วันอาทิตย์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 14/30


พระอาจารย์
14/30 (570512D)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
12 พฤษภาคม 2557


พระอาจารย์ –  เพราะนั้น ฟังมาหลายปีดีดักกันแล้วนี่ ฟังตั้งแต่ผมเรายังไม่หงอก จนจะหงอกทั้งหัวแล้ว หนวดก็หงอก ขนจมูกก็ยังหงอกแล้ว

การปฏิบัติพวกเรามันก็อ่อนด้อยลงๆ  ทำไมมันไม่เข้มข้นขึ้นวะ  สติก็น้อยลง หรอมแหรมๆๆ แทนที่มันจะต่อเนื่องแข็งแกร่ง สมาธิมั่นคงแบบภูผาศิลาหนักแน่น

ก็ยังปลิวไปปลิวมากับความคิดความอ่านภายในอยู่ตลอด ก็ยังปลิวไปปลิวมากับรูปเสียงภายนอกอยู่ตลอด ...ทำไมมันไม่แข็งแกร่งขึ้น ทำไมมันไม่มีรากมีฐานที่มั่นคงขึ้น

จนคนพูดคนฟังนี่มันแสดงนิมิตหมายว่า "ใกล้แล้วนะมึงๆ" เนี่ย ...แต่ว่าผู้ฟังผู้ภาวนาตามนี่ ก็ยังทำ ก็ยังปฏิบัติแบบซังกะตาย...ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ นี่กูไม่ทำอ่ะ ทำพอเป็นชื่อว่าปฏิบัติ

มันไม่เกิดผล มันไม่พอวางใจได้ มันเสื่อมเสียต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์  มันเสื่อมเสียต่อผู้ปฏิบัติ ที่เรียกว่าเป็นผู้ปฏิบัติในร่มเงาของพระพุทธศาสนา

คนนอกศาสนา คนต่างศาสนาที่เขามาเห็น ที่เขามาได้ยิน ที่เขามาสัมผัสกับผู้ปฏิบัติในศาสนา เขาจะดูถูกดูแคลนเอาถึงพระพุทธเจ้า ถึงพระธรรมของท่าน ถึงคำสอนของพระสงฆ์

นี่ มันเสื่อมเสียแก่พระศาสนาโดยรวม ไม่เป็นที่เชิดชูกับคนที่ต่างศาสนา ต่างความเห็น ต่างความเชื่อที่ว่าของเขาดี ของเขาถูกกว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน สิ่งที่พระพุทธเจ้าแสดง

มันก็ต้องแสดง ประกาศตัวเองให้โลกรู้ ว่าธรรมของพระพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว เป็นสวากขตธรรม เป็นเญยธรรม เป็นอกาลิกธรรม เป็นจนถึงที่สุดเรียกว่าเป็นวิมุตติธรรม เพื่อความหลุดพ้น ไม่กลับมา

ถ้าเหล่าคนผู้ปฏิบัติในศาสนานี่ ทำตัวได้ถึงเญยธรรม วิมุตติธรรม ...ก็เหมือนกับประกาศให้คนในโลกทั่วไปได้รู้ว่าพระพุทธเจ้ามีจริง ธรรมของพระพุทธเจ้ามีจริง มรรคผลนั้นมีจริง

เขาก็ไม่สามารถจะลบหลู่พระศาสนาได้ มีแต่ว่าเรียกร้องให้คนเข้ามาปฏิบัติ หรือเหมือนกับเป็นการเชื้อเชิญให้เขามาปฏิบัติตามเยี่ยงตามอย่างของเหล่าพุทธะ สังฆะ หรือผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบในพระศาสนา

เพราะนั้น ก็อย่าปล่อยเวลาให้มันล่วงนาน ล่วงกาล ผ่านกาลเป็นปีหลายปีแล้ว เหมือนกับเดินเข้าใกล้หลักประหาร เดินเข้าสู่ความตายซึ่งเป็นมหันตภัย..ภัยใหญ่

ท่านเรียกว่าเป็นมรณภัย เป็นมหันตภัยอันใหญ่หลวงเบื้องหน้า ซึ่งมันกำลังก้าวไปทุกปัจจุบันแต่การภาวนาของพวกเราก็ยังอ่อนล้าอ่อนแรง ไม่เห็นว่ามรณภัยนี่รออยู่เบื้องหน้า 

