พระอาจารย์
14/18 (570416B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
16 เมษายน 2557
(ช่วง 1)
(หมายเหตุ : แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น 2 ช่วงบทความ)
พระอาจารย์ – การที่กลับมาอยู่กับกาย กลับมาอยู่กับศีลนี่
เหมือนมันกลับมาอยู่กับภพชาติปัจจุบันที่แท้จริง ...ทุกคนจะตอบได้เหมือนกันหมดว่าเกิดมาตอนนี้เป็นคน ยอมรับในความเป็นคน
แต่ในความเป็นจริง ...มันไม่อยู่กับความเป็นคนจริงๆ ไม่อยู่กับกรอบกายจริงๆ
ไม่อยู่กับกรอบของขันธ์ที่เป็นคนจริงๆ ...มีแต่ล่วงเกินออกไปข้างหน้าข้างหลัง
เบื้องต้นนี่ เราจะต้องฝึกอบรมศีล
อบรมจิตให้มันอยู่ในศีล คือให้อยู่ในกรอบของปัจจุบันกาย กรอบของความเป็นมนุษย์ ไม่ให้มันล่วงเกินความเป็นมนุษย์ของตัวเองก่อน ...จึงเรียกว่าเป็นผู้ที่ไม่ล่วงเกินศีล
ถ้ามันล่วงเกินศีล
มันจะเบียดเบียนผู้อื่น จิตจะไปเบียดเบียนผู้อื่นก่อน
นึกถึงใครก็เบียดเบียนผู้นั้น ...นี่ มันก็ระงับความเบียดเบียนในจิตพร้อมกัน
ไอ้ตัวที่มันระงับความเบียดเบียนในจิต
ไม่ให้มันออกนอกกายไปนี่ ...ตัวนี้คือตัวที่เข้าไปอบรมจิต...ให้เกิดสภาวะที่เรียกว่าจิตหนึ่ง
จิตตั้งมั่น
คือจิตไม่แตกแยกเป็นสอง จิตไม่แตกแยกเป็นหน้าหลัง จิตไม่แตกแยกเป็นบนล่าง ... จิตก็เป็นหนึ่ง...กับกาย...กับศีล...กับปัจจุบัน
ไอ้ตัวจิตเป็นหนึ่ง...กับกายกับศีลกับปัจจุบัน ตัวนี้ท่านเรียกว่าจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ...แล้วก็เป็นสมาธิที่เรียกว่าสัมมาสมาธิ ...ไม่ใช่มิจฉา ไม่ใช่โมหะ
เพราะสัมมาสมาธิเท่านั้น จึงเป็นเหตุให้เกิดปัญญาญาณ ...สมาธิตัวอื่นที่เจือด้วยมิจฉาและโมหะ
จะไม่เป็นเหตุให้เกิดปัญญาญาณโดยตรง ...ถึงได้...ก็จะได้โดยอ้อม แต่จะไม่ได้โดยตรง
เพราะนั้นสิ่งที่เราแนะ สิ่งที่เราบอก
สิ่งที่เราย้ำนี่...เป็นเพื่อให้เกิดสัมมาที่ตรงต่อศีล ตรงต่อสมาธิ
และตรงต่อปัญญา...โดยที่ไม่ต้องไปอ้อมค้อม เยิ่นเย้อ เสียเวลา
ซึ่งแต่ละท่าน แต่ละองค์ แต่ละคนนี่ ไม่มีใครรู้หรอกว่า อายุขันธ์อายุขัยนี่มันจะมีแค่ไหน ...ถ้ามันไปเยิ่นเย้อกับไอ้วิธีการปฏิบัติ
