พระอาจารย์
14/34 (570513B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
13 พฤษภาคม 2557
(ช่วง 2)
(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 14/34 ช่วง 1
คำว่าลดทอนนี่ไม่ได้ไปยุ่งอะไรกับมัน ...แค่กลับมาตั้งเนื้อตั้งตัวนี่คือลดทอนกำลังของกิเลสแล้ว ลดทอนอำนาจจิตปรุงแต่งแล้ว
ลดความจริงจังกับความคิดความจำแล้ว ไม่คิดมาก ไม่ปรุงมาก
ทุกอย่างนี่มันเป็นการลดทอนกิเลส
โดยตัวมรรคอยู่แล้ว ...แล้วการทรงไว้รักษาไว้ ที่ว่าทรงศีลทรงสมาธิทรงปัญญานี่
มันก็พอกพูนกำลังศีลสมาธิปัญญา
โดยที่มันไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไร
แค่ทรงไว้นี่แหละ ทรงไม่ให้มันหาย ไม่ให้มันหลุด ...นี่ เห็นมั้ยว่าการภาวนานี่
จะอยู่ในระดับปกติ ไม่ใช่เร่งรัด ไม่ใช่เอาเป็นเอาตายทีเดียวให้เสร็จให้จบเลย
ไอ้นี่กิเลสทั้งนั้น ตัณหาทั้งนั้น
ได้เป็นพักๆ แล้วก็ปล่อยให้มันนอนจมกับกิเลสต่อเนื่องไป ...แต่ถ้าทรงไว้นี่
มันจะยั่งยืน มรรคจะยั่งยืน ศีลสมาธิปัญญาจะมีกำลังเพิ่มเติมขึ้นโดยไม่รู้ตัวเลย
ทีนี้มันก็จะประเมินกำลังได้ตอนที่ความเข้มข้นของกิเลส...ซึ่งมันคาดไม่ได้ คาดไม่ถึง ไม่รู้มันจะมาตอนไหน ไม่รู้มันจะมีเท่าไหร่ ...ตอนนั้นน่ะเป็นปัจจุบันๆ ไป
ชนะบ้าง แพ้บ้าง ทันบ้าง หลงบ้าง
หรือว่าทันตลอด มันก็ดู แล้วก็ข้ามได้ตลอด ปล่อยได้ตลอด วางได้ตลอด ไม่เอาธุระ ...มันก็ข้ามพ้นไป เป็นเปลาะๆ ไป
แต่ยังไงน่ะ ศีลสมาธิปัญญามันเป็นตัวยืนพื้น
เพื่อให้เกิดปัญญาที่เห็นตรงต่อกายอยู่ตลอดเวลา ...ตรงนี้มันจะเป็นตัวใหญ่ ตัวแรก
ตัวสำคัญมากเลย
มันเป็นตัวสำคัญที่มันจะคลายจากความเป็นตัวเราของเราโดยตรง คือที่เรียกว่าสักกายทิฏฐินี่ ...แล้วก็มันไม่ใช่แค่สักกายทิฏฐิ ต่อไปมันจะคลายความหมายมั่นในกายทั้งหมด ทั้งหมดทั้งตัว
มันเป็นตัวสำคัญที่มันจะคลายจากความเป็นตัวเราของเราโดยตรง คือที่เรียกว่าสักกายทิฏฐินี่ ...แล้วก็มันไม่ใช่แค่สักกายทิฏฐิ ต่อไปมันจะคลายความหมายมั่นในกายทั้งหมด ทั้งหมดทั้งตัว
เพราะนั้นตัวความหมายมั่นในกาย
เรื่องของกายนี่ เป็นเรื่องที่...เป็นงานของปุถุชน โสดาบัน สกิทาคา แล้วก็อนาคามี...เป็นงานเรื่องกายทั้งหมดเลย สัมมาอาชีโวนี่เป็นเรื่องของกายล้วนๆ เลย
