วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

แทร็ก 14/19 (2)


พระอาจารย์
14/19 (570416 C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
16 เมษายน 2557
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 14/19  ช่วง 1

โยม –  เขาเห็นอดีตเขาหรือครับ

พระอาจารย์ –  ไม่รู้ ...เห็น-ไม่เห็น จริง-ไม่จริง เราไม่รู้ แต่เราบอกว่า...ระหว่างหางเสือที่งอกกับตัวที่นั่งนี่ อันไหนจริงกว่ากัน ...แล้วจะไปค้นหาหางเสือว่ามันมาจากไหนทำไม ก็มันไม่มีจริง ณ ตรงนี้

แล้วจะมาถามเราว่าหนูเคยเป็นแล้วหนูจะต้องแก้ยังไง ...เราถามว่า กูจะต้องแก้อะไร (หัวเราะกัน) ...ดีนะมันเป็นผู้หญิง ไม่งั้นกูจะเรียกมาดูหาหางให้จับหน่อย

เห็นมั้ย จิตมันหลอก แล้วก็จริงจังเหลือเกิน  ตามหามานี่เพราะว่ามันบอกมาในนิมิตว่าอย่างนี้อย่างนั้น ...มาเจอเรานี่...ฝันสลาย จากเสือกลายเป็นคนแล้ว  

ก็น้ำหูน้ำตาไหลกันไป...ด้วยความเข้าใจนะ ...แต่ก็คือนี่เรียกว่าถอดถอนด้วยภายนอกนะ มันยังไม่ได้ถอดถอนด้วยตัวเอง  

แล้วกว่าจะถอดถอนกันได้ ...มันกี่ภพกี่ชาติ กี่อารมณ์ กี่ความรู้สึก กี่ความหมายมั่นล่ะ หือ เดี๋ยวเกิดความรู้สึกอย่างนั้น เดี๋ยวเกิดความอยากเช่นนั้น เดี๋ยวเกิดความอยากเป็นอย่างนั้นอย่างนี้

เพราะนั้นทั้งหมดนี่มันเคยมาหมดแล้ว แล้วมันวกวน วกเวียนขึ้นมาซ้อนใหม่ ขึ้นมาใหม่ มันไม่เคยไปไหนเลย ...มันเก็บอยู่ในเบื้องลึกนี้เป็นอนุสัยสัญญา

ถ้าไม่มีปัญญาเท่าทัน ละเลิกเพิกถอนแล้วนี่  มันก็หลับหูหลับตาคลำไปตามนิมิตหมายนั้นๆ อย่างจริงจัง  จนไม่รู้จักว่า...อันไหนจริง อันไหนเท็จ

ถึงบอกว่าไม่มีอะไรในสามโลกที่จริงกว่าศีล จริงกว่ากายปัจจุบัน...พิสูจน์ได้ในปัจจุบัน ...แล้วจะต้องให้จิตมันเชื่อจริงๆ จิตผู้โง่เขลา จิตผู้โง่เง่า จิตผู้ดื้อรั้น จิตผู้อหังการ ...นั่นน่ะจิตเรา

จนมันเชื่อ จนมันเคารพ จนมันเกิดความนอบน้อมต่อศีล นอบน้อมต่อปัจจุบันกาย อย่างยิ่ง ...นี่ หมายความว่าจิตดวงนั้นน่ะ จะเป็นดวงจิตที่สงบ หมอบราบคาบอยู่เบื้องหน้า...คือกายคือศีล

จิตดวงนั้นจึงเรียกว่าจิตตั้งมั่นด้วยอำนาจของสมาธิ...ที่เรียกว่าสัมมาสมาธิ ...เป็นจิตที่เคารพนบนอบต่อธรรมเบื้องต้นที่เรียกว่ากายศีล

ถ้าไม่ได้อบรมจิตจนถึงระดับนอบน้อมต่อศีลนี่...สอนไม่ได้  จิตดวงนั้นจะสอนไม่ได้  มันจะรับปัญญาไม่ได้ มันจะเกิดปัญญาไม่ได้ มันจะเกิดญาณทัสสนะที่ว่ารู้แจ้งรู้จริงรู้ยิ่งรู้โดยตลอดไม่ได้