หรือไปอ้อมค้อมต่อวิธีการปฏิบัตินี่ ไม่รู้ว่ามันจะทันในอายุขันธ์นี้ไหม
เพราะนั้นการสอนเราจึงบอกว่า ไอ้พวก accessory เนี่ย ไม่พูดหรอก และไม่แนะด้วย ...สมาบัติอะไรนี่ก็ไม่ใช่ไม่รู้จัก ไม่ใช่ไม่เคยทำ ...แต่ไม่แนะ เพราะมันทำให้เสียเวลา ไอ้ฤทธิ์เดชบ้าบอคอแตกอะไรนี่
มันหมดเวลาทั้งวี่ทั้งวันไปนั่งส่องชาวบ้านเขานี่
แทนที่มันจะมาส่องในกายในขันธ์ ...มันเสียเวลามั้ยนั่นน่ะ ไปส่องหวยอย่างงี้เอ้า
ไปส่องอดีต-อนาคตของชาติบ้านเมือง...อย่างเนี้ยเอ้า
มันทำให้ชาติของตัวตน ตัวเอง
ตัวเรานี่...น้อยลงมั้ยล่ะ มันทำให้ความรู้สึกเป็นตัวเราของเรา...น้อยลงมั้ยล่ะ
มันทำให้ความรู้สึกเป็นจิตทะยานอยากไปในอดีตอนาคตอารมณ์ที่น่าใคร่...น้อยลงไปรึเปล่า
คือถ้าน้อยลงไปก็จะแนะนำ ...แต่นี่มันไม่น้อย
มันมีแต่มากขึ้น มันก็มีแต่ความทะยานอยาก...อยากรู้อยากเห็น อยากไปไกลๆ มากขึ้นๆ
คือถ้าไปได้สุดขอบจักรวาล แล้วก็ไปรู้เห็นอะไรในสุดขอบจักรวาล...กูก็จะไป ถึงสุดขอบจักรวาลแล้ว จักรวาลอื่นกูก็จะไปต่อ ...แล้วรู้จักมั้ย จักรวาลมีกี่จักรวาล
หือ ...อนันตาจักรวาลนะนั่น
ผู้ถาม – นับได้รึเปล่าครับอาจารย์
พระอาจารย์ – ก็นับไม่ได้น่ะสิ ...พระพุทธเจ้าท่านถึงบอกว่า ต่อให้มีเนรมิตจิตเนรมิตกายนี่
ขาข้างหนึ่งเหยียบจักรวาลนึง ขาอีกข้างเหยียบอีกจักรวาลนึง
แล้วท่องไปในอนันตาจักรวาล ยังไม่มีวันจบสิ้นเลย
นั่นน่ะ
ไม่มีทางหมดสิ้นเลย...เพราะว่าไม่สามารถนับได้ ท่านบอกว่ามันเป็นอนันตา ท่านบอกว่ามันเป็นวัฏฏะเลย ...เพราะนั้นท่านให้ก้าวข้าม ละทิ้งซะ...ความทะยานอยากเหล่านั้น
ทั้งในทางที่ดีและร้าย
ผู้ถาม – ในทางที่ดีนี่จะเป็นในแง่ของอะไรครับ
พระอาจารย์ – บุญ อภิญญายิ่ง
จิตอันยิ่ง อันใหญ่ อันเลิศ อันมีคุณสมบัติวิเศษกว่าจิตคนอื่น เนี่ย บุญ...อภิปุญญาภิสังขาร ปุญญาภิสังขาร ...เหล่าเนี้ย ท่านเรียกว่าเป็นมารหมด
เพราะนั้นจึงต้องเกิดคำที่เรียกว่า...จำเพาะกายจำเพาะจิต จะต้องจำเพาะลงมา ...จำเพาะคือหมายความว่าให้มันอยู่ในกรอบ
ในการควบคุมของสติ และสตินี่มันจะต้องมาอยู่ในกรอบ
เหมือนเรามีนกอยู่ตัวหนึ่ง
