วันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

แทร็ก 14/19 (1)


พระอาจารย์
14/19 (570416 C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
16 เมษายน 2557
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  เพราะนั้นให้เพียรเพ่งลงไปในกายเดียว...จริงๆ จังๆ ...นี่คือรากฐานของการปฏิบัติ นี้คือรากฐาน รากเหง้าของศาสนาพุทธ

เพราะมันจะเป็นตัวลิงก์ไปถึงสมาธิ ปัญญา ตลอดจนถึงการหลุดพ้นจากขันธ์และโลก ถ้าไม่มีรากฐานของศีลเป็นเครื่องรองรับธรรม การรู้เห็นในธรรมจึงไม่บังเกิด

มันก็จะเป็นความรู้เห็นนอกธรรม หรือไปรู้เห็นธรรมนอก ธรรมที่ไม่ใช่ ธรรมที่ไม่จริง ธรรมที่ปลอมปน ธรรมที่เกิดจากความปรุงแต่งจากความไม่รู้ของเรา

การภาวนาของพวกเราน่ะ  ถ้าไม่อยู่ในหลักของศีลสมาธิปัญญาแล้ว การภาวนานั้นๆ จะอยู่ใต้ร่มเงาของ “เรา” ตลอดเวลา ไม่ได้อยู่ใต้ร่มเงาของพุทธะ ...เข้าใจคำว่าใต้ร่มเงาพุทธะมั้ย...ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

แต่มันกลับไปอยู่ใต้ร่มเงาของ “เรา” ...ตัวเรา ธรรมของเรา เราเป็นผู้รู้ผู้เห็น เราเป็นผู้ถึงธรรม เราเป็นผู้ได้ธรรม เราเป็นผู้ได้สภาวะ ...นี่ มันจะอยู่ใต้ร่มเงาของเราไปจนวันตาย

แต่ถ้าเริ่มต้นได้ถูกประเด็นตรงตามหลักมรรคผลที่พระพุทธเจ้าท่านวางหลักไว้นี่...ดีแล้ว ชอบแล้ว ควรแล้ว ...สวากขาโต ภควตา ธัมโม  สวากขตธรรม...ธรรมตามความเป็นจริง 

ท่านได้จำแนกแจกแจง อย่างดีแล้ว ...แล้วพวกเราเป็นใคร หือ ปุถุชนเป็นใคร...จะมาดีกว่าท่าน แจกแจงได้กว่าท่าน ซึ่งเป็นสัพพัญญุตญาณได้อย่างไร 

มันละเมิดล่วงเกินศีล ปฏิบัตินอกองค์มรรค องค์ศีลสมาธิปัญญา  แล้วมาคิดว่าเหนือกว่าพระพุทธเจ้า ดีกว่าพระพุทธเจ้าได้อย่างไร ...มันไม่ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้า มันปฏิบัตินอกเหนือที่ท่านบอกหมดเลย

แล้วปัญหาใหญ่อยู่ที่ว่า...มันปฏิบัตินอกหลักองค์มรรค องค์ศีลสมาธิปัญญา...แล้วมันยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามันออกนอกมรรค...ศีลสมาธิปัญญา ...มันยังกระหยิ่มลำพองใจ เหมือนหมาลำพองขนน่ะว่า ถูกแล้วดีแล้ว

เนี่ย คือความเสื่อมลงของจิตอริยะ ...เพราะศีลสมาธิปัญญาคลาดเคลื่อน มรรคและผลจึงคลาดเคลื่อน อริยะจิตอริยะบุคคลจึงน้อยลงๆ หาได้ยากขึ้นๆ ในยุคต่อไป


โยม –  อาจารย์ครับ วันนั้นฟังในเน็ท ท่านบอกว่าสมัยนี้ศึกษาธรรมของอริยสาวกมากโดยที่ไม่อ้างอิงคำของพระพุทธเจ้าเลย มันเลยช้าลง เกี่ยวไหมครับ

พระอาจารย์ –  อะไรจะมายืนยันว่าเป็นอริยะล่ะ


โยม –  คำของสาวกนี่น่ะครับ

พระอาจารย์ –  นั่นแหละ สาวกน่ะ ...ถ้ามันเป็นแค่สาวกก็เบือนแน่  แต่ถ้าเป็นอริยะจริงๆ ไม่ค่อยเบือน

แต่คราวนี้พวกเราแยกไม่ออกว่าอริยะจริงหรืออริยะเท็จ หรืออริยะแต่งตั้ง หรืออริยะโลกทิพย์ หรืออริยะอภิญญา เข้าใจมั้ย ...มันตาไม่ดีน่ะ


โยม –  อริยะเครื่องบินเจ็ท

พระอาจารย์ –  เออ มันเยอะไปหมดน่ะ ...แต่คราวนี้ว่า ตัวที่จะอ้างอิงได้ก็คือปริยัติ เข้าใจมั้ย  ตัวปริยัติคือตัวกฎเกณฑ์ที่พระพุทธเจ้าท่านวางไว้ ...แล้วลองเทียบกับคำสอนของแต่ละท่านแต่ละบุคคล

ดูสิ ท่านสอนเกินที่พระพุทธเจ้าท่านวางหลักไว้มั้ย เช่น ศีลเป็นเหตุให้เกิดสมาธิ สมาธิเป็นเหตุให้เกิดปัญญา ...การปฏิบัติ ผลของการปฏิบัติคืออะไร  อริยจิต การละสังโยชน์เบื้องต้นคืออะไร 

