พระอาจารย์
14/19 (570416 C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
16 เมษายน 2557
(ช่วง 1)
(หมายเหตุ : แทร็กนี้แบ่งโพสต์เป็น 2 ช่วงบทความ)
พระอาจารย์ – เพราะนั้นให้เพียรเพ่งลงไปในกายเดียว...จริงๆ
จังๆ ...นี่คือรากฐานของการปฏิบัติ นี้คือรากฐาน รากเหง้าของศาสนาพุทธ
เพราะมันจะเป็นตัวลิงก์ไปถึงสมาธิ
ปัญญา ตลอดจนถึงการหลุดพ้นจากขันธ์และโลก …ถ้าไม่มีรากฐานของศีลเป็นเครื่องรองรับธรรม
การรู้เห็นในธรรมจึงไม่บังเกิด
มันก็จะเป็นความรู้เห็นนอกธรรม
หรือไปรู้เห็นธรรมนอก ธรรมที่ไม่ใช่ ธรรมที่ไม่จริง ธรรมที่ปลอมปน
ธรรมที่เกิดจากความปรุงแต่งจากความไม่รู้ของเรา
การภาวนาของพวกเราน่ะ ถ้าไม่อยู่ในหลักของศีลสมาธิปัญญาแล้ว การภาวนานั้นๆ จะอยู่ใต้ร่มเงาของ “เรา”
ตลอดเวลา ไม่ได้อยู่ใต้ร่มเงาของพุทธะ ...เข้าใจคำว่าใต้ร่มเงาพุทธะมั้ย...ผู้รู้
ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
แต่มันกลับไปอยู่ใต้ร่มเงาของ “เรา” ...ตัวเรา ธรรมของเรา เราเป็นผู้รู้ผู้เห็น เราเป็นผู้ถึงธรรม เราเป็นผู้ได้ธรรม
เราเป็นผู้ได้สภาวะ ...นี่ มันจะอยู่ใต้ร่มเงาของเราไปจนวันตาย
แต่ถ้าเริ่มต้นได้ถูกประเด็นตรงตามหลักมรรคผลที่พระพุทธเจ้าท่านวางหลักไว้นี่...ดีแล้ว ชอบแล้ว ควรแล้ว ...สวากขาโต ภควตา ธัมโม สวากขตธรรม...ธรรมตามความเป็นจริง
ท่านได้จำแนกแจกแจง อย่างดีแล้ว ...แล้วพวกเราเป็นใคร หือ ปุถุชนเป็นใคร...จะมาดีกว่าท่าน
แจกแจงได้กว่าท่าน ซึ่งเป็นสัพพัญญุตญาณได้อย่างไร
มันละเมิดล่วงเกินศีล
ปฏิบัตินอกองค์มรรค องค์ศีลสมาธิปัญญา แล้วมาคิดว่าเหนือกว่าพระพุทธเจ้า ดีกว่าพระพุทธเจ้าได้อย่างไร ...มันไม่ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้า มันปฏิบัตินอกเหนือที่ท่านบอกหมดเลย
แล้วปัญหาใหญ่อยู่ที่ว่า...มันปฏิบัตินอกหลักองค์มรรค องค์ศีลสมาธิปัญญา...แล้วมันยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามันออกนอกมรรค...ศีลสมาธิปัญญา ...มันยังกระหยิ่มลำพองใจ เหมือนหมาลำพองขนน่ะว่า
ถูกแล้วดีแล้ว
เนี่ย คือความเสื่อมลงของจิตอริยะ ...เพราะศีลสมาธิปัญญาคลาดเคลื่อน มรรคและผลจึงคลาดเคลื่อน
อริยะจิตอริยะบุคคลจึงน้อยลงๆ หาได้ยากขึ้นๆ ในยุคต่อไป
โยม – อาจารย์ครับ วันนั้นฟังในเน็ท
ท่านบอกว่าสมัยนี้ศึกษาธรรมของอริยสาวกมากโดยที่ไม่อ้างอิงคำของพระพุทธเจ้าเลย
มันเลยช้าลง เกี่ยวไหมครับ
