วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

แทร็ก 14/17



พระอาจารย์
14/17 (570416A)
16 เมษายน 2557


พระอาจารย์ –  โซซัดโซเซมา อยากได้แสงสว่าง กูก็จุดให้ ...แล้วมันก็เดินจากไป  จะมากินนอนหลับนอนอยู่ตรงนี้ไม่ได้ เพราะมันมีชีวิต มีวิถี

แต่ระหว่างที่จากไป เราก็บอกวิธีการไว้ให้ว่า วิธีการรักษาแสงสว่างนี่มีนะ จะต้องทำยังไง ...แล้วก็ไป


โยม –  มันคิดว่ามันเก่งแล้วครับ

พระอาจารย์ –  เออ กระแส...สภาวะ กิเลสในโลก แล้วก็ของตัวเอง

มันก็...เหมือนเทียน ประมาณเทียน ไม่ใช่หลอดไฟฟ้า ...ทีนี้ ลมก็แรง ถือก็ไม่ค่อยอยากจะถือ มือก็ต้องทำงาน ปากก็จะพูด เดี๋ยวจะทิ้งอยู่เรื่อยเลยเพราะมันเกะกะ ...ก็ทิ้งซะ

แล้วก็ไปหยิบไปจับอะไร ลูบๆ คลำๆ ในความมืดดีกว่า...อย่างคุ้นเคย  แล้วก็คนอื่นเขาก็ทำกัน ...มันก็ เรียกว่าไม่เห็นค่า  มันเห็นแสงสว่าง ตอนแรกก็สว่างดี ...แต่เดินไปสักพักก็ด้อยค่าแล้ว...ทิ้ง

ทีนี้ ท่ามกลางความมืดก็ชนกันไปชนกันมา เหยียบหัวแม่ตีน เหยียบตาปลากัน ชกกัน เบียดเบียนกัน ทับถมให้กัน ด่ากันไป ด่ากันมา อึงมี่สาละวนกัน ...ก็เป็นทุกข์

จำได้ว่าแสงสว่างอยู่ลิบๆ ตรงนี้...ก็กลับมา ...ธรรมนี้ไม่มีประมาณ ก็ให้ต่อ  แล้วก็บอกวิธี อย่าทิ้งง่ายๆ นะ ทิ้งแล้วมันจะเดือดร้อน มันจะโดนทุกข์ทับถม

เพราะมันมีแต่ความมืด มันไม่รู้ทางไปทางมา ตกข้างตกคู ตกเหว ตกบ่อน้ำร้อน หรือไปกระทบกระทั่งกัน ...เพราะต่างคนต่างไม่มีเทียน มันมืด

เพราะนั้นก็ให้เข้าใจว่า...วิธีการในการรักษาเทียน ถือเทียน ให้มันสว่าง ...ทำไมถึงต้องให้ถือเทียนเดินไปในท่ามกลางความมืด


โยม –  จะได้เห็นทาง

พระอาจารย์ –  เออ มรรค จะได้รู้ว่า...นี่ใช่ทาง ไอ้นี่ไม่ใช่ทางๆๆ ...ทางอยู่ไหน ก็เดิน


โยม –  ช่วงสว่างก็ง่ายอาจารย์

พระอาจารย์ –  ก็นั่นแหละ ก็บอกวิธีกันไปแล้ว...ระมัดระวัง ป้องเทียน ... กูบอกว่า...ลมมาทางนี้ มึงต้องป้องอย่างนี้  มึงก็ไปเสือกป้องตรงนั้น แล้วก็ว่า...เอ้า ทำไมเทียนดับ 

ก็มันโง่อ่ะ ...ลมมาทางนี้ มึงต้องป้องอย่างงี้  มึงก็ไปป้องทางนั้น ไม่ดับก็บ้าแล้ว ...เนี่ย มันไม่ชำนาญ เข้าใจคำว่าไม่ชำนาญมั้ย

เอาจนเรียกว่าคล่อง ชำนาญ สามร้อยหกสิบองศา ...มาบนปิดบน มาล่างปิดล่าง มาข้างปิดข้าง  มาซ้าย มาแรง มาใกล้...ปิด ...ประเภทนี้คลุมเลย