และการปฏิบัตินั้นเป็นไปเพื่อการเพิกถอนเลิกละสังโยชน์เบื้องต้นเป็นอันดับแรกก่อนมั้ย ...มันตรงตามที่ท่านบอกมั้ยว่ามันจะต้องละสังโยชน์สามก่อนอย่างนี้

เหล่านี้มันเป็นมาตรฐาน เข้าใจมั้ย มันเป็นธรรมที่ตายตัว ธรรมบัญญัติ หรือท่านเรียกว่าปริยัติ ...เพราะนั้นท่านถึงบอกว่า ปริยัติ ปฏิบัติ แล้วก็ปฏิเวธ ...สามตัวนี่มันจะต้องไม่เถียงกัน มันจะคัดง้างกันไม่ได้

แต่คราวนี้ไอ้ปริยัติที่ว่า...มันปริยัติจากไหนล่ะ ...ถ้าเป็นปริยัติจากปากมนุษย์นี่ เขาเรียกว่าสัทธรรมปฏิรูป

คือสิ่งเหล่านี้พระพุทธเจ้าท่านบอกไว้ตั้งแต่ก่อนท่านสิ้นแล้วว่า...กึ่งพุทธกาล หลังกึ่งพุทธกาลมานี่ สัทธรรมของท่านจะถูกลบหลู่ จะมีผู้ลบหลู่ในธรรมมาก เข้าใจมั้ย 

โดยกล่าวอ้างธรรมท่านขึ้นมาโดยความลบหลู่ นี่คือบิดเบือน...ทั้งที่ไม่ใช่โดยเจตนาเลย เข้าใจมั้ย


ผู้ถาม –  เพราะปุถุชนไม่เข้าใจ

พระอาจารย์ –  มันไม่รู้ ...แม้แต่ผู้ปฏิบัติจริงก็ไม่รู้จริงรู้แจ้งถึงเนื้ออรรถใจความของปริยัติธรรมจริงๆ 

แล้วก็เกิดอาการเหมาเอา เหมากันมาแล้วก็เปลี่ยนแปลงนัยยะที่แท้จริงของพระธรรม...โดยที่ไม่ได้มีเจตนาเลย ...เนี่ย พระพุทธเจ้าท่านกล่าวเตือนไว้เลยว่า กึ่งพุทธกาลมา ธรรมท่านจะถูกลบหลู่มาก

เพราะนั้นมันจึงมีผู้ตั้งต้นเป็นใหญ่ เหมือนกับตั้งตนเป็นมุ้งเล็กในมุ้งใหญ่ขึ้นมา โดยอาศัยหลักธรรมของพระพุทธเจ้าน่ะมาเป็นเครื่องอาศัย แล้วก็ป่าวประกาศธรรมไปในฐานะที่ว่า นี่ พระพุทธเจ้าสอนอย่างนี้จริง

ทีนี้มันก็อยู่ที่กรรมและวิบากของแต่ละคน...ว่าเคยสนิทชิดเชื้อกับเหล่ามุ้งเล็กนั้นมั้ย นี่ สนิทชิดเชื้อไม่พอว่า ...แล้วมีบารมีส่วนตัวมั้ยในศีลสมาธิปัญญา

ถ้ามันมี...ทีนี้สมมุติว่ามันไปอยู่ในมุ้งเล็กด้วยความที่เป็นญาติกันมาหลายภพหลายชาติ  แต่ว่าบารมีส่วนตัวมี คือศีลสมาธิปัญญาที่เคยกระทำมี ...ไม่ต้องกลัว เข้าใจมั้ย 

ศีลสมาธิปัญญามันจะบีบบังคับ หรือว่าพาให้กระเด้งกระดอนออกมาหาน้ำเย็น น้ำใส น้ำบริสุทธิ์ หรือธรรมอันบริสุทธิ์ ด้วยเหตุปัจจัยใดเหตุปัจจัยหนึ่งจนได้เอง


โยม –  อย่างมุ้งเล็กที่อาจารย์หมายถึงนี่ หมายถึงกลุ่มๆ ใด

พระอาจารย์ –  เยอะแยะ พระในเมืองไทย...มีกี่รูปล่ะ หือ ประมาณสามแสนขึ้นน่ะ  นี่ยังไม่นับสำนักอิสระที่ไม่ใช่พระและชีน่ะเท่าไหร่ แล้วเหล่าลูกศิษย์นั้นเท่าไหร่

แล้วในนั้นน่ะ...ไปคัดและกรองใส่คูณหารบวกลบซะ ออกมาแล้วเอาตะแกรงร่อน เผาแล้วบี้ เอาตะแกรงร่อนอีกซะหน่อย...จะได้สักกี่องค์เป็นอริยะจริง 

ซึ่งพวกเราไม่รู้เลย เข้าใจมั้ย ก็ได้แต่ประเมินเอา โดยประเมินเอาที่ไม่ผิดพลาดจากธรรมก่อน ว่าศีลคืออะไร ...นี่เขาเรียกว่าฟังด้วยดี สุสสูสัง ละภะเต ปัญญัง ฟังด้วยดีจะเกิดปัญญา

