วันพฤหัสบดีที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

แทร็ก 14/35 (1)



พระอาจารย์
14/35 (570519A)
19 พฤษภาคม 2557
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  ตั้งใจให้ดี ใช้เวลาให้มันหมดไปกับการภาวนาให้มาก พบปะพูดคุยสุงสิงให้น้อย อยู่กับตัวเองให้มาก ดู เรียนรู้ภายใน ความเป็นไปของกายเป็นหลัก ดูความเป็นไปของกาย

แทนที่จะปล่อยให้มันล่วงเลยไปเปล่าๆ ลอยๆ  ก็ให้มันมาคอยสอดส่อง สังเกต เท่าทันอาการในกาย พฤติกรรมของกายนี่ ...นี่คือภาวนาอยู่ตลอด

มีเวลาตรงไหน ทำอะไรอยู่...ก็คอยมีสติ จับไปตามอาการน้อยใหญ่ของกาย หนักเบา มันอยู่ยังไง มันแสดงอาการอะไรบ้าง

อย่าให้มันหายไป ลืมเนื้อลืมตัว เพลินกับความคิด เพลินไปกับสถานที่ เพลินไปกับรูปเสียงภายนอกอะไรพวกนี้ ...มันก็จะไม่ได้ประโยชน์ของการภาวนา

การภาวนาก็คือการทำความรู้ให้เกิดขึ้นภายใน คือโดยสติ ทำความรู้ให้เกิดขึ้นแทนที่ความไม่รู้ ...เพราะตลอดที่ผ่านมามันอยู่กับความไม่รู้ ทำอะไรก็ไม่รู้เนื้อรู้ตัว

พูด ทำ คิดอะไรก็ไม่รู้  ทำไปตามความเคยชินแล้วก็คุ้นเคย ...มันไม่รู้ แม้แต่อาการยืน อาการเดิน  มันก็ยังไม่รู้สึกจริงๆ ถึงการยืนการเดิน ...มันยืนไม่เป็น มันเดินไม่เป็น

เพราะมันเดินไป มันก็ไม่รู้สึกถึงการเดินเลย  ไม่รู้สึกถึงกายที่มันกำลังก้าวเดิน มันรู้สึกยังไง มันตึงมันแน่น มันเกร็ง มันเหยียด มันกระทบ มันหนัก มันเคลื่อน มันไหว มันวูบ มันวาบยังไง

ก็ต้องมาฝึกยืนเดินนั่งนอนกันใหม่ ...ทั้งๆ ที่ว่าเป็นคนมาตั้งนานแล้ว แต่ว่ายังยืนเดินนั่งนอนไม่เป็น...ไม่เป็นคน ไม่เป็นไปตามสภาพที่แท้จริงของมัน

นี่คือการเรียนรู้...เรียกว่าการเรียนรู้เรื่องของกาย ...ก็กลับมาเรียนรู้ภายในแล้วก็ถ้าไม่ฝึกไม่หัด ไม่ภาวนา ในเวลาเหล่านี้ มันก็จะไม่ก่อให้เกิดปัญญาอะไรเลย

มันก็สูญเปล่าตายเปล่าไปกับการเกิดในครั้งหนึ่ง ...นี่ การที่กลับมา ตรงนี้มันเป็นบาทฐานรากฐานให้เกิดความรู้ยิ่ง ความรู้จริง ความรู้แจ้ง ความรู้ตามสภาพที่แท้จริง

เมื่อมันรู้สภาพที่แท้จริง มันเข้าไปเห็นสภาพที่แท้จริงของตัวเอง ของกาย ของขันธ์นี่ ...ตรงเนี้ย มันจะแก้ปัญหาที่มันแก้อะไรไม่ได้ ที่มันติดค้างข้องคา ที่มันไม่ลุล่วง

