พระอาจารย์
14/18 (570416B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
16 เมษายน 2557
(ช่วง 2)
(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 14/18 ช่วง 1
ไอ้ความน้อมนำตามความเป็นจริงลึกๆ ตัวนี้
มันจึงไปลบล้างความเชื่อ ความเห็นแต่เก่าก่อน ที่เคยเชื่อว่านี้เป็นตัวของเรา นี้เป็นหน้าของเรา เป็นขาของเรา
หรือว่านี้เป็นเราที่เป็นผู้หญิง นี้เป็นเราที่เป็นผู้ชาย
นี้เป็นเราที่สวย นี้เป็นเราที่ไม่สวย เหล่านี้ ...มันจะค่อยๆ ลบล้าง เจือจางๆ
เพราะว่าความเป็นจริงเขาแสดงอยู่วันยันค่ำๆๆ
ทุกปัจจุบันๆ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงความเป็นจริงเลย ...ทุกอย่างเปลี่ยนแปลง...แต่ความเป็นจริงนี้ไม่เปลี่ยน
ความเป็นจริงของศีลที่แสดง...กายที่แสดงนี้...ไม่เปลี่ยน
ไม่เคยตีสองหน้า ...มีหน้าเดียว เรียกว่าสัจธรรม เรียกว่าแสดงแต่ธรรมตามความเป็นจริงล้วนๆ
ไม่บิดเบือน
ตรงนี้จึงพอกพูนปัญญาญาณ...เป็นภูมิปัญญาภายใน เป็นความรู้จริง เป็นความเห็นจริง ...ไม่ใช่ความรู้เทียม
ไม่ใช่ความรู้ตามสมมุติบัญญัติ
ไม่ใช่ความรู้ตามความเห็นของใครคนใดหรือของตัวมันเอง
แต่เป็นความรู้จริงๆ เกิดจากการรู้จริงเห็นจริง
จึงเกิดความรู้จริง รู้จริง รู้ยิ่ง รู้แจ้ง ...แล้วไอ้ความรู้จริง รู้ยิ่ง รู้แจ้ง
ไม่มีภาษา ไม่มีบัญญัติ แต่มันจะเป็นความรู้จริงที่เป็นปัจจัตตัง
มันเป็นปัจจัตตัง ที่ไม่รู้จะพูดยังไงว่าเข้าใจอะไร ยอมรับยังไง ...แต่มันจะเกิดความเป็นปัจจัตตังกับสิ่งที่มันรู้เห็นอยู่ตรงหน้า...คือกาย
เป็นครั้งๆ คราวๆ ไป ...เข้าใจมั้ย
ผู้ถาม – มันมา มันกลับมาของมัน
พระอาจารย์ – มันจะเป็นครั้งคราวไป...ตามกำลังของศีลสมาธิปัญญาของผู้นั้นที่กระทำประกอบเหตุไว้ แล้วมันหมดกำลัง ...มันก็ได้เท่าที่กำลังมันสมแก่เหตุ...สมแก่ผล สมแก่เหตุ...สมแก่ปัจจัย
ความเป็นปัจจัตตังนั้นจะคลายออก
แล้วความเห็นเก่าเดิมจะขึ้นมา ...แต่ความรู้จริง ความรู้ยิ่งที่เป็นปัจจัตตังนี่ ไม่ใช่หายไปเปล่าๆ ปลี้ๆ นะ
หมายความว่าในขณะที่เกิดความรู้เป็นปัจจัตตังขึ้นมาว่า.. 'เอ๊อะ ไม่ใช่เราจริงๆ' ...นี่
มันเกิดการลบล้าง มันเกิดความลบล้างความเห็นผิดภายในลงไป
คือถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็หนึ่งเปอร์เซ็นต์บ้าง
สองเปอร์เซ็นต์บ้าง ...แต่พวกเราน่ะ ยึดถือกายของตัวเองนี่
ไม่ใช่แค่ร้อยเปอร์เซ็นต์นะ (หัวเราะกัน) ...บางคนมันเกินร้อยเปอร์เซ็นต์อีกน่ะ
เพราะนั้นการลบไปเรื่อยๆ ด้วยปัจจัตตังนี่ มันไม่ใช่ว่ารู้ทีเดียวแล้วล้างหมดเลย ...ทำไมถึงล้างไม่หมด
ผู้ถาม – มันสะสมมาหลายภพหลายชาติ
พระอาจารย์ – เออ แล้วก็ดันมาเกิดเอาตอนสองพันห้าร้อยกว่าปีนี่
คือถ้าเป็นสมัยพวกอสีตินะ
ความเป็นปัจจัตตังของท่านไม่กี่ครั้ง มันเข้าไปถึงสมุจเฉทเลย
คือเข้าไปถึงขั้นประหารกิเลสโดยรากเหง้าเลย ...แต่ของพวกเรานี่
สักพันครั้งหมื่นครั้ง ไม่รู้มันจะถึงรากเหง้ารึยัง
ผู้ถาม – ไม่ถึง
พระอาจารย์ – เห็นมั้ย เพราะอะไร ...เพราะพวกเราอยู่ในลักษณะ ในขั้นระดับที่เรียกว่า ปทปรมะ...ต่อเนยยะ ...รู้จักมั้ย
ถ้าในลักษณะของพระอสีติหรือพระอรหันต์ในสมัยพุทธกาลนี่ ท่านอยู่ในระดับอุคฆฏิตัญญู วิปจิตัญญู อาจจะมีเนยยะบ้างเล็กๆ น้อยๆ ...เข้าใจมั้ย
แต่ของพวกเรานี่
มันยังไม่ขึ้นในระดับข้ามพ้นเนยยะ ...เมื่อยังข้ามไม่พ้นเนยยะ ผู้ที่อยู่ในระดับที่ดึงขึ้นมาถึงเนยยะได้นี่ หมายความว่าจะต้องอยู่ด้วยความพากเพียรในองค์มรรคอย่างยิ่งยวด
และถ้าล้มน่ะ ถ้าล้มนอนกลิ้งเกลือก
ปล่อยให้จิตล้มหายตายจาก...จากปัจจุบันรู้ปัจจุบันเห็น ...นี่ เสมอเท่าปทปรมะ
รังแต่จะเป็นเหยื่อของเต่าปลา แล้วก็จมปลักแช่อยู่ในตมโคลน ไม่ได้มีทางโผล่พ้น
แล้วลักษณะของการกระทำในเนยยะนี่ หมายความว่าผลก็เกิด ...เกิดอะไร ...เกิดใบว่ะ เกิดใบงอกขึ้น
รู้จักกอบัวมั้ย ...คือไอ้ที่งอกขึ้นมาเป็นเนยยะ...นี่ใบนะ ไม่ใช่ดอกบัวนะ ...ก็มันมีกอบัวที่ไหนที่มันขึ้นมาแล้วมีดอกบัวขึ้นมาเลยมั้ยล่ะ ...เออ ไอ้ที่ว่าเป็นปัจจัตตังแล้วปัจจัตตังเล่าน่ะ...นั่นน่ะคือใบ
รักษาใบให้ดีเถอะ
เดี๋ยวมันจะแทงช่อดอกขึ้นมา ...ถามว่าเมื่อไหร่ ไม่รู้นะ ...ใบยิ่งดก กอยิ่งใหญ่
โอกาสออกดอกก็เร็ว ...ไม่ใช่ได้ใบเดียวดีใจแล้ว ตายใจแล้ว รักษาอยู่ใบเดียว...เสร็จ
หมดอายุใบเมื่อไหร่ก็จม
เนี่ย มันขึ้นๆ ลงๆ เข้า-ออกๆ ออกแล้วไม่เข้าเลย...ในองค์มรรคก็มี ...มันก็ต้องลืมแล้ว...รู้ใหม่ ลืมแล้ว...รู้อีกๆ ...ไม่ใช่ลืมอีก...ไม่เอาแล้ว ล้มแล้ว ...ถ้าล้มเมื่อไหร่ก็จม