ต่ำกว่าจิตดวงนั้นลงไป ท่านเรียกว่าจิตที่ทราม จิตที่ต่ำ คำว่า ทราม ต่ำ ไม่ใช่ว่าเลวนะ แต่คือไม่มีคุณภาพ ไม่มีมาตรฐาน ...คือมันใช้งานในองค์มรรคไม่ได้ ท่านถึงเรียกว่าเป็นมิจฉา

ความสงบก็ใช้ไม่ได้ ไม่พอ  ความไปรู้เรื่องราวสะเปะสะปะมากมาย ไร้สาระมากมาย เป็นพวกครอบจักรวาลนี่ ก็ไม่มีประโยชน์ ...เพราะไม่ใช่ปัญญาที่แท้จริง

แต่ถ้าเป็นจิตที่มีคุณภาพ ที่เรียกว่าจิตหนึ่ง จิตตั้งมั่น จิตเป็นกลางอยู่กับกายปัจจุบัน ศีลปัจจุบัน ...ตรงเนี้ย ใช้ได้ ...เสมือนผ่าน อ.ย. มีคุณภาพ

ภาษาพระท่านเรียกว่า สมควรแก่งาน...งานในองค์มรรคเบื้องต่อไป คืองานที่จะเจริญให้เกิดปัญญาญาณ รู้และเห็นตามความเป็นจริง ของธรรมเบื้องหน้าที่ปรากฏ

เพราะจิตดวงนี้จะเป็นจิตที่ไม่ส่าย ไม่มีความเห็นความปรุง ไม่มีภาษา ไม่มีบัญญัติ ไม่มีอารมณ์ ไม่มีอดีต-อนาคต...ต่อธรรมที่มันปรากฏทั้งปวง ...จิตดวงนี้ ถ้าเป็นภาษาหลวงปู่ท่านจะเรียกว่า "ดวงจิตผู้รู้" 

ดวงจิตผู้รู้ที่แท้จริง จะต้องเป็นดวงจิตที่กอปรด้วยศีลสมาธิและปัญญาในที่เดียวกัน...ด้วยความพรักพร้อมสมดุล  มันจึงทรงสภาพหรือปรากฏสภาพดวงจิตผู้รู้นี้ได้อย่างมั่นคง

เพราะนั้น ถ้ามันมั่นคงในการปรากฏขึ้นของดวงจิตผู้รู้แล้วนี่  ธรรมที่ปรากฏเบื้องหน้า...มันจะเห็นจริงเห็นแท้ตามสภาพนั้นๆ โดยไม่มีคำพูดคำอธิบาย โดยไม่มีความปรุงแต่งมารองรับเป็นบัญญัติภาษาธรรม

นั่นแล จึงเป็นเหตุปัจจัยที่ให้เกิดคำว่า "ปัจจัตตัง" ...นั่นแหละที่ท่านเรียกว่าปัญญาญาณ นั่นแหละที่ท่านเรียกว่าญาณทัสสนะ นั่นแหละที่ท่านเรียกว่าวิสุทธิญาณ

จิตก็ดำรงความบริสุทธิ์ขึ้นเป็นวิสุทธิจิต  คือดวงจิตผู้รู้นั้นปราศจากความคิดความเห็นมากขึ้น ปราศจากความปรุงแต่งของจิตของเราขึ้นไปเรื่อยๆ 

เพราะสิ่งที่มันเห็นนั้น...มันใช่ๆ ...มันใช่อะไร ...คือมันใช่ตามความเป็นจริงที่ไม่มีอะไร ไม่ได้เป็นใคร ไม่ได้เป็นของใคร

มันก็คายออก เข้าใจมั้ย ไอ้ดวงจิตผู้รู้นี่ มันคาย...เหมือนบ้วนออกๆ  มันไม่อม มันไม่กลืนกิน มันไม่ถือไว้ ว่าเป็นอาหารหรือเป็นของสำคัญ หรือเป็นของมีค่า ...มันคายออก ถ่มทิ้ง