ไม่เห็นว่ามหันตภัยที่เป็นทุกข์อันใหญ่หลวงต่อขันธ์ที่จะเจอ นี่ กำลังใกล้เข้าไปทุกขณะวินาที ...แต่การเร่งความเพียรภาวนาให้เกิด ให้มี ให้เจริญขึ้นซึ่งศีลสมาธิปัญญาภายใน มันกลับเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกัน 

เหมือนกับมันจะถอยหลัง ...มันไม่วิ่งคู่ขนานไปกับชีวิต มันไม่วิ่งไปให้ทัน หรือว่าให้ล้ำหน้าไปกว่าชีวิตที่มันกำลังจะถูกกลืนกินด้วยเวลา ด้วยวิบาก ด้วยโลก ด้วยมหันตภัยเหตุการณ์ในโลก

พวกเราก็ยังคิกคักๆๆ คิกๆ กันอยู่อย่างนี้ เหมือนไม่มีอะไร ไม่เป็นอะไร ไม่น่าจะเกิดอะไร ...แล้วก็ปล่อยให้มันเป็นไปตามอำนาจของความไม่รู้ อำนาจของเรา

อำนาจของกิเลสที่มันจะพัดพาไปมาตามกระแสความอยาก ความไม่อยาก ให้ได้นั้น ให้มีนี้ ให้เป็นนั้น เดี๋ยวได้ เดี๋ยวไม่ได้ เดี๋ยวเป็น เดี๋ยวไม่เป็น เดี๋ยวก็มี เดี๋ยวก็หมด

แล้วก็จบไป แล้วก็หมดไป ไร้สาระ...อย่างไร้สาระ  ได้มามีเป็นแล้วก็หมดไป อย่างไร้สาระแก่นสาร ...แล้วก็ยังทำตัวอย่างไร้สาระแก่นสารอยู่อย่างนั้น 

ก็มีภาวนาบ้างเป็นครั้งคราว ...นี่ ถ้ายังเรียกว่ามีภาวนาบ้างเป็นครั้งคราวนี่ เขาเรียกว่าห่างไกลศีลสมาธิปัญญาอยู่อีกหลายขุม อีกหลายย่างก้าว อีกหลายโยชน์ 

มันก็ต้องมีความเพียรภาวนาให้มากกว่าเดิม มากกว่าเก่า ...ไอ้ที่หลงดีอกดีใจ จากที่เคยทำมาจริงๆ จังๆ ที่เคยภาวนามาแต่เก่าน่ะ...มันจบแล้ว มันก็ต้องให้มากกว่านั้น 

เดี๋ยวนี้เป็นปัจจุบัน อย่าไปละเมอเพ้อพกอยู่กับที่เคยทำมา...ที่เคยทำมา มันจบไปแล้ว ...ต้องทำใหม่ ทำอีก ทำต่อ ขาดไม่ได้ ว่างเว้นไม่ได้...จากสติ จากศีลสมาธิปัญญา  

ด้วยความเพียรระลึกรู้ เพียรรักษาความระลึกรู้ให้มันอยู่กับเนื้อกับตัว ไม่เลือกกาลเวลาสถานที่ ...เพื่อให้เกิดความรู้ชัดเห็นชัดในกองธาตุกองขันธ์ ในกองกายกองรู้

ว่ามันเป็นกองกายอย่างไร ว่ากองกายจริงๆ มันเป็นกองอย่างไร ว่ากองรูปจริงๆ มันเป็นกองอย่างไร ว่ากองเวทนามันเป็นกองอย่างไร ว่ากองสัญญาสังขารมันเป็นกองอย่างไร

แล้วในกองที่มันแสดง ที่มันเห็น ที่มันปรากฏน่ะ มันเป็นกองเรา หรือเป็นกองที่ไม่ใช่ของเราอย่างไร ...มันต้องให้เห็น มันต้องใช้เวลา..อันเป็นเวลาส่วนใหญ่ส่วนมาก