มันยังยืนหยัดไม่ได้
แต่ถ้าข้ามพ้นเนยยะ ปั๊บ หมายความว่าตายตัวนะ...อุคฆฏิตัญญู วิปจิตัญญู ...นี่ ในระดับที่เรียกว่าตายตัว...ไม่ล้มๆ ...ทีนี้ก็สะสมกำลังไปล่ะ
คือรักษาใบ
เอาใบไปอาบแดดซะหน่อย ได้คลอโรฟิลด์ ได้แสงแดด มันก็เผาผลาญอาหาร ปรุงอาหาร สะสมอาหาร ...นี่ อินทรีย์ อินทรีย์ในองค์มรรค เจริญบำเพ็ญโพธิปักขิยธรรม
ทุกอย่างก็มาหล่อเลี้ยงเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์และเกิดตาดอกแทงยอดขึ้นมา ...พอตาดอกโผล่ดอกขึ้น นี่ วิปจิตัญญูมาแล้ว
รอแต่วันที่ดอกแทงแล้วพ้นน้ำโดนแสงเมื่อไหร่ ก็เมื่อนั้นแหละ...บาน
ที่เราพูดมานี่ ก็เพื่อให้ชัดเจนในขั้นตอนของตัวเองกัน ...แล้วก็ประเมินตัวเองได้ ว่าอยู่ในขั้นตอนอะไร
จะต้องทำอย่างไรในระหว่างอยู่ในขั้นตอนนี้กัน
เพราะนั้น จะมาล้มหมอนนอนเสื่อ
จะมาเอาหมอนเอาที่นอนเป็นสรณะ จะมาเอาโทรทัศน์ทีวี อินเตอร์เน็ท ข่าวสารบ้านเมืองเป็นสรณะ ...มันก็ตายอยู่กับดินนั่นแหละ
อย่าถามหาใบ อย่าถามหาดอก
อย่าถามหาแสงสว่างพระอาทิตย์กันเลย …นี่ เราพูดถึงบัวที่อยู่ลึกในระดับที่มาเลเซียแอร์ไลน์จมน่ะ เข้าใจมั้ย
ผู้ถาม – มันอยู่ลึกมากหรืออาจารย์ มันไปตกที่ไหนหรือ
พระอาจารย์ – มันก็แถวนั้นแหละ ใต้ทะเลลึก มหาสมุทร ...ถามว่ามันมีแสงสว่างมั้ย
ผู้ถาม – ไม่มี
พระอาจารย์ – เออ เพราะนั้นอย่าถามนะ...ว่าเมื่อไหร่มันจะพ้นน้ำน่ะ
มันนึกว่าเป็นสระบัวข้างบ้านกันรึไง หือ (หัวเราะกัน) ...ถึงคิดว่าชาติเดียวคงจะแล้วนะ...ด้วยการอยู่ไปอย่างนี้ ทำกันแค่นี้พอแล้วนี่ ...ฝันเอาเถอะ
ต้องความเพียรอย่างยิ่งยวดในองค์ศีลสมาธิปัญญานะ ความเข้มข้น...การปฏิบัตินี่มันจะต้องเข้มข้นขึ้น ...ถ้ายิ่งปฏิบัติไปเจือจางลง นี่ มึงไปเฝ้าพระเทวทัตดีกว่ามั้ย อย่าหวังจะเฝ้าพุทธะนะ
การภาวนานี่ต้องเข้มขึ้น ศีลต้องเข้มขึ้น
สติต้องเข้มข้นขึ้น สมาธิต้องตั้งมั่นยิ่งขึ้น แข็งแกร่งขึ้น
ปัญญาคือความละเอียดในการรู้การเห็นในกองแวดวงของกาย แวดวงของขันธ์ เจาะลึกขึ้น
ผู้ถาม – มันแวดล้อมไปด้วยคนที่อ่อนแอน่ะอาจารย์
พระอาจารย์ – อย่าอ้าง ... get rid…get out…get away ...ความคิดนี้ต้องสลัดทิ้งเลย
เข้าใจมั้ย