พระอาจารย์ – อะไรจะมายืนยันว่าเป็นอริยะล่ะ
โยม – คำของสาวกนี่น่ะครับ
พระอาจารย์ – นั่นแหละ สาวกน่ะ ...ถ้ามันเป็นแค่สาวกก็เบือนแน่ แต่ถ้าเป็นอริยะจริงๆ ไม่ค่อยเบือน
แต่คราวนี้พวกเราแยกไม่ออกว่าอริยะจริงหรืออริยะเท็จ
หรืออริยะแต่งตั้ง หรืออริยะโลกทิพย์ หรืออริยะอภิญญา เข้าใจมั้ย ...มันตาไม่ดีน่ะ
โยม – อริยะเครื่องบินเจ็ท
พระอาจารย์ – เออ มันเยอะไปหมดน่ะ ...แต่คราวนี้ว่า ตัวที่จะอ้างอิงได้ก็คือปริยัติ เข้าใจมั้ย ตัวปริยัติคือตัวกฎเกณฑ์ที่พระพุทธเจ้าท่านวางไว้ ...แล้วลองเทียบกับคำสอนของแต่ละท่านแต่ละบุคคล
ดูสิ ท่านสอนเกินที่พระพุทธเจ้าท่านวางหลักไว้มั้ย เช่น ศีลเป็นเหตุให้เกิดสมาธิ
สมาธิเป็นเหตุให้เกิดปัญญา ...การปฏิบัติ ผลของการปฏิบัติคืออะไร อริยจิต การละสังโยชน์เบื้องต้นคืออะไร
และการปฏิบัตินั้นเป็นไปเพื่อการเพิกถอนเลิกละสังโยชน์เบื้องต้นเป็นอันดับแรกก่อนมั้ย ...มันตรงตามที่ท่านบอกมั้ยว่ามันจะต้องละสังโยชน์สามก่อนอย่างนี้
เหล่านี้มันเป็นมาตรฐาน เข้าใจมั้ย
มันเป็นธรรมที่ตายตัว ธรรมบัญญัติ หรือท่านเรียกว่าปริยัติ ...เพราะนั้นท่านถึงบอกว่า ปริยัติ
ปฏิบัติ แล้วก็ปฏิเวธ ...สามตัวนี่มันจะต้องไม่เถียงกัน มันจะคัดง้างกันไม่ได้
แต่คราวนี้ไอ้ปริยัติที่ว่า...มันปริยัติจากไหนล่ะ ...ถ้าเป็นปริยัติจากปากมนุษย์นี่ เขาเรียกว่าสัทธรรมปฏิรูป
คือสิ่งเหล่านี้พระพุทธเจ้าท่านบอกไว้ตั้งแต่ก่อนท่านสิ้นแล้วว่า...กึ่งพุทธกาล หลังกึ่งพุทธกาลมานี่ สัทธรรมของท่านจะถูกลบหลู่
จะมีผู้ลบหลู่ในธรรมมาก เข้าใจมั้ย
โดยกล่าวอ้างธรรมท่านขึ้นมาโดยความลบหลู่
นี่คือบิดเบือน...ทั้งที่ไม่ใช่โดยเจตนาเลย เข้าใจมั้ย
ผู้ถาม – เพราะปุถุชนไม่เข้าใจ
พระอาจารย์ – มันไม่รู้ ...แม้แต่ผู้ปฏิบัติจริงก็ไม่รู้จริงรู้แจ้งถึงเนื้ออรรถใจความของปริยัติธรรมจริงๆ
แล้วก็เกิดอาการเหมาเอา เหมากันมาแล้วก็เปลี่ยนแปลงนัยยะที่แท้จริงของพระธรรม...โดยที่ไม่ได้มีเจตนาเลย ...เนี่ย พระพุทธเจ้าท่านกล่าวเตือนไว้เลยว่า กึ่งพุทธกาลมา
ธรรมท่านจะถูกลบหลู่มาก
เพราะนั้นมันจึงมีผู้ตั้งต้นเป็นใหญ่
เหมือนกับตั้งตนเป็นมุ้งเล็กในมุ้งใหญ่ขึ้นมา โดยอาศัยหลักธรรมของพระพุทธเจ้าน่ะมาเป็นเครื่องอาศัย แล้วก็ป่าวประกาศธรรมไปในฐานะที่ว่า
นี่ พระพุทธเจ้าสอนอย่างนี้จริง
ทีนี้มันก็อยู่ที่กรรมและวิบากของแต่ละคน...ว่าเคยสนิทชิดเชื้อกับเหล่ามุ้งเล็กนั้นมั้ย