จากที่มันเคยหมดเวลาไปกับความไร้สาระ มี-เป็นอยู่ในความสุขความทุกข์ แสวงหาสุขแสวงหาทุกข์อยู่เนี่ย ...ให้มันมาหมดเวลากับการค้นคว้าหาสาระแก่นสารในกองขันธ์ 

การหาความเป็นจริงในกองขันธ์ นี่เขาเรียกว่าเป็นการกระทำ หรือการค้นคว้า ขุดค้น ที่เป็นสาระธรรม เป็นสาระแก่นสาร เป็นมรรคเป็นผล เป็นไปเพื่อความสิ้นสุด หมดจด หลุดพ้น

จึงว่าไอ้การกระทำเหล่านี้มันเป็นสาระกว่าการที่ปล่อยจิตให้มันแสวงหา ค้นคว้าอยู่ในเรื่องราวในโลก เรื่องราวสุขทุกข์ในโลก หรือเรื่องราวที่เป็นสุขทุกข์ของเราของเขา ...นั่นมันไร้สาระเกินไป 

มันมีแต่ทุกข์เป็นที่ตั้ง มีแต่ทุกข์เป็นที่ต่อไปไม่จบไม่สิ้น...ออกไม่ได้ แก้ไม่ได้ หลุดไม่ได้ ขว้างไม่พ้น ...ก็มาเพียรใช้เวลาให้คุ้มค่าทุกปัจจุบันนาที ทำความรู้ความเห็น รักษาความรู้ความเห็นกับภายในของตัวเอง

เรื่องราวภายนอก การกระทำคำพูดของคนภายนอก ตั้งแต่รอบตัวเอง จนถึงห่างไกล ที่อื่นที่ไกล ไม่ต้องเอาจิตไปข้องเกี่ยว วกวน ไปค้นหา เอาถูกเอาผิด เอาดีเอาโทษ เอาคุณ เอาชอบ เอาชั่ว กับอะไรกับใคร

เอาจิตดวงนั้น เหล่านั้นน่ะ มารวม มารู้ มาดู มาเห็น อยู่กับเนื้อกับตัวของตัวเอง...เป็นหลักเป็นฐาน เป็นโดยความต่อเนื่อง เป็นโดยความตลอดเวลา ...มันจึงจะเกิดความรู้แจ้งรู้จริงขึ้นมาเป็นระยะๆ ไป

เมื่อเกิดความรู้แจ้งรู้จริงจากการที่มาค้นคว้าอยู่ภายใน สร้างความรู้ความเห็นอยู่ภายในกายในขันธ์นี้ ...แล้วจะรู้เอง เข้าใจประจักษ์แก่ใจของตัวเองว่า คำว่าพ้นทุกข์นั้นน่ะ พ้นทุกข์แล้วมันจะเป็นความรู้สึกอย่างไร

เมื่อเวลาที่มันไม่มีทุกข์จริงๆ แล้วนี่ มันมีความรู้สึกเป็นสุขอย่างไร มันมีความรู้สึกเป็นอิสระอย่างไร มันเป็นความเหนือทุกข์ ไม่มีทุกข์มาเจือปนได้อย่างไร

มันจะเห็นประจักษ์แจ้งแก่ใจตัวเองว่า...สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน สิ่งที่พระพุทธเจ้าบอก..เพื่อการนี้ เพื่อผลอันนี้ ...มันยิ่งใหญ่ขนาดไหน 

มันยิ่งใหญ่จนถึงเรียกว่า ไม่ว่าพระพุทธเจ้ากี่พระองค์ กี่ท่าน...ที่มีมากมาย มากกว่าเม็ดทรายในมหาสมุทร  ท่านก็ยังมาตรัสบอกสอนเหมือนกันทุกองค์ว่า

ศีลนี้เป็นของประเสริฐ สมาธินี้เป็นของประเสริฐ ปัญญานี้เป็นของประเสริฐ มรรคนี้เป็นทางอันประเสริฐยิ่ง ...เหมือนกันทุกท่านทุกองค์ไป

ถ้าไม่ดีจริง ถ้าไม่ประเสริฐจริง ไม่อย่างนั้นพระพุทธเจ้าไม่ว่ากี่พระองค์ กี่ท่าน ก็จะมาพูดเหมือนเดิม เหมือนกัน เหมือนพูดเป็นเสียงเดียวกัน ไม่แตกกันเลย