เพราะนั้นพวกเราไม่มีภาวนามยปัญญามาตั้งแต่ต้น มันก็ต้องเริ่มจาก สุสสูสัง สุตตมยปัญญา...ฟังให้ดี จินตามยปัญญา...ใคร่ครวญตาม เห็นพ้อง ทบทวน เอาไว้ก่อนว่าผิดไปจากหลักของพระพุทธเจ้าบ้างมั้ย 

นี่จะมาก..น้อย..หรือตรงเลย หรือไม่สามารถคัดง้างได้เลย ...หรือมันเป็นหลักกูไม่ใช่หลักการของพระพุทธเจ้า อย่างเนี้ย...ก็อย่าเชื่อมาก อย่าเพิ่งเชื่อ อย่าเพิ่งลองกระทำ

แต่อันไหนพอสรุปได้ตามภาษา และมาตรองแล้วว่า ยอมรับได้ในระดับนึง ...ตรงนี้จึงเอาไปทดลองพิสูจน์กระทำ แล้วสังเกตผลว่ามันผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากที่พระพุทธเจ้าบอกไหมว่าผลคืออะไร

คือความยึดมั่นถือมั่นน้อยลง ความเป็นตัวเราของเราน้อยลง ความยึดถือตามธรรมเนียมโลก ธรรมเนียมธรรม น้อยลง ความลังเลสงสัยในการปฏิบัติของตัวเองน้อยลงรึเปล่า

ตรงนี้คือสามสังโยชน์เบื้องต้น ถ้าการปฏิบัติแล้วเป็นผลที่ทำให้สามสังโยชน์นี่มากขึ้น...ดูเหมือนจะมากขึ้น หรือกำลังมากขึ้น ...เราก็จะบอกว่า..ไอ้เสือถอย ไอ้เสือรีบๆ ถอย ...ไม่ใช่แล้ว

แต่ถ้ามันเทียบเคียงกับผลได้บ้าง ดูเอา...ตาหูจมูกลิ้นกายใจมันเย็นลง...ในการกระทบที่เคยเร่าร้อน  และมันสั้นลง...ในการกระทบแล้วเคยเกิดความยืดยาว

แล้วมันอยู่ได้ลำพัง...โดยไม่พึ่งไม่อาศัยวัตถุสิ่งของ บุคคล อารมณ์...ได้นานขึ้น ไม่รู้สึกกระวนกระวาย อย่างนี้ ให้สงสัยไว้ก่อนว่าน่าจะใช่ 

เพราะมันมาเทียบเคียงกับสังโยชน์เบื้องต้นแล้ว มันน้อยลงจริงๆ ...ถ้าอย่างนี้พออนุมานได้มั้ย


โยม –  ได้ครับ

พระอาจารย์ –  เออ มันอนุมานได้ว่าไม่น่าจะผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากองค์มรรคแน่ๆ ...ทีนี้ ก็เริ่มลงทุนให้มากขึ้นได้ล่ะ

ตอนแรกมันประเภทห้าบาท ลองก่อน ลองเสี่ยงแทงดู ...อือ ถูกโว้ย เพิ่มเป็นสิบบาท ...จนถึงที่ว่าหมดหน้าตัก...เรียกว่าภาวนาในระดับที่เรียกว่าทุ่มเทกายใจ นี่เขาเรียกว่าลงทุนแบบหมดหน้าตักนะ

แต่ตอนนี้ มันยังดูเหมือนเสี่ยงๆ อยู่  ถูกกินบ้าง กินรวบบ้าง ได้กลับคืนบ้าง  เนี่ย ยังอยู่ในขั้นตอนที่เรียกว่า กิเลสเอาไปกิน ดูเหมือนกิเลสหายไปบ้าง ...ก็ยังไม่มั่นใจในองค์มรรค เข้าใจมั้ย

ก็เสี่ยงดวง เสี่ยงทำ ลองทำไปเรื่อยๆ อย่าทิ้ง อย่าท้อ อย่าเปลี่ยนวิธีการ แค่นี้ก่อน ...ทีนี้ ไอ้ที่มันเคยกินกูลูกเดียวนี่ กูเริ่มกินมันได้ตลอดบ้าง ...มันจะเริ่มค่อยๆ เห็นผลอย่างนี้ก่อน

หมายความว่าการตามอารมณ์ การเกิดอารมณ์ ความเป็นเรา ความรู้สึกว่ามีตัวเราเข้าไปจับจองในการเห็น ในการได้ยิน ในความคิด ในเรื่องราวต่างๆ นานานี่...ดูรู้สึกว่ามัน...ตัวมันอ่อนแอลง 

คือตัวมันค่อยๆ เบาบาง ยวบยาบลง  คำว่ายวบยาบคืออยู่ได้ไม่แข็งแกร่งนานนัก ก็...เออ มันน่าจะใช่นะ

แต่คราวนี้อย่าไปสับสนกับที่ว่า...เอ๊ ทำไมกูไม่มีสภาวะอะไรเลยวะ ไม่เหมือนเวลาไปฟังอาจารย์ท่านนั้นท่านนี้ และลูกศิษย์ท่านนั้นท่านนี้เขาส่งการบ้าน เล่าสภาวธรรม

เคยไปฟังเขาแล้วก็...หูย เมื่อไหร่กูจะได้อย่างนี้ อู้หู นี่อย่าสับสนนะ เพราะหันมาดูตัวเองแล้วหน้าจมดิน ไม่มีสภาวะอะไร คนละเรื่องกันเลยอย่างนี้