นี่ สนิทชิดเชื้อไม่พอว่า ...แล้วมีบารมีส่วนตัวมั้ยในศีลสมาธิปัญญา
ถ้ามันมี...ทีนี้สมมุติว่ามันไปอยู่ในมุ้งเล็กด้วยความที่เป็นญาติกันมาหลายภพหลายชาติ แต่ว่าบารมีส่วนตัวมี คือศีลสมาธิปัญญาที่เคยกระทำมี ...ไม่ต้องกลัว เข้าใจมั้ย
ศีลสมาธิปัญญามันจะบีบบังคับ หรือว่าพาให้กระเด้งกระดอนออกมาหาน้ำเย็น น้ำใส น้ำบริสุทธิ์
หรือธรรมอันบริสุทธิ์ ด้วยเหตุปัจจัยใดเหตุปัจจัยหนึ่งจนได้เอง
โยม – อย่างมุ้งเล็กที่อาจารย์หมายถึงนี่ หมายถึงกลุ่มๆ ใด
พระอาจารย์ – เยอะแยะ
พระในเมืองไทย...มีกี่รูปล่ะ หือ ประมาณสามแสนขึ้นน่ะ นี่ยังไม่นับสำนักอิสระที่ไม่ใช่พระและชีน่ะเท่าไหร่ แล้วเหล่าลูกศิษย์นั้นเท่าไหร่
แล้วในนั้นน่ะ...ไปคัดและกรองใส่คูณหารบวกลบซะ
ออกมาแล้วเอาตะแกรงร่อน เผาแล้วบี้ เอาตะแกรงร่อนอีกซะหน่อย...จะได้สักกี่องค์เป็นอริยะจริง
ซึ่งพวกเราไม่รู้เลย เข้าใจมั้ย ก็ได้แต่ประเมินเอา โดยประเมินเอาที่ไม่ผิดพลาดจากธรรมก่อน
ว่าศีลคืออะไร ...นี่เขาเรียกว่าฟังด้วยดี สุสสูสัง ละภะเต ปัญญัง
ฟังด้วยดีจะเกิดปัญญา
เพราะนั้นพวกเราไม่มีภาวนามยปัญญามาตั้งแต่ต้น มันก็ต้องเริ่มจาก สุสสูสัง สุตตมยปัญญา...ฟังให้ดี จินตามยปัญญา...ใคร่ครวญตาม
เห็นพ้อง ทบทวน เอาไว้ก่อนว่าผิดไปจากหลักของพระพุทธเจ้าบ้างมั้ย
นี่จะมาก..น้อย..หรือตรงเลย หรือไม่สามารถคัดง้างได้เลย ...หรือมันเป็นหลักกูไม่ใช่หลักการของพระพุทธเจ้า อย่างเนี้ย...ก็อย่าเชื่อมาก
อย่าเพิ่งเชื่อ อย่าเพิ่งลองกระทำ
แต่อันไหนพอสรุปได้ตามภาษา
และมาตรองแล้วว่า ยอมรับได้ในระดับนึง ...ตรงนี้จึงเอาไปทดลองพิสูจน์กระทำ แล้วสังเกตผลว่ามันผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากที่พระพุทธเจ้าบอกไหมว่าผลคืออะไร
คือความยึดมั่นถือมั่นน้อยลง
ความเป็นตัวเราของเราน้อยลง ความยึดถือตามธรรมเนียมโลก ธรรมเนียมธรรม น้อยลง ความลังเลสงสัยในการปฏิบัติของตัวเองน้อยลงรึเปล่า
ตรงนี้คือสามสังโยชน์เบื้องต้น …ถ้าการปฏิบัติแล้วเป็นผลที่ทำให้สามสังโยชน์นี่มากขึ้น...ดูเหมือนจะมากขึ้น หรือกำลังมากขึ้น ...เราก็จะบอกว่า..ไอ้เสือถอย ไอ้เสือรีบๆ ถอย ...ไม่ใช่แล้ว
แต่ถ้ามันเทียบเคียงกับผลได้บ้าง ดูเอา...ตาหูจมูกลิ้นกายใจมันเย็นลง...ในการกระทบที่เคยเร่าร้อน และมันสั้นลง...ในการกระทบแล้วเคยเกิดความยืดยาว
แล้วมันอยู่ได้ลำพัง...โดยไม่พึ่งไม่อาศัยวัตถุสิ่งของ