บินไปในอากาศ อิสระ ...ถามว่าไอ้นกที่มันบินไปในอากาศจับไม่ได้นี่
จะฝึกมันได้มั้ย
ผู้ถาม – ได้ครับ
พระอาจารย์ – ฝึกยังไง
ผู้ถาม – จับใส่กรง
พระอาจารย์ – เออ
แล้วจับมาได้ตัวหนึ่ง...นกแก้วนี่ ใส่กรง สอนมันพูดตามนี้ “แก้วขาๆ” สอนได้มั้ย
ผู้ถาม – สอนได้ครับ
พระอาจารย์ – แล้วไอ้นกแก้วที่มันอยู่ตามป่าตามเขา มันพูด “แก้วขา” หรือมันจะไล่จิกกัน
ผู้ถาม – ไล่จิกครับ
พระอาจารย์ – เออ แต่ตอนที่จับมันมาเข้ากรง...แรกเลยนี่
มันแสดงอากัปกิริยายังไง ...เข้าใจมั้ย
คือแบบ... "กูเคยอิสระ มาขังกูทำไม อยากไปก็ไม่ได้ไป
จะไปหาคู่ก็ไม่เจอ จะไปหาอะไรอร่อยๆ กินก็ไม่มี มันให้กูกินแต่กล้วย กับพริก หือ
อดอยากปากแห้งเหลือเกินกู" ...นี่ จิตที่ได้รับการล้อมกรอบ
กรงนี้คือกาย กรงนี้คือศีล ...จิตคือนกที่ไม่ได้รับการอบรม มันเข้าใจว่าไอ้ที่มันอยู่ในท้องฟ้ากว้างใหญ่นั่นน่ะคือความเป็นอิสระ มันก็ว่า...มาบีบบังคับขังกูทำไม
ไม่เป็นอิสระ เข้าใจมั้ย
เพราะนั้น เบื้องต้นน่ะ มันจะดิ้น
ตีกรง แหกกรงคือกายนี่ ...แล้วทีนี้มันเป็นกฎตายตัวของกายที่มันจะต้องมีช่องอยู่หกช่อง คืออายตนะหก...ตา หู จมูก ลิ้น กาย
ใจ ...หกช่องนี้
มันถูกจำเพาะเลยว่ากรงนี้มันปิดไม่ได้หกที่ ต่อให้หน่วยซีลด้วย
ก็ไม่สามารถจะมาซีลปิดได้ ...เพราะนั้นไอ้นกนี่มันตีไปตีมาๆ เดี๋ยวมันก็จะเจอช่องนี้ แล้วมันก็จะบินหนีออกช่องนี้
ผู้ถาม – ก็ไปจับมาใหม่
พระอาจารย์ – ตามจับให้ทันนะ
จับให้ทัน ...แล้วระหว่างที่จับมาแล้วนี่ จะแก้ยังไงที่ไม่ให้มันตีแล้วออกนอกกรงที่มันมีหกช่อง
ซึ่งมันเข้าใจว่าข้างนอกเป็นความบริสุทธิ์ ข้างนอกเป็นความอิสระ
ก็ต้องสอน เห็นมั้ย ต้องอบรมให้มันเห็น
ให้มันรู้จักความเป็นจริง ว่าอะไรเป็นอะไร อะไรคืออะไร ...ไอ้ที่ว่าเป็นกรงๆ
นี่มันคืออะไร มันคือความเป็นจริงที่เขากำลังแสดงอะไร
มันเป็นเรายังไง
กายนี้มันเป็นเรายังไง มันเป็นขาของเราตรงไหน มันเป็นขาผู้ชาย มันเป็นขาผู้หญิง
มันเป็นตัวผู้หญิงยังไง ...นี่เขาเรียกว่าอบรม ระหว่างที่อยู่ในกรงนี่
ให้มันมาเรียนรู้ว่า ไอ้กรงนี้
ไอ้กายนี้ มันคืออะไรกันแน่ ความหมายที่แท้จริงของมันคืออะไร