เนี่ย เทียนก็อยู่ ทางก็เห็น...อันนี้ทาง อันนี้ไม่ใช่ทาง  อันนี้กูจะไปเหยียบหัวแม่ตีนคนแล้ว แล้วไอ้คนนี้มันเอาเรื่องโว้ย ไปใกล้มันไม่ได้ มันชกเลย ยังไม่ทันพูดมันชกเลย...ก็ห่างซะ

อย่างนี้ ทุกข์มีมั้ยล่ะ ทุกข์น้อยลงมั้ยเล่า  มันสว่างใช่มั้ย นี่คือปัญญา ...นี่คือศีล นี่คือสมาธิ นี่คือปัญญา ถึงได้บอก...ศีลสมาธิปัญญานี่คือเครื่องนำทาง

เพราะตอนนี้มันมีแต่ตาหูจมูกลิ้นกาย...ภายนอกนี่มันเห็นได้แค่หยาบๆ เห็นแต่รูปเนื้อ รูปขันธ์ ธาตุขันธ์ภายนอก ...มันไม่เห็นทางมรรค

ไอ้แสงสว่างมันต้องเป็นญาณ ตาใน...ที่เกิดจากศีลสมาธิปัญญา แล้วมันก็เกิดความสว่างขึ้นภายใน  มันจึงส่องเห็น ท่ามกลางความมืด ถ้าไม่เห็นหนทาง เดินไปเดินมา ดีไม่ดีก็ถอยหลัง หมุนวน

เอ้า ที่เดิมอีกแล้ว ที่รู้สึกว่า...เอ๊ะ ทำไมกลับมาที่เดิมอีกแล้ว กิเลสตัวเดิมอีกแล้ว ความยึดมั่นถือมั่นแบบเดิมๆ อีกแล้ว ...ก็เพราะมันเดินอยู่ท่ามกลางความมืด

เพราะนั้น มากี่ครั้งมากี่ที แสงสว่างมีวิธีจุดวิธีเดียว ความสว่างก็มีความสว่างแบบเดียว แต่สำหรับพวกเรามันยังเป็นความสว่างที่ไม่ยั่งยืน มันจึงต้องมากันนี่...กี่ครั้งแล้ว หือ พระก็กี่ครั้งแล้ว

มันจุด..ดับ จุด...ดับ ...ดีไม่ดีกูดับเองนี่แหละ …เพราะนั้น ก็จนกว่ามันจะสามร้อยหกสิบองศา หมายความว่าระมัดระวังเท่าทันได้...ไม่ถูกกระแสอะไรมาแพ้วพาน 

นั่นแหละเรียกว่าได้ระดับหนึ่ง ...หมายความว่าระดับไหน ...ระดับนั้นน่ะ ห่างไกลจากครูบาอาจารย์ได้ในระดับหนึ่ง คือมันสามารถรักษาทางได้บ้างแล้ว

และถ้ามาหา...หมายความว่ามันเดินไปไกลแล้ว มันเกิดความรู้สึกว่าไม่ชัด ไม่แน่ใจจริงๆ ก็ค่อยมา ...นี่ แม้แต่มีแสงสว่างอยู่ในทางในมือแล้วนะ แต่ว่าทางนี้...ไม่เคยไปจริงๆ

จึงต้องหาคนมาคอยสำทับ ถีบและยัน..."ไปเถอะมึง รับรอง" ...นี่จึงเรียกว่า พุทธะ ธรรมะ สังฆะ จึงเป็นที่พึ่ง และเป็นเครื่องรองรับธรรมอย่างหนึ่ง หยาบๆ

แต่ถ้าเดินลึกเข้าไปๆ จริงๆ นะ มันไม่สงสัยแล้ว ...เสียงระงมร่ำร้องของสัตว์โลก เสียงครวญคราง เสียงทุกขเวทนา ทั้งตัวมันเอง ทั้งตัวรอบข้าง...เงียบงำ 