แต่มันเกิดความจางคลาย...ทุกข์น้อยลง ทุกข์อยู่ได้สั้นลง ทุกข์ไม่เข้มข้นขึ้น มีแต่เสื่อมทรามลง น้อยลง

ความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งต่างๆ  ความผูกพันมั่นหมาย ความจริงจังในความคิดของตัวเอง ในความคิดของคนอื่นน้อยลง ...ซึ่งแต่ก่อนน่ะ หูนี่ร้อนตานี่แดง กูจะต้องนั่นให้ได้ กูต้องเอาให้ได้

มันก็กลายเป็น...รู้สึกงั้นๆ น่ะ รู้สึกปล่อยผ่านได้ง่าย เหมือนไม่มีแรงเข้าไปกระทบหรือปะทะ และยอมที่จะล้มอยู่ตลอด แล้วก็ปล่อยผ่านไปอย่างนี้

ถ้าอย่างนี้ประเมินได้เลยว่า นี่คือผลขององค์มรรค อยู่ในมรรค อยู่กับมรรค อยู่กับศีลสติสมาธิปัญญาที่เป็นสัมมา ...แม้จะไม่มีสภาวะอย่างที่เขาคุยกัน อู้หูๆ กัน นี่ เห็นช้างขี้อย่าขี้ตามช้าง เดี๋ยวจะได้กินขี้ช้าง 

ล้างทิ้ง บ้วนทิ้ง ธรรมเดิมๆ การปฏิบัติแบบเดิม  การได้สภาวะ คงสภาวะใดสภาวะหนึ่งอย่างเดิมให้เที่ยงอย่างยิ่งน่ะ บ้วนทิ้งได้มั้ย บ้วนทิ้งแล้วยังต้องล้างปากอีกต่างหากด้วยเอ้า

ยังคงไว้แต่กายใจธรรมดาได้มั้ย ยังคงไว้แต่กายธรรมดากับรู้ธรรมดาแค่นี้ ...จะอยู่กับของแค่นี้ได้มั้ย แล้วไม่เอาอะไรให้มันเกินจากนี้อ่ะ แค่นี้ก่อน ...นี่เขาเรียกว่าต้องปรับ

เราเคยเล่าแล้วนี่ มีคนหนึ่ง มาฟังเราอยู่ประจำเหมือนกัน ก็บอกให้รู้กายรู้ใจไว้ ...ทีนี้แกไปนอนบนถ้ำ วันรุ่งขึ้นเดินจากถ้ำลงมา แล้วก็เดินมาหาเรา 

แกก็มาเล่าให้เราฟังว่าระหว่างเดินลงมาจากถ้ำ แกเห็นจมูกนี่ยื่นออกมาเป็นจะงอย ตัวมีปีกติดข้างหลัง เหมือนครุฑ นี่ กายตัวเองกลายเป็นครุฑซะอย่างนั้น

แต่ด้วยความที่เคยได้ยินได้ฟังเรามา ก็คอยเหยียบคอยหยั่งไว้ รู้สึกกายตรงไหน ก็รู้ตรงนั้น ...ก็เลยเดินมาถึงเรา ...เราก็บอกว่า นี่ดีนะ มึงไม่บินมาหากู ถ้ามึงบินมานี่ กูต้องงัดศพขึ้นแล้ว

เห็นมั้ย นี่ โดนเด็ดปีกเด็ดหางไปแล้ว ...ทิ้งด้วยนะ เด็ดทิ้งด้วยนะ ไม่เด็ดไปบูชาด้วยนะ

เมื่อวานก็มีมาอีก...อันนี้เป็นเสือ ไปไหนมาไหนก็เป็นเสือไปนั่งเฝ้าฤาษี คอยคาบผลหมากรากไม้ให้ฤาษี ฤาษีก็หลับตาไม่ลืมตา เสือก็เอาผลหมากรากไม้มากองเป็นภูเขาเลย 

จนหมดอายุขัยก็ตายไปด้วยความเศร้า ..นี่ ทีไรๆ ก็เห็นตัวเองเป็นตัวนั้น ไปไหนมาไหนก็เห็นแต่ถ้ำแต่ป่าที่ว่าเคยไปอาศัยอยู่ มาอยู่กับเรา นั่งฟังเรา หางยังออกเลย


โยม –  หางอะไรครับอาจารย์

พระอาจารย์ –  หางเสือ


โยม –  มีจริงๆ หรือครับอาจารย์

พระอาจารย์ –  เอ้า ในจิตน่ะมันได้ทั้งนั้นน่ะ บอกให้ อย่างเนี้ย ...นี่ก็โดนเด็ดหางไปแล้ว เด็ดไปจนไม่เหลืออะไรให้เด็ดแล้ว ...แต่เดี๋ยวมันก็ยังจะงอกมาอีก...เพราะพวกเราไม่พยายามที่จะเด็ดเอง 

แล้วเดี๋ยวมันก็จะงอก ...เป็นสวนสาธารณะสัตว์  และจะเป็นสัตว์ที่ดีๆ ด้วยนะ สัตว์นรกไม่ค่อยงอก ...เห็นมั้ย ดูสิ จิตมันยังแอบไปด้วยนะ 