ผู้ถาม – ครับ
พระอาจารย์ – จิตนิด จิตหน่อย ความคิดเล็ก ความคิดน้อย อย่าให้มา...พวกนี้คือเต่าปลากุ้งหอยที่มันมากัดกินเกาะดูดน้ำเลี้ยง
วิธีแก้ยังไง ...ก็สลัดออก แกะออกๆๆ แล้วเดี๋ยวก็ต้องจับใหม่อีก เพราะลม น้ำ มันพัดมา ก็จับอีก แกะอีก ...นี่ ทำนุบำรุงช่อดอก ตาใบ
อย่าท้อ ในการละ ...ขยันละ ขยันเท่าทัน
รู้ตัวเข้าไว้ๆ เป็นหลัก ที่เดียว กายเดียว รู้เดียว ...อย่ารู้หลายสิ่ง
อย่าไปหาที่หมายมั่นที่อื่นให้รู้ ข้างหน้า-ข้างหลังก็ไม่ต้องไปรู้
คนข้างๆ นี่
อยู่ข้างกันก็ไม่ต้องไปรู้ เมียก็อยู่ส่วนเมีย ผัวก็อยู่ส่วนผัว
ไม่ต้องไปรู้เรื่องของเมีย ไอ้เมียก็ไม่ต้องไปรู้เรื่องของผัว พ่อแม่ก็ไม่ต้องรู้ ...เห็นมั้ย ใจดำนะ ยิ่งภาวนายิ่งใจดำ ใจเด็ด ใจเดี่ยว ใจเดียว
ผู้ถาม – อาจารย์มีอุบายมั้ยครับ
พระอาจารย์ – ไม่มี ...มีแต่หลัก
ผู้ถาม – ละพ่อแม่เนี่ยนะ
พระอาจารย์ – คือละในใจ...ไม่ได้ไปละจริงๆ ไอ้นั่นบ้ารึเปล่า (หัวเราะกัน) เข้าใจมั้ย
ผู้ถาม – เข้าใจครับ
พระอาจารย์ – ละข้างใน ...ไอ้ภายนอกก็ทำไปตามธรรมเนียม...ที่ดี ไอ้ธรรมเนียมที่เลวอย่าไปทำ
แต่ข้างใน ...ละนี่ให้ละภายใน ตัดอยู่ภายใน จิตที่มันไปเกาะไปแกะไปข้องไปแวะ นั่นน่ะให้ละ ที่ไปคิดไปกังวล ไปทุกข์แทนคนอื่น อะไรพวกนี้
ผู้ถาม – จิตไป
พระอาจารย์ – นั่นแหละ เอากลับมา...กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว รักษาเนื้อรักษาตัว ทะนุถนอมตัวเองตัวกายไว้ ด้วยความมั่นคงต่อเนื่อง …ตรงนี้คือกุศลของพ่อแม่โดยตรงเลย...รู้มั้ยทำไม
ผู้ถาม – มันผูกกันมาตั้งแต่เกิด
พระอาจารย์ – ไม่ได้แค่นั้น เดี๋ยวนี้ก็ยังผูก ไม่ใช่ตั้งแต่เกิด ...ไอ้ที่ว่ากายเราๆ นี่ มึงเอามาจากไหน
ผู้ถาม – ยืมพ่อยืมแม่มา , คิดเอาเอง
พระอาจารย์ – หนึ่ง...คิดเอาเอง สอง...โดยที่เป็นมหาภูตรูปนี่ ...มันออกมาจากกระบอกไม้ไผ่รึไง (หัวเราะกัน)
ครึ่งหนึ่งธาตุพ่อ อีกครึ่งหนึ่งธาตุแม่ ใช่มั้ย รังไข่แม่ อสุจิพ่อ นี่
มันเป็นธาตุของสองพ่อแม่ ...เพราะนั้นไอ้สมบัติที่ได้มานี่...พ่อครึ่งหนึ่ง แม่ครึ่งหนึ่ง
เพราะนั้นเมื่อใดที่เราทำนุบำรุงสมบัติที่เรียกว่ากายนี้ หมายความว่าอานิสงส์แห่งการทำนุบำรุงนี้ กุศลมันถึงพ่อแม่เลย นี่ ลักษณะของศีลสมาธิปัญญานี้ไม่ใช่กุศลในระดับจิ๊บๆ