มันก็ยิ่งมั่นใจขึ้นไปตามลำดับ ว่าที่นี้ไม่วุ่นวายหนอ ที่นี้ไม่ขัดข้องหนอ ทางเส้นนี้เป็นไปสู่ความบริสุทธิ์ยิ่ง ยิ่งขึ้นๆๆ ยิ่งขึ้นไป ...อันนี้พิสูจน์ทราบได้ด้วยตัวเอง เรียกว่าเป็นปัจจัตตัง

ทีนี้ อาจารย์นี่ไว้ทีหลังแล้ว ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ...เรื่องใหญ่คือเรื่องเบื้องหน้านี้ คือเป็นทางอันบริสุทธิ์  แน่ใจแล้ว แต่ยังไม่เห็นปลายทาง ที่สุดของทาง ไม่รู้มันจะไปสุดตรงไหน ...นี่ต่างหาก

ถึงตรงนี้หมายความว่าไง ...หมายความว่า...มันต้องแข่งกับอายุขันธ์ที่ยังอยู่ ...อย่างบางท่านบางองค์ ไปเจอเอาสักประมาณหกสิบอย่างนี้

ก็เพราะอย่างเงี้ยๆ ...ติดๆ ดับๆ  ติดๆ ดับๆ  ดับแล้วไม่ยอมติด อย่างเงี้ย ไปฮึดเอาตอนประมาณหกสิบเจ็ดสิบ จะทันรึเปล่าว่าเนี่ย ...นี่ พอถึงตรงนั้นรีบเร่งเลย

แต่ถ้าขยันตั้งแต่เบื้องต้นน่ะ ยังพออุ่นใจๆ เออ สักยี่สิบ สามสิบ สี่สิบอะไรอย่างนี้ ...แต่ถึงขนาดนั้น ผู้ที่ตั้งใจเอาจริงน่ะ ท่านยังอยู่ในท่าทางที่เรียกว่าวิ่งไปนะ ถึงจุดนั้นนี่วิ่งไปเลย ...ท่านยังไม่ประมาทเลยนะ

ไอ้ประเภทวิ่งถอยหลัง หันหลังกลับนี่ไม่มีแล้ว ...ยิ่งเดินไปในเส้นทางนี้ มันยิ่งสว่างเรืองรองขึ้น เรืองรองขึ้น  หันหลังไปทีไรก็มืดตึ้บๆ อยู่ข้างหลังนี่ มันคนละมิติกันเลย ...นี่คือเส้นทางของมรรค

เจอกันรึยัง ชัดเจนในมรรครึยัง แยกแยะออกรึยังว่า...นี่เป็นทางลงนรก นี่เป็นทางไปสวรรค์ นี่เป็นทางพรหมโลก นี่เป็นทางอสุรกาย นี่เป็นทางเดรัจฉาน นี่เป็นทางนิพพาน ...มันชัดอย่างนั้นรึยัง


ผู้ถาม –  เป็นบางครั้งครับ

พระอาจารย์ –  นั่นไม่แม่นยำ มันยังไม่แม่นยำ ...ไอ้เห็นน่ะเห็น แต่ออกแล้ว...เข้าไม่ได้  

ไอ้ออกน่ะไม่ต้องพูด เพราะออกน่ะง่ายกว่าเข้า ...แต่เข้าแล้วก็ยังมะงุมมะงาหรา "จะใช่รึเปล่าวะ" ...ไม่มั่นใจ นี่ เพราะว่าการทำของพวกเราไม่ต่อเนื่อง

หลักการไม่ใช่หลักกู หลักการไม่ใช่หลักเรา หลักการไม่ใช่หลักเขา ...หลักการคือศีล สมาธิ ปัญญา  ศีลสมาธิปัญญาคือหลักการ ...ไม่ใช่หลักของใคร ไม่ใช่หลักแม้กระทั่งของเรา ของอาจารย์ท่านว่า

จะต้องเข้าใจนะว่าหลักการน่ะ...หลักคือหลัก... ศีลคือหลัก สมาธิคือหลัก ปัญญาคือหลัก...ที่แท้จริง  ไม่ใช่หลักของเราหรือของใคร ...ต้องเข้าใจก่อน

สัมมาทิฏฐิในศีลสมาธิปัญญาต้องชัด...แล้วก็อยู่ในหลักของศีลสมาธิปัญญา ...นี่ ทำไมมากี่ครั้งกี่หนเราก็จะพูดเรื่องกายเป็นหลักศีล