มลทินทั้งหลายถูกชำระออกอย่างนั้น...ด้วยปัญญา ด้วยศีลสมาธิ อย่างเดียว ไม่มีอย่างอื่นเลย ...ไม่ได้ด้วยการบังคับ ไม่ได้ด้วยการกดข่ม

หรือไม่ได้ด้วยการที่ว่าไปนึกคิดหรือไปพยายามสร้างความเห็นใดความเห็นหนึ่งขึ้นมาลบล้างมัน เช่น อสุภสัญญามาลบล้างสุภสัญญา เมตตามาลบล้างโทสะ อย่างนี้

คือไม่ได้เอาความเห็นใดมาลบล้างความเห็นใด แล้วก็พยายามน้อมให้เกิดความเห็นนั้นแทนเป็นอารมณ์ใหม่ขึ้นมาแทน...ไม่ใช่ อย่างนี้นี่ไม่ใช่ญาณ

นั่นไม่ใช่ปัญญาญาณ ไม่ใช่ญาณทัสสนะ ไม่ใช่ปัญญาที่แท้จริง ...ยังเป็นแค่อุบาย เพื่อให้จิตไม่ออกนอกกรอบแค่นั้น เพื่อให้จิตตั้งมั่นเป็นกลางแค่นั้นเอง เห็นมั้ย

แต่ถ้ามาตามลำดับอย่างที่เราบอก ศีลสมาธิปัญญาตามลำดับ รักษาความรู้เนื้อรู้ตัวไว้...ที่เดียว ... เรื่องอื่น...วาง เรื่องอื่น...ไม่สน  ข้างนอก-ข้างหน้า-ข้างหลัง...ไม่เอา 

ก็รักษาเท่าที่จะทำได้ ...มันจะได้รับการยกระดับศีล ยกระดับสมาธิ ยกระดับปัญญาขึ้น ...มันมีแต่ขึ้นๆๆๆ มันไม่ลง ...ซึ่งมันจะรู้ได้ด้วยตัวเอง

เพราะไอ้การพูดของเรานี่มันเป็นเหมือนกับการโฆษณาชวนเชื่อ และทำให้รู้สึกน่าเชื่อเท่านั้นเอง ...แต่มันจะต้องเอาไปลองทำจนรู้ได้ด้วยตัวเอง

แม้พระพุทธเจ้าท่านยังบอกเลย...ปัจจัตตัง เวทิตตัพโพ วิญญูหิติ เป็นธรรมที่วิญญูชนทั้งหลายต้องน้อมนำไปปฏิบัติ ทำเอาเอง ...จนรู้เอง จนเห็นเอง จนยอมรับเอง จนเข้าใจเอง จนหลุดพ้นเอง

ไม่ใช่ท่านบังคับให้ทำ ไม่ใช่บังคับให้เชื่อ นี่เป็นมาตั้งแต่พระพุทธเจ้าท่านกล่าวสอนแล้ว ถ้าไม่อย่างนั้นน่ะ ท่านก็ไปบังคับคนทั้งโลกแล้วว่าต้องมาทำอย่างนี้ ห้ามทำอย่างอื่น ...ท่านไม่บังคับ

แต่ท่านชี้แนะว่า...ทำอย่างนี้นะ วางจิตอย่างนี้นะ แล้วจะได้เกิดอย่างนี้นะ ...ถ้าทำอย่างนี้ พูดอย่างนี้ วางจิตอย่างนี้ จะได้ไปเกิดตรงนี้นะ ...ถ้าทำอย่างนี้ๆๆ พูดอย่างนี้ ทำอย่างนี้ๆๆ จะไม่เกิดนะ

นี่พระพุทธเจ้าได้แต่พูดอย่างนี้นะ ...ก็เลือกเอาๆ จะเอาอย่างนี้ เอาอย่างโน้น หรือจะเอาอย่างนั้น หรือจะเอาตรงที่ไม่มีอะไร...คือมรรคนี่ 

เพราะนั้นไอ้สิ่งซ้ายขวาหน้าหลังบนล่างเราไม่พูด โดยสันดานของจิตทุกคนมันไปได้อยู่แล้วโดยที่ไม่มีประมาณ ...แต่เราจะเน้นย้ำอยู่แต่ในองค์มรรค...ศีลสมาธิปัญญา 