บุคคล อารมณ์...ได้นานขึ้น ไม่รู้สึกกระวนกระวาย อย่างนี้ ให้สงสัยไว้ก่อนว่าน่าจะใช่
เพราะมันมาเทียบเคียงกับสังโยชน์เบื้องต้นแล้ว มันน้อยลงจริงๆ ...ถ้าอย่างนี้พออนุมานได้มั้ย
โยม – ได้ครับ
พระอาจารย์ – เออ มันอนุมานได้ว่าไม่น่าจะผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากองค์มรรคแน่ๆ ...ทีนี้ ก็เริ่มลงทุนให้มากขึ้นได้ล่ะ
ตอนแรกมันประเภทห้าบาท ลองก่อน
ลองเสี่ยงแทงดู ...อือ ถูกโว้ย เพิ่มเป็นสิบบาท ...จนถึงที่ว่าหมดหน้าตัก...เรียกว่าภาวนาในระดับที่เรียกว่าทุ่มเทกายใจ
นี่เขาเรียกว่าลงทุนแบบหมดหน้าตักนะ
แต่ตอนนี้ มันยังดูเหมือนเสี่ยงๆ อยู่ ถูกกินบ้าง กินรวบบ้าง ได้กลับคืนบ้าง เนี่ย ยังอยู่ในขั้นตอนที่เรียกว่า
กิเลสเอาไปกิน ดูเหมือนกิเลสหายไปบ้าง ...ก็ยังไม่มั่นใจในองค์มรรค เข้าใจมั้ย
ก็เสี่ยงดวง เสี่ยงทำ ลองทำไปเรื่อยๆ
อย่าทิ้ง อย่าท้อ อย่าเปลี่ยนวิธีการ แค่นี้ก่อน ...ทีนี้
ไอ้ที่มันเคยกินกูลูกเดียวนี่ กูเริ่มกินมันได้ตลอดบ้าง ...มันจะเริ่มค่อยๆ
เห็นผลอย่างนี้ก่อน
หมายความว่าการตามอารมณ์
การเกิดอารมณ์ ความเป็นเรา ความรู้สึกว่ามีตัวเราเข้าไปจับจองในการเห็น ในการได้ยิน
ในความคิด ในเรื่องราวต่างๆ นานานี่...ดูรู้สึกว่ามัน...ตัวมันอ่อนแอลง
คือตัวมันค่อยๆ เบาบาง ยวบยาบลง คำว่ายวบยาบคืออยู่ได้ไม่แข็งแกร่งนานนัก ก็...เออ
มันน่าจะใช่นะ
แต่คราวนี้อย่าไปสับสนกับที่ว่า...เอ๊
ทำไมกูไม่มีสภาวะอะไรเลยวะ ไม่เหมือนเวลาไปฟังอาจารย์ท่านนั้นท่านนี้ และลูกศิษย์ท่านนั้นท่านนี้เขาส่งการบ้าน
เล่าสภาวธรรม
เคยไปฟังเขาแล้วก็...หูย
เมื่อไหร่กูจะได้อย่างนี้ อู้หู นี่…อย่าสับสนนะ
เพราะหันมาดูตัวเองแล้วหน้าจมดิน ไม่มีสภาวะอะไร คนละเรื่องกันเลยอย่างนี้
แต่มันเกิดความจางคลาย...ทุกข์น้อยลง
ทุกข์อยู่ได้สั้นลง ทุกข์ไม่เข้มข้นขึ้น มีแต่เสื่อมทรามลง น้อยลง
ความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งต่างๆ ความผูกพันมั่นหมาย ความจริงจังในความคิดของตัวเอง ในความคิดของคนอื่นน้อยลง ...ซึ่งแต่ก่อนน่ะ หูนี่ร้อนตานี่แดง กูจะต้องนั่นให้ได้ กูต้องเอาให้ได้
มันก็กลายเป็น...รู้สึกงั้นๆ น่ะ
รู้สึกปล่อยผ่านได้ง่าย เหมือนไม่มีแรงเข้าไปกระทบหรือปะทะ และยอมที่จะล้มอยู่ตลอด
แล้วก็ปล่อยผ่านไปอย่างนี้
ถ้าอย่างนี้ประเมินได้เลยว่า