แม้แต่ว่านึกถึงในอดีต ก็เป็นอดีตที่สวยหรู ดูมีค่า ไอ้เป็นหมูหมากาไก่โดนเชือดโดนตีโดนกิน หรือเป็นสัตว์นรก ไม่ค่อยนึกถึงอ่ะ นึกถึงแต่เป็นพระราชา จักรพรรดิ เป็นผู้ทรงศีล ฤาษีผู้มีฤทธิ์เดชฤทธางี้


(ต่อแทร็ก 14/19  ช่วง 2)



วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

แทร็ก 14/18 (2)


พระอาจารย์
14/18 (570416B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
16 เมษายน 2557
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 14/18  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  การที่มันรู้เห็นซ้ำซากจำเจนี่ เหมือนกับมันค่อยๆ ซึมซับความเป็นจริง เกิดความน้อมนำตามความเป็นจริง...ลึกๆ  

ไอ้ความน้อมนำตามความเป็นจริงลึกๆ ตัวนี้ มันจึงไปลบล้างความเชื่อ ความเห็นแต่เก่าก่อน ที่เคยเชื่อว่านี้เป็นตัวของเรา นี้เป็นหน้าของเรา เป็นขาของเรา  

หรือว่านี้เป็นเราที่เป็นผู้หญิง นี้เป็นเราที่เป็นผู้ชาย นี้เป็นเราที่สวย นี้เป็นเราที่ไม่สวย เหล่านี้ ...มันจะค่อยๆ ลบล้าง เจือจางๆ

เพราะว่าความเป็นจริงเขาแสดงอยู่วันยันค่ำๆๆ ทุกปัจจุบันๆ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงความเป็นจริงเลย ...ทุกอย่างเปลี่ยนแปลง...แต่ความเป็นจริงนี้ไม่เปลี่ยน

ความเป็นจริงของศีลที่แสดง...กายที่แสดงนี้...ไม่เปลี่ยน ไม่เคยตีสองหน้า ...มีหน้าเดียว เรียกว่าสัจธรรม เรียกว่าแสดงแต่ธรรมตามความเป็นจริงล้วนๆ ไม่บิดเบือน

ตรงนี้จึงพอกพูนปัญญาญาณ...เป็นภูมิปัญญาภายใน เป็นความรู้จริง เป็นความเห็นจริง ...ไม่ใช่ความรู้เทียม ไม่ใช่ความรู้ตามสมมุติบัญญัติ ไม่ใช่ความรู้ตามความเห็นของใครคนใดหรือของตัวมันเอง 

แต่เป็นความรู้จริงๆ เกิดจากการรู้จริงเห็นจริง จึงเกิดความรู้จริง รู้จริง รู้ยิ่ง รู้แจ้ง ...แล้วไอ้ความรู้จริง รู้ยิ่ง รู้แจ้ง ไม่มีภาษา ไม่มีบัญญัติ แต่มันจะเป็นความรู้จริงที่เป็นปัจจัตตัง 

มันเป็นปัจจัตตัง ที่ไม่รู้จะพูดยังไงว่าเข้าใจอะไร ยอมรับยังไง ...แต่มันจะเกิดความเป็นปัจจัตตังกับสิ่งที่มันรู้เห็นอยู่ตรงหน้า...คือกาย เป็นครั้งๆ คราวๆ ไป ...เข้าใจมั้ย


ผู้ถาม –  มันมา มันกลับมาของมัน

พระอาจารย์ –  มันจะเป็นครั้งคราวไป...ตามกำลังของศีลสมาธิปัญญาของผู้นั้นที่กระทำประกอบเหตุไว้ แล้วมันหมดกำลัง ...มันก็ได้เท่าที่กำลังมันสมแก่เหตุ...สมแก่ผล  สมแก่เหตุ...สมแก่ปัจจัย 

ความเป็นปัจจัตตังนั้นจะคลายออก แล้วความเห็นเก่าเดิมจะขึ้นมา ...แต่ความรู้จริง ความรู้ยิ่งที่เป็นปัจจัตตังนี่ ไม่ใช่หายไปเปล่าๆ ปลี้ๆ นะ

หมายความว่าในขณะที่เกิดความรู้เป็นปัจจัตตังขึ้นมาว่า.. 'เอ๊อะ ไม่ใช่เราจริงๆ' ...นี่ มันเกิดการลบล้าง มันเกิดความลบล้างความเห็นผิดภายในลงไป 

คือถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็หนึ่งเปอร์เซ็นต์บ้าง สองเปอร์เซ็นต์บ้าง ...แต่พวกเราน่ะ ยึดถือกายของตัวเองนี่ ไม่ใช่แค่ร้อยเปอร์เซ็นต์นะ (หัวเราะกัน) ...บางคนมันเกินร้อยเปอร์เซ็นต์อีกน่ะ 

เพราะนั้นการลบไปเรื่อยๆ ด้วยปัจจัตตังนี่ มันไม่ใช่ว่ารู้ทีเดียวแล้วล้างหมดเลย ...ทำไมถึงล้างไม่หมด