ที่มันรู้สึกอึดอัดคับข้อง ที่มันมีแต่ความวิตกกังวล มีแต่ความหวั่นกลัวพรั่นพรึง ..แม้กระทั่งฝนตกฟ้าร้องลมพายุ แผ่นดินไหวก็ยังประหวั่นพรั่นพรึง

แต่ถ้ามันเข้าไปเห็น เกิดปัญญาเห็นความเป็นจริง เห็นสภาพความเป็นจริง...พวกนี้ อาการพวกนี้มันจะทุเลาเบาบางจนหมดสิ้นไปเลย

มันมีความรู้ มันมีความเข้าใจในทุกสิ่งทุกเรื่อง ทุกสภาพ ทุกสถานการณ์ ทุกเหตุการณ์ ทุกลักษณะการปรากฏ ไม่ว่าในหรือนอก...ในคือองค์ขันธ์ นอกคือเรื่องราวต่างๆ ของสัตว์บุคคล

มันก็เกิดความลุล่วง ไม่ติดค้างข้องคาตรงที่ใดที่หนึ่ง มาเป็นความขมวดเป็นปมที่ข้ามไม่ได้ หรือว่ามารัดรึง ...นี่คืออานิสงส์ของการภาวนาอยู่ในที่อันเดียว ที่ว่ารู้อันเดียว รู้ให้จริง

รู้เรื่องกาย รู้เป็นหนึ่ง รู้กับสิ่งที่เป็นหนึ่งนี่...ก็เรียกว่ามันจะทำให้เกิดสมาธิจิตหนึ่ง จิตตั้งมั่น ...รู้ให้จริง มันจะเกิดความเข้าไปถึงความเป็นจริงในมัน แล้วก็เข้าไปเห็นความเป็นจริง

ซึ่งเราอยู่กับมันแบบดูดายมานาน ไม่ใช่แค่ชาติเดียว มันดูดายกับกายนี้ทุกการเกิด ทุกครั้งที่เกิดมาเป็นคน นับชาติไม่ถ้วน มันก็เกิดมาแล้วก็ดูดาย 

ไม่ขวนขวาย ไม่ใส่ใจ ไม่ขุดค้น ไม่ค้นคว้าหาความเป็นจริงในสิ่งที่มันมีอยู่จริง คือปัจจุบันกายนี่ ...แต่มันกลับไพล่ไปค้นคว้าหาความเป็นจริงภายนอก

มันก็ไปค้นคว้าหาความเป็นจริงในความคิด ในเรื่องราวต่างๆ  ค้นคว้าหาความถูกความผิดในเรื่องการกระทำคำพูด ข้างหน้า ข้างหลัง ข้างนอก ...มันก็จะไปหาความเป็นจริงกับไอ้ตรงนั้น 

แล้วมันก็คิดว่า เข้าใจว่า แล้วมันก็คาดว่า มันน่าจะ หรือต้องได้ความเป็นจริงให้จงได้ ...ซึ่งต่างๆ เหล่านี้ ที่มันกำลังไปค้นหาความเป็นจริงอย่างที่มันคุ้นเคยนี่ ...มันไม่มีความเป็นจริงในนั้น 

มันไม่มีความจริง ...ค้นเท่าไหร่ก็จะไม่เจอ ไม่เห็นความจริง เพราะมันไม่มีความจริงในนั้น ...เพราะว่ามันล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ปรุงแต่งขึ้นมา หรือท่านใช้คำภาษาว่า...เป็นแค่มายา 

ความคิด จิต อารมณ์ ความรู้สึกในความคิด ความเป็นจริงจัง เรื่องราวตามบัญญัติสมมุติอะไรพวกนี้ มันเป็นมายา เหมือนพยับแดด พยับหมอก ...มันไม่มีความเป็นจริงอะไรในนั้น หาเท่าไหร่ก็จะไม่เจอหรอก