ไม่นอกจากนี้ไป นิดนึงก็ไม่เอา หน่อยนึงก็ไม่เอา ...ความรู้ยิ่งกว่าศีลยิ่งกว่าสมาธิ อภิญญาจิตอภิญญาธรรมยิ่งกว่านี้ ไม่พูดถึงเลย ...มันเป็นเครื่องเนิ่นช้าหมด

มันแข่งกับเวลานะ โลกมันแย่ขึ้นเรื่อยๆ ความตายนี่มาแบบไม่คาดฝัน ตายเร็ว ตายแบบคาดไม่ถึง ...อย่ามองแต่ว่า โอ้ ไม่น่าตายเลยคนนั้น ...มึงด้วย ไม่ใช่ว่าแต่เขานะ ก็ไม่แน่น่ะแต่ละคน เข้าใจมั้ย

นี่มันวางใจได้รึยังว่าตายแบบ ตายดี...ใจดี ตายพร้อมกับใจดีด้วย ตายไปพร้อมกับรู้แจ้งเห็นจริง ไม่มีปัญหากับอะไรแล้ว อย่างนี้ ตายใจมั้ยล่ะ วางใจได้แล้วยังล่ะ

ม่เข้าไปอาลัยอาวรณ์กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง บุคคลใดบุคคลหนึ่ง อารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง ที่ใดที่หนึ่ง เวลาใดเวลาหนึ่ง สถานที่ใดที่หนึ่ง...ไม่มี ไม่มีเลย ...ได้อย่างนี้รึยังล่ะ

แต่ถ้าตายโดยที่ยังวางใจกับอะไรไม่ได้เลย นี่ ต้องแข่งแล้วนะ แข่งกับเวลาอายุขัย ...พระพุทธเจ้าถึงให้ถามตัวเองว่า...วันคืนล่วงไป ทำอะไรอยู่ ...ถือว่าเตือนตัวเอง

อย่าอยู่ด้วยความประมาทเผลอเพลิน ไปตายใจกับกิเลส ตายใจกับโลก ตายใจกับขันธ์ ตายใจกับความเจ็บไข้ได้ป่วย เวทนา ...แล้วก็ตายไปในที่สุด 

อย่าตายใจกับสิ่งเหล่านี้นะ ไม่อย่างนั้นการเกิดมาครั้งหนึ่งแสนลำบากนี่ จะผ่านไปแบบขาดทุน ...ศีลสมาธิปัญญาแทนที่จะพอกพูนขึ้น ...กลับขาดทุน 

เสียหายนะ ...กว่าจะได้มาตั้งเนื้อตั้งตัว ตั้งกายตั้งจิตขึ้นมาในชาติใหม่ อีกหลายร้อยปี หลายสิบปี ...ไปอยู่ไหนก็ไม่รู้ เกิดมาแล้วยังไม่รู้จักศีลสมาธิปัญญาก็มี

นี่ กว่าจะมาได้อำนาจของวิบากกรรม...ที่มันจะพัดพามาเจอแหล่งน้ำเย็นให้ได้ดื่มกินพอประทังความหิวกระหาย หรือได้เจอแสงสว่างที่มันจะพอจุดคบเพลิง จุดไฟของตัวเองขึ้นมานี่

บางท่านบางองค์ บางคน บางรูปบางนาม ก็อายุตั้งห้าหกสิบปีกว่าถึงจะได้มาได้ยินได้ฟัง ได้ตั้งต้นเจริญสติในศีล จนเกิดสมาธิปัญญาที่แท้จริงขึ้นมา เอ้า พอจะได้รูปได้รอยขึ้นมา...ตายซะแล้ว

นี่ยังหนุ่มยังแน่นกันทั้งน่ะ ทำการงานก็ได้ทำภาวนาไปพร้อมกันด้วยก็ดี ...ถามตัวเอง-ตอบตัวเองว่า กำลังทำอะไรอยู่ กายกำลังอยู่ในท่าทางไหน