มันเป็นของเราจริงมั้ย หรือมันไม่ได้เป็นของเราจริงๆ
มันเป็นผู้ชาย-ผู้หญิงจริงมั้ย
หรือมันไม่ได้เป็นผู้ชายผู้หญิงจริงๆ ถ้ามันไม่ได้เป็นจริงๆ แล้วทำไมถึงเป็นผู้หญิงผู้ชาย ...ถ้ามันเรียนรู้แล้วนะ ก็...อ๋อ
มันเป็นแค่สมมุติเอา มันเป็นแค่สมมุติขึ้นมา
แต่ความเป็นจริงมันไม่ใช่ เนื้อแท้ธาตุแท้ธรรมแท้มันไม่ใช่ ...แต่ไอ้ตรงเนื้อแท้ธาตุแท้เนี่ย...กูไม่รู้
ไอ้นกนี่มันโง่เง่า เพราะมันมัวแต่บินไปกินโน่นกินนี่ ...มันไม่เคยสนใจ
แล้วมันก็เข้าใจว่าการได้ทะยานโผบินออกไปข้างนอกเป็นความอิสระ
นึกจะทำ นึกจะไปไหนก็ไป มันเข้าใจว่าป่าไหนใหญ่ ป่าไหนร่มเย็นมีความสุข ...มันก็ไป
พอเจอตรงไหนมีไฟป่าเร่าร้อน มันก็พยายามบินหนี บินไม่ทัน ก็โดนไหม้ไป เกรียมเลยแหละ...ถูกทุกข์เผาไหม้ไป เร่าร้อนไป หนีไม่ทัน หรือหาทางออกไม่ทัน
หรือว่าถูกไฟมันล้อมกรอบจนหนีไม่ออกเลย
ไอ้ที่ว่าเป็นอิสระๆ มันอิสระจริงมั้ยเล่ากับสภาวะแวดล้อมน่ะ ดีไม่ดีก็โดนบ่วงตาข่ายของนายพรานดักจับเอาไป...ไม่ได้เอาไปเข้ากรงอบรมสั่งสอนนะ
เอาไปเชือดคอเข้าเตาปิ้ง
ก็ตาย...แล้วแต่จะตายยังไง
แต่ตายไปพร้อมกับความโง่ แล้วก็เข้าใจว่า...ความโง่นั้นคือความเป็นอิสระ
หรือความเป็นปกติของทุกคน
นี่ พระพุทธเจ้าถึงมาวางหลักให้ คือศีล สมาธิ ปัญญา ...เพราะนั้นเริ่มต้นการที่จะอบรมจิตได้
มันจะต้องถูกจับขังกรง ...กรงนี้คือศีล...คือกาย
นี่ พระธรรมคำสอนจึงเข้าไปสั่งสอนอบรม...ด้วยการที่ให้มันอยู่ตรงนี้นะ แล้วก็ดูดีๆ ...ดูมันไปๆๆๆ รู้กับมันไป เห็นกับมันไป...ในอาการของกายที่ปรากฏทุกปัจจุบันไปอย่างนี้
แต่พอให้มารู้ตัว อยู่กับตัว อยู่กับกาย
รู้เฉยๆ ...ก็เอาอีกแล้ว... "ไม่เห็นรู้อะไรเลย หือ ไม่เห็นได้อะไรเลย
ไม่เห็นเข้าใจอะไรเลย ไม่เห็นเกิดอะไรขึ้นมาเลย ...เบื่อว่ะ มาแก้วจ๋าๆๆ อย่างเนี้ย อะไรวะ" เห็นมั้ย
เพราะนั้นจะบอกให้ว่า...ไอ้ที่ว่าไม่รู้อะไรเลย
ไม่เกิดอะไรขึ้นมาเลย ไม่มีสภาวะอะไรให้เห็นเลย
ไม่มีสภาพธรรมอะไรเกิดขึ้นให้รู้เลยนี่...แปลว่าอะไร
นี่แปลว่า...จิตไม่สร้างภพ จิตไม่มีที่เกิด