จิต อารมณ์ในจิต...พวกนี้เป็นรอง วางไว้
ทิ้งไว้ ละๆๆๆ ไม่ต้องไปแจ้ง ไม่ต้องไปทำความรู้แจ้งกับมันหรอก ละอย่างเดียว
ไปแจ้งทีหลัง ไว้ค่อยไปแจ้งทีหลัง ...แต่ต้องแจ้งกายก่อน เป็นหลัก เป็นงานแรก
แล้วพอมันแจ้งกายได้แล้วนี่ อาการของจิต
อาการในจิต อารมณ์ในจิต มันไม่ใช่เรื่องใหญ่แล้ว ...เป็นเรื่องชิวๆ สบายๆ
ไม่ได้เป็นเรื่องที่ทับถม ยิ่งใหญ่ มโหฬาร
ตัวที่ยิ่งใหญ่ ทับถม มโหฬาร
คือตัวกาย “เรา” และ “เขา”
ผู้ถาม ๒ – ผมก็เห็นอย่างนั้นจริงๆ ครับ ผมดูกายมาตลอดหนึ่งปีที่พบหลวงพ่อ ผมเห็นเลยว่า จิตที่มันผุดขึ้นมานี่ เราสามารถทิ้งมันได้ง่ายๆ เลย มันไม่มีอะไรเลย
พระอาจารย์ – มันไม่มีสาระแก่นสาร
ผู้ถาม ๒ – ครับ ก็แค่ทิ้งมันธรรมดาๆ นี่เลย
พระอาจารย์ – เพราะนั้นการละจิต การทิ้งจิตนี่ จริงๆ
ไม่ได้ทำความแจ้งหรอก แต่ว่าเป็นการละนิวรณ์ ...ตอนนี้เรียกว่าเป็นนิวรณ์
นิวรณ์คือตัวที่กางกั้นสมาธิ หรือว่าจิตหนึ่ง
ที่คอยละคอยวางจิต
แล้วก็เห็นจิตเป็นความไร้สาระนี่ เพื่ออะไร ...เพื่อดำรงคงความเป็นจิตหนึ่งไว้นั่นเอง
เพื่อให้เกิดจิตหนึ่ง จิตรวม จิตตั้งมั่น และเพื่อให้เกิดบาทฐานของจิตสมาธิ
จิตตั้งมั่นนี่
นี่เป็นบาทฐานของปัญญาที่แท้จริงต่อไป นั่นน่ะ มันจะไปแจ้งจิต แจ้งอารมณ์ ทั้งหมดทั้งปวง นู่น พระอนาคาขึ้นไป เป็นส่วนที่เรียกว่านามขันธ์หรือว่านามธรรม จนถึงอรูปขันธ์ หรืออรูปธรรม
นี่เป็นบาทฐานของปัญญาที่แท้จริงต่อไป นั่นน่ะ มันจะไปแจ้งจิต แจ้งอารมณ์ ทั้งหมดทั้งปวง นู่น พระอนาคาขึ้นไป เป็นส่วนที่เรียกว่านามขันธ์หรือว่านามธรรม จนถึงอรูปขันธ์ หรืออรูปธรรม
แต่ตัวรูปธรรมนี่เป็นเบื้องต้น
หรือว่ารูปขันธ์หรือรูปธรรมนี่เป็นเบื้องต้น อย่างหยาบ นี่ยังใช้ปัญญาอย่างหยาบ
ใช้สมาธิอย่างหยาบ ใช้สติอย่างหยาบ
แต่ว่าอย่างหยาบนี่ก็...แทบตายอ่ะ ปัญญาขั้นหยาบๆ
ในเรื่องกายนี่ ยังไม่รู้จะไปสร้างตรงไหนเลย ...เพราะนั้นไม่ต้องพูดถึงปัญญาขั้นละเอียดเลย ซึ่งเกี่ยวกับนามขันธ์หรือว่านามธาตุส่วนละเอียด
ยิ่งเป็นอรูปธาตุ
อรูปขันธ์ส่วนละเอียด อรูปธรรรมส่วนละเอียด ยิ่งจะต้องเป็นปัญญาสติสมาธิอย่างละเอียดยิ่งเลย ...คนละระดับกับปัญญาที่มารู้เห็นในกายนี้ด้วย
เพราะนั้นถ้าไม่ได้เป็นระดับมหาสติ