นี่คือผลขององค์มรรค อยู่ในมรรค อยู่กับมรรค อยู่กับศีลสติสมาธิปัญญาที่เป็นสัมมา ...แม้จะไม่มีสภาวะอย่างที่เขาคุยกัน อู้หูๆ กัน นี่ เห็นช้างขี้อย่าขี้ตามช้าง
เดี๋ยวจะได้กินขี้ช้าง
ล้างทิ้ง บ้วนทิ้ง ธรรมเดิมๆ การปฏิบัติแบบเดิม การได้สภาวะ คงสภาวะใดสภาวะหนึ่งอย่างเดิมให้เที่ยงอย่างยิ่งน่ะ
บ้วนทิ้งได้มั้ย บ้วนทิ้งแล้วยังต้องล้างปากอีกต่างหากด้วยเอ้า
ยังคงไว้แต่กายใจธรรมดาได้มั้ย ยังคงไว้แต่กายธรรมดากับรู้ธรรมดาแค่นี้ ...จะอยู่กับของแค่นี้ได้มั้ย แล้วไม่เอาอะไรให้มันเกินจากนี้อ่ะ แค่นี้ก่อน ...นี่เขาเรียกว่าต้องปรับ
เราเคยเล่าแล้วนี่
มีคนหนึ่ง มาฟังเราอยู่ประจำเหมือนกัน ก็บอกให้รู้กายรู้ใจไว้ ...ทีนี้แกไปนอนบนถ้ำ วันรุ่งขึ้นเดินจากถ้ำลงมา แล้วก็เดินมาหาเรา
แกก็มาเล่าให้เราฟังว่าระหว่างเดินลงมาจากถ้ำ แกเห็นจมูกนี่ยื่นออกมาเป็นจะงอย ตัวมีปีกติดข้างหลัง เหมือนครุฑ นี่ กายตัวเองกลายเป็นครุฑซะอย่างนั้น
แต่ด้วยความที่เคยได้ยินได้ฟังเรามา ก็คอยเหยียบคอยหยั่งไว้ รู้สึกกายตรงไหน ก็รู้ตรงนั้น ...ก็เลยเดินมาถึงเรา ...เราก็บอกว่า นี่ดีนะ มึงไม่บินมาหากู ถ้ามึงบินมานี่ กูต้องงัดศพขึ้นแล้ว
เห็นมั้ย นี่ โดนเด็ดปีกเด็ดหางไปแล้ว ...ทิ้งด้วยนะ
เด็ดทิ้งด้วยนะ ไม่เด็ดไปบูชาด้วยนะ
เมื่อวานก็มีมาอีก...อันนี้เป็นเสือ
ไปไหนมาไหนก็เป็นเสือไปนั่งเฝ้าฤาษี คอยคาบผลหมากรากไม้ให้ฤาษี
ฤาษีก็หลับตาไม่ลืมตา เสือก็เอาผลหมากรากไม้มากองเป็นภูเขาเลย
จนหมดอายุขัยก็ตายไปด้วยความเศร้า ..นี่ ทีไรๆ ก็เห็นตัวเองเป็นตัวนั้น
ไปไหนมาไหนก็เห็นแต่ถ้ำแต่ป่าที่ว่าเคยไปอาศัยอยู่ …มาอยู่กับเรา นั่งฟังเรา หางยังออกเลย
โยม – หางอะไรครับอาจารย์
พระอาจารย์ – หางเสือ
โยม – มีจริงๆ หรือครับอาจารย์
พระอาจารย์ – เอ้า
ในจิตน่ะมันได้ทั้งนั้นน่ะ บอกให้ อย่างเนี้ย ...นี่ก็โดนเด็ดหางไปแล้ว เด็ดไปจนไม่เหลืออะไรให้เด็ดแล้ว ...แต่เดี๋ยวมันก็ยังจะงอกมาอีก...เพราะพวกเราไม่พยายามที่จะเด็ดเอง
แล้วเดี๋ยวมันก็จะงอก ...เป็นสวนสาธารณะสัตว์ และจะเป็นสัตว์ที่ดีๆ
ด้วยนะ สัตว์นรกไม่ค่อยงอก ...เห็นมั้ย ดูสิ จิตมันยังแอบไปด้วยนะ
แม้แต่ว่านึกถึงในอดีต ก็เป็นอดีตที่สวยหรู ดูมีค่า ไอ้เป็นหมูหมากาไก่โดนเชือดโดนตีโดนกิน
หรือเป็นสัตว์นรก ไม่ค่อยนึกถึงอ่ะ นึกถึงแต่เป็นพระราชา จักรพรรดิ เป็นผู้ทรงศีล
ฤาษีผู้มีฤทธิ์เดชฤทธางี้
(ต่อแทร็ก 14/19 ช่วง 2)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น