ท่านเรียกว่าเป็นมหากุศล
เพราะนั้นแค่ดูแล ดูเนื้อดูตัวของตัวเอง
โดยที่ว่าอาจจะดูเหมือนไม่แสดงความกตัญญูอย่างโจ่งชัดโจ่งแจ้งกับภายนอก ...แต่ตรงนี้มันส่งอานิสงส์โดยตรงกับผู้เป็นเจ้าของในระดับพันธสัญญา
คือเป็นสนธิสัญญาที่ผูกกันมาตั้งแต่การเกิด ถ้าไม่เกิดจากท้องพ่อท้องแม่นี่จะเป็นตัวนี้หรือ ตัวที่ได้มานี่ของพ่อของแม่ไม่ใช่ของเราโดยสมบูรณ์นะ
เพราะนั้นถ้าเอากายนี้ไปใช้ในทางที่ผิด
เห็นมั้ย อกุศลเกิดกับกายนี้โดยอาศัยกายนี้เป็นที่ตั้ง เป็นที่ก่อเกิดขึ้นมา ...พ่อแม่นี่ได้รับผลด้วยโดยปริยายเลยนะ จะรู้-ไม่รู้ก็ตาม
มันก็เกิดความขุ่นมัวขึ้น มันมีโยงใยกันอย่างนี้
นี่มันเป็นความคิดในระดับสัมมาแบบหยาบๆ
เพื่อให้คลายจากการที่จะไปเกาะเกี่ยว ...เรื่องของคนนั้นก็ต้องทำ เรื่องคนนี้ก็ต้องทำ มันไปกลัวเอาจริงๆ
จังๆ
"เดี๋ยวเขาติว่า เออ ทำไมไม่ดูแลพ่อแม่อย่างนั้นอย่างนี้ ไม่กตัญญู ...อาจารย์สอนให้ละสอนให้วางอย่างเดียว ดูเหมือนใจดำ ดูเหมือนไม่อนาทร
ดูเหมือนไม่มีคุณธรรม กตัญญูเลย"
แต่ตรงนี้ก็คือการส่งผลถึงพ่อแม่โดยตรงเลย ...ยิ่งถ้าเอากายเป็นเครื่องภาวนาจนถึงนิพพานนะ พ่อแม่นี่รับไปเต็มๆ
โดยที่ไม่ต้องมากราบไหว้ทำบุญด้วย บอกให้เลย ...มันเชื่อมกันถึงเลย
จนท่านเปรียบเปรยไว้ว่า
ลูกใครมาบวชในศาสนาแล้วสามารถท่องอ่านปาฏิโมกข์ได้ สามารถช่วยแม่จากนรกน่ะ ...นั่น ท่านยังเปรียบถึงขนาดนั้น เข้าใจมั้ย
แต่ความหมายของคำว่า ท่องปาฏิโมกข์ได้
ไม่ใช่...(ตรงนี้ท่านกล่าวบาลี) ...ไอ้นี่มันภาษา
การได้ปาฏิโมกข์หมายความว่า
ปาฏิโมกข์สังวรทั้งหมด ได้ความสำเร็จในขั้นใดขั้นหนึ่งในอริยะ เข้าใจมั้ย
โดยองค์ของปาฏิโมกข์สำรวม ...ไอ้ที่สวดตามหลังตอนที่สวดปาฏิโมกข์เสร็จ
(ถาม) เคยสวดรึเปล่าที่วัดน่ะ
นั่นแหละไปอ่านแปลดูซะ นั่นแหละคือหัวใจของปาฏิโมกข์ ...แล้วได้หัวใจของปาฏิโมกข์
ทำปาฏิโมกข์สำเร็จตรงนั้น ไม่ใช่ ๒๒๗ ข้อ ...นั่นแหละถึงปาฏิโมกข์
นี่ อานิสงส์ถึงว่า...พ่อแม่ตกนรก...ยกขึ้นข้ามนรก ด้วยกุศลมหากุศลตรงนั้นเลย ...นี่คืออานิสงส์ของจิตอริยะเลย
(ต่อแทร็ก 14/19)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น