ผู้ถาม –  มันสะสมมาหลายภพหลายชาติ

พระอาจารย์ –  เออ แล้วก็ดันมาเกิดเอาตอนสองพันห้าร้อยกว่าปีนี่ 

คือถ้าเป็นสมัยพวกอสีตินะ ความเป็นปัจจัตตังของท่านไม่กี่ครั้ง มันเข้าไปถึงสมุจเฉทเลย คือเข้าไปถึงขั้นประหารกิเลสโดยรากเหง้าเลย ...แต่ของพวกเรานี่ สักพันครั้งหมื่นครั้ง ไม่รู้มันจะถึงรากเหง้ารึยัง


ผู้ถาม –  ไม่ถึง

พระอาจารย์ –  เห็นมั้ย เพราะอะไร ...เพราะพวกเราอยู่ในลักษณะ ในขั้นระดับที่เรียกว่า ปทปรมะ...ต่อเนยยะ ...รู้จักมั้ย

ถ้าในลักษณะของพระอสีติหรือพระอรหันต์ในสมัยพุทธกาลนี่ ท่านอยู่ในระดับอุคฆฏิตัญญู วิปจิตัญญู  อาจจะมีเนยยะบ้างเล็กๆ น้อยๆ ...เข้าใจมั้ย

แต่ของพวกเรานี่ มันยังไม่ขึ้นในระดับข้ามพ้นเนยยะ ...เมื่อยังข้ามไม่พ้นเนยยะ  ผู้ที่อยู่ในระดับที่ดึงขึ้นมาถึงเนยยะได้นี่ หมายความว่าจะต้องอยู่ด้วยความพากเพียรในองค์มรรคอย่างยิ่งยวด

และถ้าล้มน่ะ ถ้าล้มนอนกลิ้งเกลือก ปล่อยให้จิตล้มหายตายจาก...จากปัจจุบันรู้ปัจจุบันเห็น ...นี่ เสมอเท่าปทปรมะ รังแต่จะเป็นเหยื่อของเต่าปลา แล้วก็จมปลักแช่อยู่ในตมโคลน ไม่ได้มีทางโผล่พ้น

แล้วลักษณะของการกระทำในเนยยะนี่ หมายความว่าผลก็เกิด ...เกิดอะไร ...เกิดใบว่ะ เกิดใบงอกขึ้น 

รู้จักกอบัวมั้ย ...คือไอ้ที่งอกขึ้นมาเป็นเนยยะ...นี่ใบนะ ไม่ใช่ดอกบัวนะ ...ก็มันมีกอบัวที่ไหนที่มันขึ้นมาแล้วมีดอกบัวขึ้นมาเลยมั้ยล่ะ ...เออ ไอ้ที่ว่าเป็นปัจจัตตังแล้วปัจจัตตังเล่าน่ะ...นั่นน่ะคือใบ

รักษาใบให้ดีเถอะ เดี๋ยวมันจะแทงช่อดอกขึ้นมา ...ถามว่าเมื่อไหร่ ไม่รู้นะ ...ใบยิ่งดก กอยิ่งใหญ่ โอกาสออกดอกก็เร็ว ...ไม่ใช่ได้ใบเดียวดีใจแล้ว ตายใจแล้ว รักษาอยู่ใบเดียว...เสร็จ หมดอายุใบเมื่อไหร่ก็จม 

เนี่ย มันขึ้นๆ ลงๆ  เข้า-ออกๆ ออกแล้วไม่เข้าเลย...ในองค์มรรคก็มี ...มันก็ต้องลืมแล้ว...รู้ใหม่  ลืมแล้ว...รู้อีกๆ ...ไม่ใช่ลืมอีก...ไม่เอาแล้ว ล้มแล้ว ...ถ้าล้มเมื่อไหร่ก็จม มันยังยืนหยัดไม่ได้

แต่ถ้าข้ามพ้นเนยยะ ปั๊บ หมายความว่าตายตัวนะ...อุคฆฏิตัญญู วิปจิตัญญู ...นี่ ในระดับที่เรียกว่าตายตัว...ไม่ล้มๆ ...ทีนี้ก็สะสมกำลังไปล่ะ 

คือรักษาใบ เอาใบไปอาบแดดซะหน่อย  ได้คลอโรฟิลด์ ได้แสงแดด  มันก็เผาผลาญอาหาร ปรุงอาหาร สะสมอาหาร ...นี่ อินทรีย์ อินทรีย์ในองค์มรรค เจริญบำเพ็ญโพธิปักขิยธรรม 

ทุกอย่างก็มาหล่อเลี้ยงเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์และเกิดตาดอกแทงยอดขึ้นมา ...พอตาดอกโผล่ดอกขึ้น นี่ วิปจิตัญญูมาแล้ว รอแต่วันที่ดอกแทงแล้วพ้นน้ำโดนแสงเมื่อไหร่ ก็เมื่อนั้นแหละ...บาน

ที่เราพูดมานี่ ก็เพื่อให้ชัดเจนในขั้นตอนของตัวเองกัน ...แล้วก็ประเมินตัวเองได้ ว่าอยู่ในขั้นตอนอะไร จะต้องทำอย่างไรในระหว่างอยู่ในขั้นตอนนี้กัน

เพราะนั้น จะมาล้มหมอนนอนเสื่อ จะมาเอาหมอนเอาที่นอนเป็นสรณะ จะมาเอาโทรทัศน์ทีวี อินเตอร์เน็ท ข่าวสารบ้านเมืองเป็นสรณะ ...มันก็ตายอยู่กับดินนั่นแหละ