เพราะมันเป็นความจริงที่บ่งบอกถึงความเป็นปัจจุบันที่สุด ...ธรรมทั้งหลายทั้งปวง มีอยู่ ตั้งอยู่ แสดงความเป็นจริงอยู่ เพียงจำเพาะในปัจจุบันเท่านั้น

ธรรมใดธรรมหนึ่งที่ไปปรากฏหรือไปแสดงอยู่ในอดีต อยู่ในอนาคต  ถือว่ายังเป็นธรรมที่ยังปลอมปน ปนเปื้อนด้วยมลทินกิเลส ...ขนาดในปัจจุบันนี้ยังมีปนเปื้อนอยู่ด้วยกิเลสเลย

เพราะนั้นมันจึงต้องจำเพาะลงในปัจจุบันธรรม ...แล้วอะไรเล่าที่มันจะแสดงถึงความเป็นปัจจุบันได้ชัดเจนที่สุด...ตลอดเวลาไม่ว่างเว้น ...นอกจากกาย

เอ้า ถ้าสมมุติว่า เอาตา เอารูป เป็นปัจจุบันธรรมก็ได้ นี่ ก็คือรูปตรงนี้ ...แต่ได้แค่ไหนล่ะ ได้แค่แป๊บนึงนี่  พอขับรถออกไปนี่...หายแล้วรูปปัจจุบันตรงนี้

เพราะนั้นมันจะถือเอาเป็นที่กำหนดต่อเนื่องได้มั้ย ...แล้วมันจะจับทุกปัจจุบันรูปๆ ที่มันเปลี่ยนแปลงไปมาตลอดเวลานี่...ไม่ได้ ไม่นาน ...ถึงได้ก็ไม่นาน

เสียงก็เหมือนกัน กลิ่นรสเหมือนกัน มันได้แค่แว้บนึง ครั้งคราวนึง แล้วก็หายไป แล้วก็เปลี่ยนใหม่ หรือนานๆ ถึงจะเปลี่ยนขึ้นมาใหม่หรือจะเกิดใหม่

จิตก็เหมือนกัน อารมณ์ก็เหมือนกัน เดี๋ยวก็มีอารมณ์อย่างนึง เดี๋ยวก็ไม่มี เดี๋ยวก็หาย เดี๋ยวก็เปลี่ยนเป็นอีกอย่างนึง ...จะตั้งมั่นอยู่กับมันให้เป็นจิตตั้งมั่นเป็นหนึ่งได้มั้ย เป็นปัจจุบันได้ตลอดเวลามั้ย 

มันไม่ได้น่ะ อย่างนี้ จิตตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบันตลอดเวลาไม่ได้ ...เมื่อไม่ได้น่ะ ก็ต้องมาตั้งกับสิ่งที่มันมีอยู่ตลอดเวลา ซ้ำๆ เหมือนเดิม ...มันไม่มีอะไรเกินกายปัจจุบัน 

พระพุทธเจ้าท่านถึงวางหลักศีลนี่เป็นรากฐาน...ปกติกายวาจาคือศีล นี้คือเบื้องต้น ...ถ้าละเมิด ถ้าก้าวข้ามศีล ถ้าไม่รักษาศีล ไม่จริงจังแนบแน่นต่อศีล...จบข่าว จบเส้นทางมรรคโดยที่ยังไม่รู้เลยว่ามรรคอยู่ไหน

ท่านถึงวางหลักว่า...ศีล-สมาธิ-ปัญญา ...ทำไมท่านถึงไม่พูดว่าสมาธิ-ปัญญา-ศีล  ทำไมท่านไม่พูดว่า ปัญญา-สมาธิ-ศีล  ทำไมท่านไม่พูดว่าสมาธิ-ปัญญา หรือทำไมไม่พูดว่าปัญญาอย่างเดียว

ไม่ใช่ท่านมาพูดแบบเมคๆ เฟคๆ เอานะ ...มันมีเหตุ มันมีปัจจัย ...แต่พวกเราไม่เข้าถึงเหตุปัจจัยที่แท้จริง  เราเอาหลักกู..หลักเรานี่ มาพิจารณาเอาเอง เกิดความเข้าใจแบบแปลกๆ ใหม่ๆ ขึ้นมา