มหาสมาธิ ไม่มีทางไปแจ้งได้เลย จะไม่มีทางไปแจ้งในส่วนนามขันธ์ได้เลย
เพราะนั้นไอ้ที่ว่าละจิตไร้สาระแล้ววาง
ยังอยู่ในระดับนิวรณ์ ระงับนิวรณ์เพื่อดำรงคงความเป็นจิตหนึ่ง หรือดำรงคงสมาธิไว้
มันยังไม่ได้เกิดปัญญาที่เห็นจิตตามความเป็นจริง ยังไม่ได้เกิดปัญญาในลักษณะที่ว่าเห็นธรรมตามความเป็นจริง ธรรมารมณ์นี่
มันยังไม่ได้เกิดปัญญาที่เห็นจิตตามความเป็นจริง ยังไม่ได้เกิดปัญญาในลักษณะที่ว่าเห็นธรรมตามความเป็นจริง ธรรมารมณ์นี่
เพราะธรรมารมณ์นี่ มันรวมทั้งรูปารมณ์
มันรวมทั้งอรูปารมณ์ หมดเลย มันรวมทั้งกุศล อกุศล อทุกขมะ อัพยาฯ หมดเลย
อารมณ์ในจิต มันมีทั้งกุศล อกุศล แล้วก็อัพยาฯ มันจะเข้าไปถือครองได้หมด
เอ้า มีอะไรอีกไหม ...เนี่ย ก็ทำแบบเดิม ซ้ำอยู่ที่เดิมนั่นแหละ ไม่เปลี่ยน ไม่โลเล แล้วมันจะค่อยๆ กระจ่างขึ้นโดยทั่วเองน่ะ รู้ที่เดียวนี่ รู้กับกายเดียวนี่ มันจะกระจ่างในขันธ์เองน่ะ
แต่ก่อนหาความรู้แทบตาย ไม่รู้อะไรเลย...ตอนนี้รู้อยู่เฉยๆ ไม่เอาอะไรเลย กลับกระจ่างขึ้นเอง ...มันตรงข้ามกันกับที่เราเริ่มต้นปฏิบัติ หาความรู้แทบตาย กูไม่รู้อะไรสักอย่าง
หาธรรมแทบตาย
กูยังไม่เจอธรรมอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย ...แต่แค่รู้กับกายโง่ๆ ไม่เอาอะไรเลย
มันก็ค่อยๆ กระจ่าง เปิดเผยรายละเอียดเล็กน้อยๆ ในแต่ละส่วนไปเอง
ผู้ถาม ๒ – ผมสามสิบกว่าปี กับปีเดียวที่ผมดูกายมานี่ครับ มันห่างกันลิบลับเลยครับ มันเห็นเลยว่า คือมันมั่นใจเลยว่ามันมาถูกทางเดินมันแล้วครับ แค่ปีเดียวเองครับ จากนั่งจากทำมาตลอดสามสิบปี ตั้งแต่เด็กๆ มาครับ
พระอาจารย์ – ก็นั่นมันเป็นการปฏิบัติมันนอกศีลนอกมรรคหมดเลย
ผู้ถาม ๒ – ครับ
พระอาจารย์ – เพราะนั้น ถ้าเข้าใจนัยยะของศีลแล้วนี่
แค่นี้ มันจะตะล่อมให้อยู่ในวิถี เป็นวิถีแห่งการปฏิบัติที่แท้จริง
หรือว่าเป็นวิถีที่ตรงต่อองค์มรรค
แล้วมันจะเข้ามรรคเข้าไปเรื่อยๆ แล้วก็เกิดความชัดเจนในองค์มรรคขึ้นเรื่อยๆ ...เมื่อมันชัดเจนในองค์มรรค มันก็จะชัดเจนในองค์ขันธ์ เกิดความรู้ในขันธ์ เกิดความเห็น ความเข้าใจในขันธ์มากขึ้น กระจ่างขึ้น
นี่คือความรู้ที่เกิดจากการดำรงจิตอยู่ในมรรค ...เพราะนั้นตัวที่จะเป็นตัวยืนยันความเป็นมรรคก็คือกายใจปัจจุบันนั่นเอง ก็คือศีลสมาธิปัญญา...หมายความอันเดียวกันเลย