จิตไม่สร้างการเกิดขึ้น จิตไม่สร้างเราขึ้นมารองรับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง หรือความรู้ใดความรู้หนึ่งให้เป็นภพที่ตั้งของเรา
การระงับภพและชาติจึงเกิดขึ้นในปัจจุบัน
โดยที่ไม่ต้องลงทุนอะไรเลยนะ ...แค่มารู้ตัวโง่ๆ กับว่านั่งแล้วก็รู้ว่านั่งตลอดไปนี่
จะไม่มีสภาวะอะไรเกิดขึ้นเลย
แปลว่าจิตมันระงับความปรุงแต่งเป็นภพและชาติ ...ความมีความเป็นในภพและชาติก็ไม่ปรากฏ
ความเป็นเราที่เข้าไปเสวยภพและชาติคือเป็นอารมณ์สุขและทุกข์เป็นเวทนาก็ไม่มี
นี่ถ้าพูดตามหลัก โดยหลักนะ มันได้รับผลในปัจจุบันเลย ตรงตามที่พระพุทธเจ้าต้องการ...ที่ว่าให้ภาวนาลบภพลบชาติ การเกิดการตายน้อยลง จนถึงที่สุดคือไม่เกิดไม่ตายเลย
แต่ในขณะนี้ รู้ตัวอย่างนี้
มันถึงที่สุดของการไม่เกิดไม่ตายรึยัง ...ยัง มันยังพร้อม...มันรอที่จะเกิดอยู่ ...แต่ตอนนี้ยังเกิดไม่ได้เพราะถูกครอบไว้ด้วยศีลสมาธิปัญญา
แล้วในระหว่างที่ครอบ ไม่ใช่ครอบโง่ๆ มันก็เรียนรู้ความเป็นจริงของขันธ์ของกาย ว่ามันเป็นเราของเราอย่างไร ...ตรงนี้
การรู้เห็นตามความเป็นจริง คือปัญญา
ก็เห็น...กายตามความเป็นจริงแค่ไหน
แสดงเท่าไหร่ ปรากฏอย่างไร...อย่างชัดเจน ...เพราะธรรมหรือกายที่ปรากฏ ณ ปัจจุบัน
เขาปรากฏอย่างชัดเจนในความเป็นธรรมที่เป็นกลาง โดยไม่มีความหมาย
ไม่มีแม้กระทั่งบัญญัติสมมุติติดเนื้อต้องตัวมา
คือเขาแสดงอย่างชัดเจนเลย ...นี่ ก็อาศัยกาย ตัวตรงนี้ๆ
ธรรมตรงนี้ที่เรียกว่าธรรมกายตัวนี้ เป็นตัวเรียนรู้ อบรม แยบคาย โยนิโสมนสิการ
ปัญญาก็เกิดจากการรู้เห็นกายตามความเป็นจริง
ซึ่งกายตามความเป็นจริงนั้น...จะเป็นแค่ก้อนกาย ก้อนความรู้สึก ก้อนการรวมตัวกันขึ้นของปรากฏการณ์
แล้วไม่ใช่เป็นปรากฏการณ์ปาฏิหาริย์อะไรด้วย แต่เป็นปรากฏการณ์ธรรมดาๆ ...ดูเท่าไหร่ เห็นเท่าไหร่ ก็จะเห็นแต่ปรากฏการณ์ธรรมดาๆ
แค่นี้
ก็ไม่เห็นปรากฏการณ์นี้แสดงออกมาซึ่งความเป็นเราในตัวนั้นเลย ไม่เห็นปรากฏการณ์ซึ่งแสดงความเป็นเพศชายเพศหญิง หรือแสดงว่าสวยว่างาม ว่าไม่สวยว่าไม่งาม ตรงปรากฏการณ์นั้นเลย
(ต่อแทร็ก 14/18 ช่วง 2)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น