มันรู้ดีกว่าพระพุทธเจ้าอีก ...โดยอาศัยอ้างอิง ใช่มั้ย อ้างอิงปริยัติ อ้างอิงคำสอนของพระพุทธเจ้ามาเป็นสารานุกรมวิธาน ...แต่ว่าการนำไปปฏิบัตินี่ หลักกูทั้งนั้น หลักของเราคิดเอาเองน่ะ

นี่ ไอ้นี่ก็จบเหมือนกัน แต่จบแบบไม่สวยนะ ...ไม่ได้จบคือที่สุดแห่งทุกข์ หรือดำเนินมรรคจนถึงที่สุด

แต่ถ้าเชื่อพระพุทธเจ้า เชื่อหลักที่ท่านวาง แล้วทำความชัดเจนในหลักที่ท่านวางไว้ แล้วปฏิบัติแบบไม่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากหลัก ...มรรคผลไม่มีคำว่าสูญสิ้นเลย

ตราบใดที่มีผู้ปฏิบัติอยู่ในศีลสมาธิปัญญาที่แท้จริง ตราบนั้นโลกจะไม่ว่างเว้นจากอริยจิตอริยบุคคลเลย ...นี้เป็นเครื่องยืนยัน

ต้องทำความศรัทธาในศีลเป็นเบื้องต้นอันดับแรก ...ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ไม่ยอมก็ต้องบังคับ...จิตผู้ดื้อด้านและโง่ และถือรั้นด้วยมานะอหังการ 

จิตนี้คือเรา เราคือจิต ...มันจะอยู่ด้วยความถือตัว ถือดี ถือความเห็นว่ากูถูก ถือความคิดของตัวเองว่า...ตัวเองคิดถูกกว่า ดีกว่า พิจารณาได้ดีกว่า

มันจะดีกว่าหลักการของพระพุทธเจ้าไม่ได้ จะดีกว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านบอกไม่ได้ จะมาดีกว่าสิ่งที่พระอริยะสงฆ์แนะนำไม่ได้

มันคนละดวงจิตกัน มันคนละความคิดเห็นกัน ...มันเอามาจากไหน เรียนรู้กันมาตั้งนาน อวิชชาปัจจยาสังขารา สังขาราปัจจยาวิญญาณ วิญญาณปัจจยานามรูป

แล้วไอ้ตัวเรามันอยู่ในขั้นตอนตรงไหน...สังขารา...ปรุงแต่ง สังขารามีกายสังขาร วจีสังขาร มโนสังขาร นี่ท่านเรียกว่าสังขารา มีอยู่สามสังขารา ...และอะไรล่ะมันเป็นปัจจยาการของสังขารา


โยม –  อวิชชา

พระอาจารย์ –  แล้วอวิชชา อวิชชา... อ=ไม่ วิชชา=รู้  อวิชชาแปลว่าไม่รู้  ...อะไรที่มันออกมาจากความไม่รู้ มันจะเป็นไปสู่ความรู้แจ้งได้อย่างไร หือ เป็นไปไม่ได้

จากของเหม็นนี่ มันจะเปลี่ยนสภาพให้เป็นของหอมได้อย่างไร เป็นไปไม่ได้ ...มันคนละหลักการเลย มันคนละเหตุปัจจัยเลย

เพราะนั้นวิธีแก้ ไม่มีอะไร คือไม่เอามันมาเป็นใหญ่ ...คือมันมีน่ะมี  แต่ละน่ะ...ละไม่ได้หรอก  เพราะเรายังไม่มีปัญญาเข้าไปละมัน มันยังไม่สามารถเข้าไปจัดการได้

ไม่ใช่แค่รู้ว่าเหตุปัจจัยมันมาอย่างนี้ แล้วจะจัดการมันได้นะ...ไม่ได้ ...มันก็มี ความเป็นเราก็ยังมี ความคิดของเราก็ยังมี ความเห็นของเราก็ยังมีอยู่...ตลอดเวลา