กายใจนี่ รู้ตัวนี่ ก็คือศีลสมาธิปัญญาในปัจจุบันนั่นเอง ...เพราะนั้นทุกที่ ทุกสถาน ทุกปัจจุบันนี่...ตรวจสอบได้มั้ยว่า ศีลมีมั้ย สมาธิมีมั้ย
แล้วมันจะเข้ามรรคเข้าไปเรื่อยๆ แล้วก็เกิดความชัดเจนในองค์มรรคขึ้นเรื่อยๆ ...เมื่อมันชัดเจนในองค์มรรค มันก็จะชัดเจนในองค์ขันธ์ เกิดความรู้ในขันธ์ เกิดความเห็น ความเข้าใจในขันธ์มากขึ้น กระจ่างขึ้น
นี่คือความรู้ที่เกิดจากการดำรงจิตอยู่ในมรรค ...เพราะนั้นตัวที่จะเป็นตัวยืนยันความเป็นมรรคก็คือกายใจปัจจุบันนั่นเอง ก็คือศีลสมาธิปัญญา...หมายความอันเดียวกันเลย
กายใจนี่ รู้ตัวนี่ ก็คือศีลสมาธิปัญญาในปัจจุบันนั่นเอง ...เพราะนั้นทุกที่ ทุกสถาน ทุกปัจจุบันนี่...ตรวจสอบได้มั้ยว่า ศีลมีมั้ย สมาธิมีมั้ย
ผู้ถาม ๒ – ตรวจสอบได้ด้วยตัวเองใช่ไหมครับ
พระอาจารย์ – อือ แล้วจะรู้เลย
เมื่อใดที่อยู่ห่างศีลจะเป็นทุกข์ เมื่อใดที่ไม่มีศีล ยิ่งทุกข์หนัก เห็นมั้ย
แค่ขาดศีลตัวเดียว ขาดกายตัวเดียวนะ จะเห็นเลยว่าเรื่องเยอะน่ะ มีแต่เรื่อง
แต่พอทรงกายทรงศีลไว้นี่
รู้สึกเรื่องเบาลง ...นี่ อานิสงส์ของศีลเกิดแล้วนะ
ความไม่เศร้าหมองเริ่มเกิดขึ้นแล้ว
แล้วถ้าทรงศีลจนถึงระดับสมาธิตั้งมั่น
เกิดความรู้สึกชัดเจนในคำว่าจิตหนึ่ง จิตตั้งมั่นนี่ มันยิ่งมีความอิ่ม มีความตื่น
มีความ alert มีความกระฉับกระเฉงในการเรียนรู้กับทุกสิ่ง
ด้วยการที่ไม่แหนงหน่าย ไม่เบื่อ ไม่ท้อ ไม่กลัวเลย ...มันจะมีกำลังขึ้นมา พร้อมที่จะรู้กับทุกสิ่งโดยที่ไม่ประหวั่นพรั่นพรึง นี่ก็คืออานิสงส์ของสมาธิ แล้วก็ปัญญาก็เริ่มเกิดความรู้แจ้ง รู้ชัดเป็นจุดๆๆๆ ไป
ด้วยการที่ไม่แหนงหน่าย ไม่เบื่อ ไม่ท้อ ไม่กลัวเลย ...มันจะมีกำลังขึ้นมา พร้อมที่จะรู้กับทุกสิ่งโดยที่ไม่ประหวั่นพรั่นพรึง นี่ก็คืออานิสงส์ของสมาธิ แล้วก็ปัญญาก็เริ่มเกิดความรู้แจ้ง รู้ชัดเป็นจุดๆๆๆ ไป
เพราะนั้นการดำรงอยู่ในวิถีอย่างนี้
นี่ ทั้งหมดนี่เรียกว่าปัญญาวิมุติ คือทำคู่กัน พร้อมกันเลยศีลสมาธิปัญญาโดยไม่แยกส่วน แล้วมันจะเกิดศีลสมาธิปัญญาโดยปรับสมดุลของศีลสมาธิปัญญาไปตามลำดับ
ไม่มีล้ำไม่มีเกิน...เป็นสมังคีกัน
เพราะนั้นเมื่อใดที่มันอยู่ในมรรค
รักษามรรคด้วยความมั่นคงแข็งแกร่งปุ๊บนี่ มันจะไม่มีสภาวะอื่น สภาวะใดมาแผ้วพาน