นี่ก็ถือว่าเป็นอริยทรัพย์อริยมรรคที่สะสมไป ติดเนื้อติดตัวไป ข้ามภพข้ามชาติไป ...แล้วมันก็จะสร้างวิบากกรรม อำนาจกรรม ที่จะพัดพาให้กลับมาได้ยินได้ฟังเรื่องราวในองค์มรรคจริงๆ ต่อเนื่องไป

นี่คืออานิสงส์ของผู้ปฏิบัติโดยตรงต่อศีลสมาธิปัญญา มันจึงไม่เกิดการเสียเวลาในการเกิดครั้งต่อๆ ไป นี่ ...ให้ตั้งใจภาวนา ระหว่างที่ยังมีชีวิตนี้อยู่ คร่ำเคร่งอยู่กับการรู้เนื้อรู้ตัว

ไม่ต้องไปรู้ตัวคนอื่น ...ยกประโยชน์ให้จำเลยซะ ทั้งคนที่รักและทั้งคนที่ชัง ทั้งเรื่องราวที่ดี ทั้งเรื่องราวที่ไม่ดี ...วางซะ ทิ้งได้...ทิ้ง  ถ้ายังทิ้งไม่ได้ก็อย่าไปจริงจังมั่นหมาย...เกินไป

เกินจนลืมเนื้อลืมตัวเองว่ากำลังทำอะไรอยู่ นั่งยืนเดินนอน ขยับ หมุน หัน ลุก นั่ง แค่นี้แหละ...เรียกว่ามีศีลเป็นสรณะ ...แค่เป็นสรณะนะ ยังไม่เรียกว่าเข้าถึงศีลนะ

ก็เอาให้มันเป็นสรณะ จนเข้าถึง จนไม่หายไม่ห่างไม่ขาดจากศีล  นั่นแหละจึงจะได้สมาธิเป็นสรณะ  แล้วจึงเข้าถึงสมาธิ แล้วก็ถึงปัญญาเป็นสรณะ เข้าถึงปัญญา จนถึงที่สุดของปัญญา ...เป็นผล

นี่คือแนวทางการปฏิบัติที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส ครูบาอาจารย์ทั้งหลายทั้งปวง ที่เป็นอริยะจิตอริยะบุคคลท่านเน้นย้ำ...ซ้ำเดิมอยู่ในที่เดียวเวลาเดียว คือปัจจุบันกับกายเดียว

ไม่มีครูบาอาจารย์องค์ไหนที่สอนให้ออกนอกกายเลยนะ ไม่มีครูบาอาจารย์องค์ไหนที่เป็นครูบาอาจารย์ที่แท้จริง จะสอนให้ออกนอกการรู้เห็นในปัจจุบันเลย ...โดยรวมแล้วนะ

แล้วถ้าไปเลียบเคียงกับพระพุทธเจ้า ...ก็ทั้งหมดน่ะ ไปอ่านดูเถอะ ไม่มีอะไรที่องค์มรรคจะพูดเกินกายใจนี้เลย

นี่ให้เห็น แล้วพยายามทำตัวเองขึ้นมาให้ได้ ...ยืนเดินนั่งนอนให้อยู่บนศีลสมาธิปัญญาให้ได้ ไม่ใช่ยืนเดินนั่งนอนอยู่บนความลอยๆ ไม่รู้เนื้อรู้ตัว

นั่นถือว่าเวลานั้น ปัจจุบันนั้นหมดไป เปล่าไป สูญสิ้นไป ไร้ค่าไปแล้วหนึ่งปัจจุบันอาการ แล้วที่อาการใหม่เกิด อาการกายใหม่เกิด แล้วก็ปล่อยทิ้งปล่อยขว้างไป ...ก็อีกหนึ่งปัจจุบันอาการ

แทนที่จะเก็บเกี่ยวแต่ละปัจจุบันอาการของกายนี้ให้เป็นประโยชน์ต่อศีลสมาธิปัญญา ...ไร้ค่านะ มีชีวิตมีอายุก็ไร้ค่านะ ไม่มีค่าในธรรม ไม่มีค่าในศีล ไม่มีค่าในสมาธิปัญญาพอกพูนเลย