แล้วท่านบอกว่าทำยังไง ...ท่านบอกว่าให้ควบคุม ให้ระงับ ...อะไรเป็นตัวควบคุม อะไรเป็นตัวระงับ


ผู้ถาม –  สมาธิ ปัญญา

พระอาจารย์ –  สมาธิก่อน ยังไม่ต้องพูดถึงปัญญาหรอก ...สมาธิ ชื่อสมาธิแปลว่าอะไร ...คือระงับกายสังขาร ระงับจิตสังขาร ระงับวจีสังขาร ...ท่านใช้คำว่าระงับนะ

ถ้าไม่ระงับน่ะ ...มันจะถูก “เรา” นี่ปั่นหัว มันจะถูกความคิดของเรานี่ปั่นหัว มันจะถูกความเห็นของเรานี่ ปั่นหัว มันจะถูกอารมณ์ของเรานี่ปั่นหัว

เพราะนั้นสิ่งที่มันออกมาจากการที่ไม่ระงับความเป็นเรานี่ ท่านเรียกว่ากิเลสขั้นหยาบ คือนิวรณ์ห้า...มีอะไร ...กามราคะ พยาบาท ถีนมิทธะ วิจิกิจฉา อุธัจจกุกุจจะ...ห้าตัวนี่

แล้วทำยังไงถึงจะเกิดสมาธิที่จะมาระงับนิวรณ์ ...คือสมาธิน่ะ มันมีหลายอย่างที่เข้าใจกัน 

ฌานก็เรียกว่าเป็นความสงบ บางคนก็เข้าใจว่านั่นคือสมาธิ  กำหนดพุทโธๆๆ จิตก็สงบ ก็เข้าใจว่านั่นก็เป็นสมาธิ  พิจารณาอสุภะอสุภังธาตุกัมมัฏฐาน ก็เข้าใจว่านั่นทำให้เกิดสมาธิเกิดปัญญา

ทั้งหมดยังเจือด้วยโมหะและมิจฉา ก็ยังเรียกว่าเป็นโมหะสมาธิบ้าง มิจฉาสมาธิ มิจฉาญาณบ้าง  ยังไม่จัดเข้าสู่หลักที่เรียกว่าสัมมาสมาธิ ...เพราะอะไร เพราะมันเป็นสมาธิที่ไม่ผ่านขั้นตอนของศีล

นี่เห็นมั้ย ปฏิบัติแบบสุ่มสี่สุ่มห้า แล้วข้ามขั้นตอนโดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่ามันข้ามลำดับขั้นตอนของศีลมา ...เพราะนั้นสมาธิที่ได้ จึงไม่เรียกว่าสัมมา

เพราะนั้นทำไมเราถึงไม่พูดถึงสมาธิ  ทำไมเวลาเราพูด เราจะพูดแต่เรื่องกาย ...ก็เพราะกาย ก็เพราะศีลนี้แล  ปัจจุบันกาย ปัจจุบันศีลนี้แล มันจึงเป็นเหตุปัจจัยของสัมมาสมาธิ

ศีลเป็นเหตุให้เกิดสมาธิ สมาธิจึงเป็นเหตุให้เกิดปัญญา ไม่ได้มาเริ่มต้นที่สมาธิ ไม่ได้มาเริ่มต้นที่ปัญญา ...เราจะให้เริ่มต้นว่า...รู้ตัวๆๆๆ

เพราะตัวนี่...คือตัวปัจจุบันกาย ตัวที่นั่ง ตัวที่ยืน ตัวที่แข็ง ตัวที่อ่อน ตัวที่ยืดหยุ่น ตัวที่กระดิกพลิกไปมา ตัวที่เหยียด ตัวที่คู้ ตัวที่ไหว ตัวที่เคลื่อน ตัวที่หนัก ตัวที่เบา

ตัว...นี่คือตัวสำคัญ หรือเป็นรากฐานของมรรค รากฐานของการปฏิบัติ รากฐานของศีล...ที่นักปฏิบัติมักจะมองข้าม มองไกล มองเกิน ด้วยสายตาอันมืดบอด