เช่น ความรู้ความเห็นบ้าๆ บอๆ ที่น่าลุ่มหลงมัวเมา หรือนิมิตอะไรพวกนี้ ไม่มีน่ะ
จะไม่มี...ถ้าดำรงอยู่ในมรรคจริงๆ จะไม่มี หลับมันก็ไม่ค่อยฝัน เคยฝันนานๆ มากๆ แต่ก่อน ก็ไม่ค่อยจะฝันอะไร ความรู้ภายนอกก็ไม่ค่อยมี ความรู้ข้างหน้าข้างหลังก็ไม่ค่อยมี
มีแต่รู้เดียวอันเดียวกับสิ่งเดียวกายเป็นหลัก และมันก็ไม่มีสภาวะใดมาข้องแวะเลย ...จึงเรียกว่ามันเป็นการเดินอยู่บนมรรคด้วยความเรียบง่ายเป็นกลาง...ราบเรียบและเป็นกลาง
มันจะกระโดกกระเดกมากก็ต่อเมื่อมันมีกิเลสความยึดมั่นถือมั่นเกิดจากการกระทบให้เรียนรู้เท่านั้นเอง ...ก็เรียนรู้ไป ข้ามได้ก็ข้าม ข้ามไม่ได้ก็ไม่ต้องละ ก็ต่างคนต่างอยู่กันไป ...ดูสิ สุดท้ายมันจะเป็นยังไง
ก็จะเห็นว่าเดี๋ยวมันก็ดับ ใช้เวลาสักหน่อย ทนอยู่กับมันสักหน่อย เดี๋ยวก็จะเห็นว่าสุดท้ายก็ดับ ไม่มีอะไร ... แล้วต่อไปมันก็สามารถดับได้โดยฉับพลัน
ที่ว่าดับได้โดยฉับพลันเพราะอะไร เพราะจิตเราเสือกไปสร้างเรื่องขึ้นมาเองน่ะ ...มันก็จะเห็นว่าไอ้ที่ดับไม่ได้โดยฉับพลันเพราะอะไร ...เพราะมันเป็นเรื่องของทุกขสัจ หรือว่าทุกข์ของขันธ์ ไปยุ่งอะไรกับมัน
นั่น ก็วาง แล้วก็ปล่อยให้มันเป็นไป จะตั้งนาน ตั้งสั้น ตั้งมาก ตั้งน้อย ก็เรื่องของมัน ...มันก็แยก ปัญญามันจะจำแนกออกหมดแหละ ด้วยความถ่องแท้...เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงรากเหง้าของมัน
ว่ารากเหง้าของมันมาจากไหน ...ถ้ามาจากกิเลส นี่ละได้ทันทีเลย ...ถ้ารากเหง้ามาจากขันธ์ นั่นไม่ต้องไปละ มันเป็นเรื่องของขันธ์ ไม่ใช่เรื่องของเรา
นั่นเป็นเรื่องของกาย ไม่ใช่เรื่องของเรา เป็นเรื่องของเวทนาในกาย ไม่ใช่เรื่องของเรา ...มันก็วาง ไม่ยุ่ง จะดับก็ดับ ไม่ดับก็ไม่ดับ เรื่องของมึง เรื่องของขันธ์
จะไม่มี...ถ้าดำรงอยู่ในมรรคจริงๆ จะไม่มี หลับมันก็ไม่ค่อยฝัน เคยฝันนานๆ มากๆ แต่ก่อน ก็ไม่ค่อยจะฝันอะไร ความรู้ภายนอกก็ไม่ค่อยมี ความรู้ข้างหน้าข้างหลังก็ไม่ค่อยมี
มีแต่รู้เดียวอันเดียวกับสิ่งเดียวกายเป็นหลัก และมันก็ไม่มีสภาวะใดมาข้องแวะเลย ...จึงเรียกว่ามันเป็นการเดินอยู่บนมรรคด้วยความเรียบง่ายเป็นกลาง...ราบเรียบและเป็นกลาง