อย่าถามหาใบ อย่าถามหาดอก อย่าถามหาแสงสว่างพระอาทิตย์กันเลย …นี่ เราพูดถึงบัวที่อยู่ลึกในระดับที่มาเลเซียแอร์ไลน์จมน่ะ เข้าใจมั้ย


ผู้ถาม –  มันอยู่ลึกมากหรืออาจารย์ มันไปตกที่ไหนหรือ

พระอาจารย์ –  มันก็แถวนั้นแหละ ใต้ทะเลลึก มหาสมุทร ...ถามว่ามันมีแสงสว่างมั้ย


ผู้ถาม –  ไม่มี

พระอาจารย์ –  เออ เพราะนั้นอย่าถามนะ...ว่าเมื่อไหร่มันจะพ้นน้ำน่ะ 

มันนึกว่าเป็นสระบัวข้างบ้านกันรึไง หือ (หัวเราะกัน) ...ถึงคิดว่าชาติเดียวคงจะแล้วนะ...ด้วยการอยู่ไปอย่างนี้ ทำกันแค่นี้พอแล้วนี่ ...ฝันเอาเถอะ

ต้องความเพียรอย่างยิ่งยวดในองค์ศีลสมาธิปัญญานะ  ความเข้มข้น...การปฏิบัตินี่มันจะต้องเข้มข้นขึ้น ...ถ้ายิ่งปฏิบัติไปเจือจางลง นี่ มึงไปเฝ้าพระเทวทัตดีกว่ามั้ย อย่าหวังจะเฝ้าพุทธะนะ

การภาวนานี่ต้องเข้มขึ้น ศีลต้องเข้มขึ้น สติต้องเข้มข้นขึ้น สมาธิต้องตั้งมั่นยิ่งขึ้น แข็งแกร่งขึ้น ปัญญาคือความละเอียดในการรู้การเห็นในกองแวดวงของกาย แวดวงของขันธ์ เจาะลึกขึ้น


ผู้ถาม –  มันแวดล้อมไปด้วยคนที่อ่อนแอน่ะอาจารย์

พระอาจารย์ –  อย่าอ้าง ... get rid…get out…get away ...ความคิดนี้ต้องสลัดทิ้งเลย เข้าใจมั้ย


ผู้ถาม –  ครับ

พระอาจารย์ –  จิตนิด จิตหน่อย  ความคิดเล็ก ความคิดน้อย  อย่าให้มา...พวกนี้คือเต่าปลากุ้งหอยที่มันมากัดกินเกาะดูดน้ำเลี้ยง 

วิธีแก้ยังไง ...ก็สลัดออก แกะออกๆๆ  แล้วเดี๋ยวก็ต้องจับใหม่อีก เพราะลม น้ำ มันพัดมา ก็จับอีก แกะอีก ...นี่ ทำนุบำรุงช่อดอก ตาใบ

อย่าท้อ ในการละ ...ขยันละ ขยันเท่าทัน รู้ตัวเข้าไว้ๆ เป็นหลัก ที่เดียว กายเดียว รู้เดียว ...อย่ารู้หลายสิ่ง อย่าไปหาที่หมายมั่นที่อื่นให้รู้  ข้างหน้า-ข้างหลังก็ไม่ต้องไปรู้ 

คนข้างๆ นี่ อยู่ข้างกันก็ไม่ต้องไปรู้  เมียก็อยู่ส่วนเมีย ผัวก็อยู่ส่วนผัว ไม่ต้องไปรู้เรื่องของเมีย ไอ้เมียก็ไม่ต้องไปรู้เรื่องของผัว พ่อแม่ก็ไม่ต้องรู้ ...เห็นมั้ย ใจดำนะ ยิ่งภาวนายิ่งใจดำ ใจเด็ด ใจเดี่ยว ใจเดียว


ผู้ถาม –  อาจารย์มีอุบายมั้ยครับ

พระอาจารย์ –  ไม่มี ...มีแต่หลัก


ผู้ถาม –  ละพ่อแม่เนี่ยนะ

พระอาจารย์ –  คือละในใจ...ไม่ได้ไปละจริงๆ  ไอ้นั่นบ้ารึเปล่า (หัวเราะกัน) เข้าใจมั้ย


ผู้ถาม –  เข้าใจครับ

พระอาจารย์ –  ละข้างใน ...ไอ้ภายนอกก็ทำไปตามธรรมเนียม...ที่ดี  ไอ้ธรรมเนียมที่เลวอย่าไปทำ 

แต่ข้างใน ...ละนี่ให้ละภายใน ตัดอยู่ภายใน  จิตที่มันไปเกาะไปแกะไปข้องไปแวะ นั่นน่ะให้ละ ที่ไปคิดไปกังวล ไปทุกข์แทนคนอื่น อะไรพวกนี้


ผู้ถาม –  จิตไป

พระอาจารย์ –  นั่นแหละ เอากลับมา...กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว รักษาเนื้อรักษาตัว ทะนุถนอมตัวเองตัวกายไว้ ด้วยความมั่นคงต่อเนื่องตรงนี้คือกุศลของพ่อแม่โดยตรงเลย...รู้มั้ยทำไม


ผู้ถาม –  มันผูกกันมาตั้งแต่เกิด

พระอาจารย์ –  ไม่ได้แค่นั้น เดี๋ยวนี้ก็ยังผูก ไม่ใช่ตั้งแต่เกิด ...ไอ้ที่ว่ากายเราๆ นี่ มึงเอามาจากไหน