แล้วมันก็ยังมองข้ามไปอีกถึงนิพพานนู่นแน่ะ...บางคน ไปมาแล้ว นี่ ไปแบบดิบๆ ก็ยังไป ไปแบบไม่ลืมหูลืมตาก็ไป ...ใกล้แล้วด้วยแต่ละคน ใกล้ไปจมบ่อปลักควายรึเปล่า

รู้จักปลักควายมั้ย มันมีไว้สำหรับควายแช่ ...คนไม่แช่นะ พระอริยะก็ไม่แช่ ...มีแต่ควายที่ไม่รู้ตัวเลยว่าเป็นควาย เรียกว่าเจอบ่อไหนก็แช่ล่ะวะ 

อันนี้ใสกว่าอันนั้น อันนั้นใสกว่าอันโน้น อันโน้นน่าจะใสกว่าอันนู้น อันนี้ใสที่สุดแล้ว ...ก็แช่ กระดิกหางกางหู สบาย... "นิพพานแล้วกู" …เนี่ย อย่าไปนะ

เพราะนั้น ถ้าจะไม่ให้จิตเป็นควาย "เรา" เป็นควาย ...จะต้องสร้างเสริมภูมิปัญญา ให้เขาควายหด หางควายสั้น ยืนสองขาแทนสี่ขา ...คือเป็นคน

นี่ๆ เป็นคนๆๆ อยู่กับความเป็นคน อยู่กับกายเป็นคน ...เพราะชาติปัจจุบันเป็นคน ไม่ใช่ควาย ใช่มั้ย ...แล้วทำไมไม่อยู่กับความเป็นคน ทำไมไม่ดูความเป็นคน

ความเป็นคนมันแสดงออกตรงไหน หือ ...ตรงรูปทรงใช่มั้ย ตรงกายมหาภูตรูปที่มันปรากฏเป็นสองแขนยื่นออกมา สองขายื่นออกมา มีหัวอันนึง มีตัวคั่นกลางอยู่นี่

นี่คือตัวกาย ตัวคน และเป็นตัวปัจจุบันภพปัจจุบันชาติ ...เป็นตัวจริง เป็นภพชาติที่แท้จริง เป็นปัจจุบันชาติ ปัจจุบันธรรม เป็นปัจจุบันศีล

เถียงมาดิ...ว่าศีลไม่ใช่ตัวนี้ ว่ากายไม่ใช่แสดงความเป็นภพชาติปัจจุบัน ว่าศีลไม่ใช่เครื่องหมายแสดงความเป็นปัจจุบันชาติปัจจุบันภพ

เพราะนั้น ถ้าผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากองค์ศีลปุ๊บ มันจะไปในอดีต-อนาคตภพ...คือภพข้างหน้า-ข้างหลัง ...นี่เห็นมั้ยว่าถ้าออกนอกความเป็นคน ความเป็นกายเมื่อไหร่ มันออกนอกความเป็นจริงของภพชาติปัจจุบันแล้ว 

แล้วถามว่ามันจะแจ้งในภพชาติอย่างไร ...กระทั่งภพชาติปัจจุบันมันยังไม่รู้จักเลย อะไรที่มันตั้งอยู่ในภพชาติปัจจุบันมันยังไม่เห็นเลย ...อย่าว่าแต่แจ้ง เห็นมันยังไม่เห็นน่ะ ดูมันยังไม่ยอมดูเลย

หรือจะพิจารณาใคร่ครวญด้วยความละเอียดลึกซึ้งถี่ถ้วน ก็ไม่เคยทำเลย ...แล้วมันจะแจ้งในภพชาติอย่างไร ...มันก็ไปอยู่แต่ภพข้างหน้าข้างหลัง เดี๋ยวได้นั่นได้นี่ มีความรู้สึกอย่างนั้นอย่างนี้ เคยทำเคยได้

แล้วภพชาติปัจจุบันมันเอาไปไว้ไหน มันเอาอะไรมาสุมบังๆๆๆ ปิดๆๆ คาๆ ข้องๆ อยู่  อย่างนี้...แล้วมันจะละธาตุขันธ์ รูปขันธ์ นามขันธ์ ซึ่งเป็นที่ตั้ง ที่อยู่ที่อาศัยของเราของกิเลสได้อย่างไร


(ต่อแทร็ก 14/18)





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น