มันจะกระโดกกระเดกมากก็ต่อเมื่อมันมีกิเลสความยึดมั่นถือมั่นเกิดจากการกระทบให้เรียนรู้เท่านั้นเอง ...ก็เรียนรู้ไป ข้ามได้ก็ข้าม ข้ามไม่ได้ก็ไม่ต้องละ ก็ต่างคนต่างอยู่กันไป ...ดูสิ สุดท้ายมันจะเป็นยังไง
ก็จะเห็นว่าเดี๋ยวมันก็ดับ ใช้เวลาสักหน่อย ทนอยู่กับมันสักหน่อย เดี๋ยวก็จะเห็นว่าสุดท้ายก็ดับ ไม่มีอะไร ... แล้วต่อไปมันก็สามารถดับได้โดยฉับพลัน
ที่ว่าดับได้โดยฉับพลันเพราะอะไร เพราะจิตเราเสือกไปสร้างเรื่องขึ้นมาเองน่ะ ...มันก็จะเห็นว่าไอ้ที่ดับไม่ได้โดยฉับพลันเพราะอะไร ...เพราะมันเป็นเรื่องของทุกขสัจ หรือว่าทุกข์ของขันธ์ ไปยุ่งอะไรกับมัน
นั่น ก็วาง แล้วก็ปล่อยให้มันเป็นไป จะตั้งนาน ตั้งสั้น ตั้งมาก ตั้งน้อย ก็เรื่องของมัน ...มันก็แยก ปัญญามันจะจำแนกออกหมดแหละ ด้วยความถ่องแท้...เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงรากเหง้าของมัน
ว่ารากเหง้าของมันมาจากไหน ...ถ้ามาจากกิเลส นี่ละได้ทันทีเลย ...ถ้ารากเหง้ามาจากขันธ์ นั่นไม่ต้องไปละ มันเป็นเรื่องของขันธ์ ไม่ใช่เรื่องของเรา
นั่นเป็นเรื่องของกาย ไม่ใช่เรื่องของเรา เป็นเรื่องของเวทนาในกาย ไม่ใช่เรื่องของเรา ...มันก็วาง ไม่ยุ่ง จะดับก็ดับ ไม่ดับก็ไม่ดับ เรื่องของมึง เรื่องของขันธ์
แต่ที่ดับได้โดยฉับพลันเลยก็คือไอ้นี่...เรื่องที่มาจากจิตเรา...เสือกสร้างเอง โดยไม่มีสาเหตุ โดยไม่น่าจะมี ...เนี่ย มันก็สามารถ...ปัญญามันก็เห็นปุ๊บดับปั๊บ
หรือบางทีมันดับไม่ได้เพราะปัญญาไม่ถึง
ยังเสียดายบ้าง ยังจริงจังอยู่กับมันบ้าง ยังให้ค่าให้ความสำคัญกับมันบ้าง
มันก็ไม่ยอมวางโดยสมบูรณ์ ...จนกว่ามันเห็นว่า แค่นั้น ไม่มีอะไร ทิ้งหมด
เอ้า เอาแล้ว ไป ...พอได้กำลังความเพียรกันนะ ...ความรู้ความเข้าใจมีอยู่ในระดับหนึ่งแล้ว ความเพียรน้อย ความทรงไว้ในองค์มรรคน้อย
แค่นั้นเอง ไม่ต่อเนื่อง
ผู้ถาม ๑ – ความรู้พวกนั้น บางทีมันเข้ามาเองนะครับ ไม่ได้ทำอะไร
พระอาจารย์ – อย่าจับมาเป็นอารมณ์ รู้แล้ววาง เข้าใจแล้วก็วาง
ผู้ถาม ๑ – มันผุด แบบผุดออกมา
พระอาจารย์ – อือ ไม่ต้องเอามาเป็นธุระ แล้วก็ไม่ต้องไปพูด
ให้มันหายไป แล้วก็ดูความดับไปของมัน ไม่มีอะไร
...................................

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น