ยิ่งคิดยิ่งค้นเอาถูกเอาผิด หาถูกหาผิด หาคุณหาโทษ หาชอบหาไม่ชอบ หาควร หาใช่ หาโทษ หาคุณกับมันนี่ มันไม่มีๆ ...แต่ด้วยความไม่รู้นี่ มันไม่เข้าใจว่ามันกำลังทำอะไรกันอยู่

มันเหมือนไปนั่งตะปบเงาน่ะ แล้วก็พยายามจะหาอะไรในเงาน่ะ...ว่าในเงาน่ะมันมีอะไรอยู่ในนั้น ถูก-ผิด คุณ-โทษ ใช่-ไม่ใช่ น่าชอบหรือน่าชัง ...แล้วก็จริงจังแบบไม่ยอมปล่อยมือเลย

นี่ ด้วยความไม่รู้นี่ มันทำอาการอย่างนี้อยู่ตลอด ทุกตัวคนไป ...เพราะนั้นมันจะยิ่งคิดยิ่งค้นไปเท่าไหร่ ยิ่งพิจารณาไป ยิ่งวิเคราะห์ไปเท่าไหร่ ก็จะไม่เจอความเป็นจริง ...เพราะมันไม่มีความจริงในนั้นเลย

แต่ที่ว่าพระพุทธเจ้าให้กลับมาค้นคว้าความเป็นจริงในนี้...ซึ่งยืนยันว่ามันมีความเป็นจริงอยู่ตรงนี้แน่ๆ ตรงนี้มีความจริงอยู่ ในกายในขันธ์นี่มีความเป็นจริงอยู่

เพราะนั้น ถ้ามันเพียรเพ่ง ค้นคว้า ไตร่ตรอง จดจ่อ ขุดค้นลงไป มันก็จะถึงความเป็นจริง มันก็จะเข้าไปเห็นความเป็นจริงที่มันมีอยู่แล้ว ...แต่ไม่เคยมาทำงานอย่างนี้เลย

เพราะไอ้การที่ขุดค้นความเป็นจริงด้วยการเอาสติมาจด มาจ่อ มาเพียรเพ่งอยู่ในกองกายกองขันธ์ ท่านจึงเรียกว่าเป็นการงานอันชอบ หรือว่าสัมมาอาชีโวนั่นเอง

ไอ้ที่ทำอยู่แล้วที่จิตคิดนั่น คิดนี่ คิดนู่น เรื่องราวข้างหน้าข้างหลังนี่ ท่านเรียกว่ามิจฉาอาชีโว ...มันไม่ได้ประโยชน์สาระ เพื่อให้เกิดความแจ่มแจ้งชัดเจนในความเป็นจริงแต่ประการใด

กลับตรงข้าม กลับมาปกปิดความเป็นจริงซ้ำลงไปอีก กลับเกิดความผูกพันมั่นหมาย กลับเกิดความคาดหวัง กลับเกิดความยึดมั่นถือมั่น

กลับเกิดความมานะทิฏฐิถือตัวถือตน ว่าสูงว่าต่ำ ว่าดีว่าชั่วกว่ากัน...ในความรู้ที่ได้ ที่คิดได้ ที่ค้นได้ ที่ทำขึ้นมาได้ ในความคิด ในการกระทำคำพูด

กลายเป็นเครื่องรั้ง เครื่องดึง เครื่องเกาะ เครื่องหน่วง เครื่องเหนี่ยว เครื่องพันธนาการ ...รุงรัง เกะกะ ทับถม เอาตัวไม่รอด

เพราะนั้นการภาวนานี่ ก็คือการค้นคว้าหาความเป็นจริงภายใน โดยเริ่มต้นจากกายนี้...เป็นจุดก้าวแรกของการที่เข้าไปหาความเป็นจริง แล้วก็เข้าไปสู่ความเป็นจริง

ซึ่งทุกคนน่ะ มันมีกายอยู่แล้ว ทุกคน ไม่มีใครไม่มีกาย ...แต่ไม่มีใครเคยตั้งใจใส่ใจอย่างจริงจังที่จะค้นคว้ามันจริงๆ จังๆ