นี่ ต้องเตือนตัวเองอย่างนี้ อย่าอยู่ไปวันๆ อย่าอยู่ไปเพื่อ...ช่างหัวมันเถอะ อะไรเกิดขึ้นก็ช่างหัวมันเถอะ เลื่อนๆ ลอยๆ จับจดไปมา ...มันต้องมีจุดหมายแห่งการนั่ง จุดหมายแห่งการยืน

ทำไมถึงยืน ทำไมต้องยืน อะไรเป็นยืน ...นี่มันต้องมีจุดหมายในการรู้ว่า...ยืนอะไร อะไรคือยืน ...นี่ จุดหมายต้องมี ทุกการยืน ทุกการนั่ง

รู้ทำไม ...รู้เพื่อจะให้เห็นว่า ความเป็นจริงมันอยู่ตรงไหน ความเป็นจริงมันคืออะไร ...นั่นน่ะต้องมีจุดหมายอย่างนี้ ทุกอิริยาบถ

ไม่ใช่ไม่มีจุดหมายแล้วก็ทำอิริยาบถในทุกอิริยาบถอย่างเลื่อนลอย ไร้จุดหมายถ้าไร้จุดหมายก็ไม่มีปลายทาง ปลายทางก็คติที่ไป...ไม่เป็นที่แน่นอน


โยม –  จุดหมายของการนั่งและการยืนก็คือให้ศีลเป็นสรณะ ถูกมั้ยฮะ

พระอาจารย์ –  จุดหมายคือให้รู้ว่าอาการนั่งนี้คืออะไร ความเป็นจริงของการนั่งคืออะไร มีใครครอบครองการนั่งนี้มั้ย มีใครเป็นเจ้าของลักษณะอาการนั่งนี้มั้ย

นี่คือจุดหมายที่จะต้องรู้ว่านั่ง ในความรู้ว่านั่ง ในอาการนั่งจริงๆ ความเป็นจริงของนั่งคืออะไร ...นี่ต้องมีจุดหมายทุกการนั่ง ทุกการยืน...ที่มันเปลี่ยนไป

แต่จริงๆ เบื้องต้นไม่ต้องคิดมาก รู้ไปเรื่อยๆ ไม่งั้นมันจะงง เอ้า เท่านี้แหละ ฟังพอให้ได้ใจความ แล้วเอาไปทำ


ผู้ถาม –  (กล่าวคำขอขมา)

พระอาจารย์ –  อือ ...ให้อยู่กับเนื้อกับตัว ตั้งเนื้อตั้งตัวให้มั่น อย่าให้ล้ม ...ล้มแล้วลุกอีก ล้มแล้วลุกใหม่ ตั้งกายตั้งใจอยู่เสมอ ตั้งกายขึ้นมา ตั้งใจขึ้นมาให้ตรงกันอยู่เสมอ หัดกายหัดใจรู้ แค่นั้นเอง คือหลักการ


ผู้ถาม –  ครั้งที่แล้วที่ติดอรูปน่ะครับ กับครั้งนี้...ครั้งนี้ นี่มันถือว่าล้ม ครั้งที่แล้วนี่คือมันไปติดภพเฉยๆ

พระอาจารย์ –  ไปคา ...ไอ้นี่ล้มระเนนระนาด เกลือกกลั้วกับพื้นดิน กลิ้งไปกลิ้งมา


ผู้ถาม –  ผมจะไปตั้งสัจจะ

พระอาจารย์ –  ตั้งรู้ตั้งเห็นขึ้นมา ตั้งกายตั้งใจขึ้นมา


โยม –  อาจารย์ครับ เมื่อวันเสาร์พึ่งฝันถึงอาจารย์เลยครับ

พระอาจารย์ –  อย่าไปตีเป็นหวยก็พอแล้ว


โยม –  ฝันว่าหน้าเหี่ยวมาเลยครับ อาจารย์บอกว่าไม่ไหวแล้ว อีกเจ็ดวันละสังขารแล้ว

พระอาจารย์ –  ก็ใช่อ่ะดิ...ใครจะตายในวันที่แปดเล่า (หัวเราะกัน) ...ก็แสดงธรรมให้เห็นอยู่แล้วว่าความเป็นจริงคือเจ็ดวันนั่นแหละ


..............................




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น