันไม่กลับมามีมันอีกต่อไปแล้ว ก็จบ
แต่ตอนนี้มันเบื่อเพราะว่า
มันไม่แน่ว่ากูจะได้กลับมาอีกรึเปล่า ข้างหน้า เวลาตายแล้วน่ะ ใช่มั้ย
ยังมีขันธ์อนาคตรอกูอยู่รึเปล่า เนี่ย มันก็จะเกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด
แต่ถ้ามันจะหายเบื่อก็ต่อเมื่อมันรู้ว่ามันไม่มีแล้ว
ถือว่ากายนี้เป็นกายสุดท้ายแล้ว ก็...เออ พอรับได้
เรียกว่ามันแจ้งแล้ว
มันสามารถสรุปในตัวเองได้แล้วว่าจิตผู้ไม่รู้นี่
จะไม่ไปก่อร่างสร้างขันธ์ขึ้นมาใหม่ในอนาคตแล้ว มันก็จะหมดนิพพิทาไป
พอหมดนิพพิทาปุ๊บ
ก็หมายความว่ามันจะอยู่ด้วยปราโมทย์ อยู่ด้วยความปราโมทย์ ปัสสัทธิ ...มีความเย็นใจ
มีความเป็นปัสสัทธิ มีความปล่อยวาง เป็นผลอยู่ตลอด
เรียกว่าอยู่ด้วยมรรคญาณ มรรคจิต
มีความรู้มีความเข้าใจอยู่ตลอดเวลา ชัดเจนหมด ...ก็ยังคงเหลือแต่ขันธ์ปัจจุบัน
ซึ่งเป็นธรรมดาของขันธ์ปัจจุบันที่เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย แปรปรวนไปมา
ก็ไม่ใช่เรื่องผิด ไม่ใช่เรื่องถูก
ไม่ใช่เรื่องที่น่าจะเข้าไปยินดี ไม่ใช่เรื่องที่น่าจะเข้าไปยินร้ายอะไรกับมัน
เพราะมันเป็นอย่างนี้ เป็นธรรมดา
มันก็มอง ก็อยู่กับขันธ์ปัจจุบันด้วยความเป็นกลาง
เบื่อก็ไม่เบื่อ หนีก็ไม่หนี ...ยอมรับ มันก็ยอมรับด้วยความเป็นธรรมดา
ทำความแจ้งที่กาย ...ถึงบอกว่า
ถ้าแจ้งกายแล้วจะแจ้งหมด จิตก็แจ้ง ทั้งๆ ที่ไม่ได้ตั้งใจจะแจ้งจิตหรอก
แจ้งกายนั่นแหละ แล้วจะรู้เลยว่ายิ่งดูกายมากขึ้นเท่าไหร่
จะเห็นจิตไร้สาระมากขึ้นเท่านั้น
เพราะจิตมันจะไปหาภาระใหม่
หรือภาระนอก หรือมันไปหาเรื่องราว ที่ไม่มีเรื่องมันก็จะทำให้เป็นเรื่องให้ได้ ...นี่เกิน เกินความปรากฏขึ้น ขันธ์ที่แท้จริงมันมีแค่กายใจเท่านั้นเอง แล้วก็สิ่งที่เนื่องด้วยกายมีอะไร
ก็แค่นั้นเอง
สิ่งที่เนื่องด้วยกาย มีอะไร
เวทนาทางกาย เรียกว่ากายเวทนา เวทนาทางตา เวทนาทางหู เวทนาทางจมูก เวทนาทางลิ้น
เวทนาทางกาย ทั้งหมดมีอยู่แค่นั้นน่ะที่เนื่องด้วยกาย ตามความเป็นจริงก็มีอยู่แค่นั้น
ส่วนเวทนาในจิต หรืออายตนะใจ...แท้ที่จริงมันไม่มี...จิตที่มันไปหมาย ปรุงแต่งเป็นนั้น เป็นนี้ เป็นโน้น
แท้ที่จริงมันไม่มี ...มันไม่มีอยู่ในขันธ์ด้วย
จิตที่หมายมั่นนี่
เพราะนั้นน่ะตัวจิต ตัวที่เป็นส่วนนามขันธ์จริงๆ
น่ะ มันมีแค่สัญญา สังขาร ...แต่มันจะไม่มีตัวที่เรียกว่าจิตหมายมั่น
ตามสัญญาตามสังขารนั้น
ผู้ถาม ๑ – จิตบางครั้งมันก็ทรงได้ บางครั้งมันก็ทรงไม่ได้
มันขึ้นอยู่กับความตั้งมั่นใช่ไหมครับ
พระอาจารย์ – อือ ความตั้งมั่น ความต่อเนื่อง ความใส่ใจ
ความขวนขวายในองค์มรรค ...มันต้องมีเหล่านี้อยู่ตลอด ไม่ปล่อยปละละเลยเมื่อมันหาย
เมื่อมันขาด เมื่อมันลืม เมื่อมันหลง
ถ้ามันปล่อยปละละเลยเมื่อไหร่ปุ๊บ
แปลว่ามันไม่ขวนขวายในการเจริญสติ ไม่ขวนขวายในการเจริญสมาธิ ตั้งมั่นอยู่ภายใน
ไม่ขวนขวายที่จะทำความรู้เห็นอยู่ภายใน มันก็ไปสอดรู้สอดเห็นภายนอกโดยจิต
แต่ถ้ามันอยู่ด้วยปัญญา
มันจะสอดรู้สอดเห็นภายในกาย ตามส่วนต่างๆ ตามความรู้สึกต่างๆ ภายในกาย บน ล่าง หน้า
หลัง เอว ไหล่