มันเลยปล่อยให้สภาพกายนี่...ซึ่งมันไม่เสถียรอยู่แล้วนี่ มันมีอายุขัย อายุขันธ์ เดี๋ยวมันก็หมดไป สิ้นไป หมดสภาพไป เน่าไป เปื่อยไป ชำรุดไป สลายไป ถูกเผาไป ถูกฝังไป

มันก็ละลายหายไปในอากาศในน้ำในดินในลม...โดยที่ไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการสังเคราะห์รวมตัวกันขึ้นมากองกายกองขันธ์ของสัตว์...ในแต่ละครั้งหนึ่งของการเกิด

แล้วก็วนเวียน...ด้วยความไม่รู้นี่ มันก็พาให้วนเวียนก่อร่างสร้างขันธ์ขึ้นมาอีก แล้วก็มาอยู่กันกับมันด้วยความไม่ขวนขวาย ไม่ค้นคว้าหาความเป็นจริงภายใน

มันกลับไปค้นคว้าหาความเป็นจริงกับคนนั้น กับคนนี้ กับเหตุการณ์นั้น กับเรื่องราวนี้ กับวัตถุข้าวของอันนั้นอันนี้...หมดเวลาไปทั้งชีวิตเลย 

แล้วก็ตายไป...โดยไม่ได้มีความรู้แท้ รู้จริง รู้แจ้ง ติดเนื้อติดตัวเป็นพื้นฐานไว้เลย เนี่ย ยังไงก็ตายเกิด ซ้ำซาก ซ้ำเดิม หมุนวนอยู่อย่างนี้ไม่รู้จบรู้สิ้น

เพราะนั้นการภาวนานี่มันเป็นช่องทางเดียว...ที่มันจะเล็ดลอดออกได้ จากการหมุนวน ก่อร่างสร้างขันธ์ขึ้นมาซ้ำซากซ้ำซ้อน ไม่มีวันจบ ไม่มีวันสิ้น

เหมือนถูกพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต ไม่มีการได้รับการลดหย่อนผ่อนโทษ ไม่มีคำว่าได้รับอภัยโทษ ไม่มีคำว่าศาลยกฟ้อง นี่ มันถูกพิพากษาเลย ...เสร็จแล้วเกิดตายมาครั้งไหน...ก็เกิดตายในคุกน่ะ

พอเกิดตายในคุก มันก็ทำผิดซ้ำซ้อนน่ะ ...ทำกันไปตามความคิด ทำไปตามความเห็น ทำไปตามอารมณ์ ทำไปตามความอยาก ทำไปตามความไม่อยาก นี่คือการกระทำที่เรียกว่ามิจฉา

ของจริงก็ว่าไม่จริง ของไม่มีจริงก็ว่ามีจริง  ของมีจริงอยู่ มันไม่เที่ยงก็ว่าต้องทำให้มันเที่ยง  ของที่มันดับไปแล้ว ก็พยายามทำให้มันไม่ดับ ของที่มันไม่ดับก็พยายามทำให้มันดับ

ทำกันอยู่อย่างนี้ ซ้ำๆ ซ้ำซ้อน  มันก็เหมือนกับทำความผิดซ้ำซ้อน โทษพิพากษามันก็ถูกจองจำให้หนาแน่นขึ้นไปอีก ทุกภพทุกชาติแห่งการเกิด ...มันไม่ได้เห็นประตูทางออกของคุกเลย


แล้วก็สาละวนอยู่กับการทำพูดคิดไปตามความไม่รู้ตลอด ซึ่งคนในคุกก็คือคนในคุก ก็ศักยภาพเท่ากัน คิดพูดทำตามอำนาจของกิเลสทุกคนไป ...มันก็ดูเหมือนไม่ผิดแผกแตกต่าง เหมือนไม่ได้ทำอะไรผิด


(ต่อแทร็ก 14/35  ช่วง 2)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น