ผู้ถาม –  ยืมพ่อยืมแม่มา , คิดเอาเอง

พระอาจารย์ –  หนึ่ง...คิดเอาเอง  สอง...โดยที่เป็นมหาภูตรูปนี่ ...มันออกมาจากกระบอกไม้ไผ่รึไง (หัวเราะกัน) 

ครึ่งหนึ่งธาตุพ่อ อีกครึ่งหนึ่งธาตุแม่ ใช่มั้ย  รังไข่แม่ อสุจิพ่อ นี่ มันเป็นธาตุของสองพ่อแม่ ...เพราะนั้นไอ้สมบัติที่ได้มานี่...พ่อครึ่งหนึ่ง แม่ครึ่งหนึ่ง

เพราะนั้นเมื่อใดที่เราทำนุบำรุงสมบัติที่เรียกว่ากายนี้ หมายความว่าอานิสงส์แห่งการทำนุบำรุงนี้ กุศลมันถึงพ่อแม่เลย นี่ ลักษณะของศีลสมาธิปัญญานี้ไม่ใช่กุศลในระดับจิ๊บๆ ท่านเรียกว่าเป็นมหากุศล

เพราะนั้นแค่ดูแล ดูเนื้อดูตัวของตัวเอง โดยที่ว่าอาจจะดูเหมือนไม่แสดงความกตัญญูอย่างโจ่งชัดโจ่งแจ้งกับภายนอก ...แต่ตรงนี้มันส่งอานิสงส์โดยตรงกับผู้เป็นเจ้าของในระดับพันธสัญญา 

คือเป็นสนธิสัญญาที่ผูกกันมาตั้งแต่การเกิด ถ้าไม่เกิดจากท้องพ่อท้องแม่นี่จะเป็นตัวนี้หรือ ตัวที่ได้มานี่ของพ่อของแม่ไม่ใช่ของเราโดยสมบูรณ์นะ

เพราะนั้นถ้าเอากายนี้ไปใช้ในทางที่ผิด เห็นมั้ย อกุศลเกิดกับกายนี้โดยอาศัยกายนี้เป็นที่ตั้ง เป็นที่ก่อเกิดขึ้นมา ...พ่อแม่นี่ได้รับผลด้วยโดยปริยายเลยนะ จะรู้-ไม่รู้ก็ตาม มันก็เกิดความขุ่นมัวขึ้น มันมีโยงใยกันอย่างนี้

นี่มันเป็นความคิดในระดับสัมมาแบบหยาบๆ เพื่อให้คลายจากการที่จะไปเกาะเกี่ยว ...เรื่องของคนนั้นก็ต้องทำ เรื่องคนนี้ก็ต้องทำ มันไปกลัวเอาจริงๆ จังๆ 

"เดี๋ยวเขาติว่า เออ ทำไมไม่ดูแลพ่อแม่อย่างนั้นอย่างนี้ ไม่กตัญญู ...อาจารย์สอนให้ละสอนให้วางอย่างเดียว ดูเหมือนใจดำ ดูเหมือนไม่อนาทร ดูเหมือนไม่มีคุณธรรม กตัญญูเลย"

แต่ตรงนี้ก็คือการส่งผลถึงพ่อแม่โดยตรงเลย ...ยิ่งถ้าเอากายเป็นเครื่องภาวนาจนถึงนิพพานนะ พ่อแม่นี่รับไปเต็มๆ โดยที่ไม่ต้องมากราบไหว้ทำบุญด้วย บอกให้เลย ...มันเชื่อมกันถึงเลย

จนท่านเปรียบเปรยไว้ว่า ลูกใครมาบวชในศาสนาแล้วสามารถท่องอ่านปาฏิโมกข์ได้ สามารถช่วยแม่จากนรกน่ะ ...นั่น ท่านยังเปรียบถึงขนาดนั้น เข้าใจมั้ย

แต่ความหมายของคำว่า ท่องปาฏิโมกข์ได้ ไม่ใช่...(ตรงนี้ท่านกล่าวบาลี) ...ไอ้นี่มันภาษา 

การได้ปาฏิโมกข์หมายความว่า ปาฏิโมกข์สังวรทั้งหมด ได้ความสำเร็จในขั้นใดขั้นหนึ่งในอริยะ เข้าใจมั้ย โดยองค์ของปาฏิโมกข์สำรวม ...ไอ้ที่สวดตามหลังตอนที่สวดปาฏิโมกข์เสร็จ 

(ถาม) เคยสวดรึเปล่าที่วัดน่ะ นั่นแหละไปอ่านแปลดูซะ นั่นแหละคือหัวใจของปาฏิโมกข์ ...แล้วได้หัวใจของปาฏิโมกข์ ทำปาฏิโมกข์สำเร็จตรงนั้น ไม่ใช่ ๒๒๗ ข้อ ...นั่นแหละถึงปาฏิโมกข์ 

นี่ อานิสงส์ถึงว่า...พ่อแม่ตกนรก...ยกขึ้นข้ามนรก ด้วยกุศลมหากุศลตรงนั้นเลย ...นี่คืออานิสงส์ของจิตอริยะเลย


(ต่อแทร็ก 14/19)