จุดไหนมันปรากฏความรู้สึกใหญ่ น้อย ย่อย หนัก เบา ช้านาน ค่อย ตื้นลึก ...นี่มันก็สอดส่องอยู่อย่างนี้ จิตที่มันสอดส่องอยู่ภายในนี่
ด้วยจิตที่..สอดส่องด้วยความไม่คิดไม่ปรุง ไม่มีภาษา ไม่มีความเห็น เนี่ย
เดี๋ยวจิตตัวนั้นมันก็จะพัฒนาขึ้นมาเป็นญาณ ไอ้จิตที่มันสอดส่องอยู่ภายในนี่แหละ
มันจะเป็นญาณต่อไป
แต่ถ้ามันไปสอดส่องข้างนอกนี่
เรียกว่าฟุ้งซ่าน มันจะเกิดเรื่อง เกิดอารมณ์ เกิดความยึดมั่นถือมั่นเพิ่มขึ้น
เกิดความจริงจังมั่นหมายเพิ่มขึ้น เกิดการเข้าไปถือครองครอบครองมากขึ้น
มันตรงข้ามกัน
เพราะนั้นก็ต้องอบรมให้จิตมันสอดส่องอยู่แต่ภายใน
มันก็จะค่อยๆ พัฒนาจิตให้เป็นดวงจิตผู้รู้ มีสมาธิ แล้วจากดวงจิตผู้ที่มีสมาธิ
ก็จะพัฒนาขึ้นเป็นดวงจิตผู้รู้ผู้เห็น ...นั่นน่ะคือจิตที่กอปรด้วยญาณทัสสนะ
ผู้ถาม – มันหายได้ด้วยหรือครับญาณตัวนี้
พระอาจารย์ – แรกๆ มันก็จะเสื่อมอย่างนั้น มันไม่ได้ว่าแน่นหนาถาวร ...เพราะว่าการประกอบเหตุแห่งศีลสมาธิปัญญาเรายังขาดตกบกพร่อง ไม่ต่อเนื่อง
แค่นั้นเอง
เพราะนั้นเมื่อรู้ว่าสาเหตุมันอยู่ตรงไหน
ก็ต้องเข้าไปประกอบเหตุให้ตรง ...เพื่ออะไร เพื่อดำรงองค์ญาณ องค์มรรคไว้
เพื่อความแข็งแกร่ง ต่อเนื่องและแข็งแกร่ง ให้มันยืดยาว
อย่าให้มันสั้น
อย่าให้มันกระท่อนกระแท่น อย่าให้มันหายๆ ติดๆ ดับๆ …เพราะนั้นไอ้ที่มันเดี๋ยวมีเดี๋ยวหายนี่
เพราะเราไม่มั่นคงในองค์มรรค ไม่มั่นคงในศีล ไม่มั่นคงในสติสมาธิ
ถ้ามันประกอบเหตุแห่งศีล
เหตุแห่งสมาธิขึ้นเรื่อยๆ ต่อเนื่องขึ้นเรื่อยๆ ...ตาในนี่มันจะเกิด แล้วจะรู้เองน่ะ
มันจะเสถียรขึ้นมาเอง มันจะเป็นลักษณะมีอยู่ตลอดเวลา
เหมือนไม่รู้ก็รู้
เหมือนรู้ก็เหมือนไม่รู้ อะไรอยู่อย่างนี้ เหมือนไม่เห็นแต่เห็น ...มันจึงคู่กันอยู่กับการดำรงของขันธ์
แล้วจากนั้นไปมันก็จะชัดบ้างไม่ชัดบ้าง
ผู้ถาม – ที่ผมเจอ ตรงที่ผมผ่านมา ตรงที่หลวงพ่อบอกว่า
ทิ้งกาย บางครั้งที่จิตมันถลำลงไปลึก ไปอยู่กับตัวรู้อย่างเดียว ...มันสบายน่ะครับ
พระอาจารย์ – นั่นน่ะ ต้องคอยถอนขึ้นมา อย่าไปจม
เพราะว่ามันจะไปติดสุขในสมาธิ
ผู้ถาม – ก็ไม่ได้นั่งสมาธิอะไรสักอย่างน่ะครับ
ปล่อยธรรมดานี่ บางครั้งมันจมไปอยู่ตรงตัวรู้อย่างเดียว สติมันก็มีนะครับ
แต่มันแบบ มันว่าง มันไม่เอาอะไรสักอย่าง กายก็ดำเนินไปปกติ แต่บางครั้งมัน
พอมันลึกลงไปนี่
พระอาจารย์ – มันลืมกาย
ผู้ถาม – มันไม่เห็น อยู่แต่ตัวรู้อย่างเดียว
พระอาจารย์ – คือถ้ามันเป็นอย่างนั้นน่ะ แล้วมันถอนขึ้นมาได้เองมั้ย
ผู้ถาม – บางครั้งถอนได้ แต่ถ้าบางครั้งมันปล่อย
มันปล่อยเลย มันอยู่ตรงนั้นน่ะครับ จมเลย
พระอาจารย์ – นั่น ถ้าปล่อยอยู่ตรงนั้นน่ะ ต้องดึงขึ้น ...แต่ถ้ามันถอนเอง ก็แสดงว่ามันเข้าไปพัก
ผู้ถาม – อ๋อ ถ้ามันพักก็ปล่อยมันพัก
พระอาจารย์ – ปล่อยมันพัก ...แต่ถ้ามันพักจริงๆ มันพักไม่นาน
เข้าใจมั้ย แป๊บเดียว ชั่วอึดใจหนึ่งเท่านั้น แล้วมันก็ขึ้นมาทำงานต่อ
ทำงานทางปัญญาต่อ...คืออยู่กับสองสิ่ง
(ต่อแทร็ก 14/33 ช่วง 2)


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น