แต่ทำไมพวกเรากลับคิดว่า การอยู่ การกิน การเที่ยว การเห็น การไป การมา การไปสัมผัสสัมพันธ์พูดคุย การประกอบกิจการงานภายนอกนี่ กลับเป็นหนทางอันประเสริฐ ได้ผลอันประเสริฐกว่าเล่า

จะไปคัดง้าง จะไปอวดดีถือดีกว่าพุทธะ กว่าเหล่าสังฆะ ซึ่งเป็นผู้ที่ฝึกจิตดีแล้ว ซึ่งเป็นผู้ที่ฝึกตนได้ดีแล้ว ซึ่งเป็นผู้ฝึกจนถึงที่สุดแห่งคำว่าดี คำว่าประเสริฐแล้ว ได้อย่างไร

นี่ต้องคอยเตือนคอยบอกจิตที่มันอหังการ จิตที่มันดื้อด้าน จิตที่มันโง่เขลา ของทุกคนไปนี่ ว่ายังมีความสุขนี้ ยังมีวิธีการปฏิบัติ หรือยังมีการดำรงชีวิตอย่างไรให้เป็นสุขอยู่ในโลกนี้ได้ 

อย่าเชื่อจิตมันเกินไป อย่าไปตาม อย่าไปหลงมันเกินไป อย่าไปคิดว่าโลกนี้มีแต่ความสุข มีแต่ความสบาย ที่มันยังหาได้ เมื่อไหร่ก็หาได้ ...มันก็จะหลอกล่อให้ติดกับดัก 

แล้วก็ติดหล่มอยู่กับการเกิดการตายแบบหมุนวนหมุนเวียนอยู่อย่างนี้ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซ้ำแล้วซ้ำอีก ไปมาไม่ได้ ข้ามไม่พ้น ข้ามไม่ขาด แล้วก็มาวนเวียนซ้ำซาก

ซึ่งพระพุทธเจ้าบอกว่า ทางเหล่านี้เป็นทางอันต่ำ ทางอันทราม ทางที่ติดข้อง ...ทางไหนที่เป็นไปสู่ความติดและข้องนี่ ท่านเรียกว่าเป็นทางต่ำทางทรามหมด ...ท่านไม่สนับสนุน แล้วก็ไม่ยกย่อง

เพราะนั้นก็ต้องเชื่อพระพุทธเจ้าไว้ก่อนว่า สิ่งที่ท่านตรัส สิ่งที่ท่านสอนนี่ เป็นสิ่งที่ท่านกลั่นกรองมาจากใจอันบริสุทธิ์แท้ ...ไม่ใช่มาพูดแบบกิเลสพาพูด ความเห็นแก่ทิฏฐิมิจฉาพาพูดพาคิด พาแสดงออก

แต่มาจากใจอันฝึกหัดขัดเกลา กลั่นกรองจนกิเลสน้อยใหญ่ หยาบ กลาง ละเอียด ประณีต ปลาสนาการ จาก หาย หมดสิ้นแล้ว ไร้มลทินแล้ว อย่างสิ้นเชิง

เพราะนั้นทุกคำกล่าว ทุกการแสดง ทุกคำพูดของท่าน จึงเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์และเป็นสัจจะอันสูงสุด เกินกว่าคำกล่าวอ้างใดๆ ของสัตว์โลกในสามโลกเลย

ต้องศรัทธาอย่างนี้เลยว่าท่านสอนสิ่งดีๆ ทั้งนั้น ท่านวางหลักที่ดี แนวทางในองค์มรรคอย่างชัดเจนชัดแจ้ง แล้วก็เป็นไปสู่ความชัดตรงชัดแจ้งในธรรมทุกอย่างอยู่แล้ว

ก็เอาเป็นเยี่ยง เอาเป็นอย่าง ด้วยความใส่ใจตั้งใจให้มากขึ้นกว่าเก่า ...ไอ้ที่เท่าเก่านี่ มันไม่พอแล้ว  ไอ้ที่ทำแบบเก่าอย่างเดิมนี่ หรือเวลาเท่าเดิมเท่าเก่านี่ เราถือว่าน้อยลงไปแล้ว

ต้องให้มากกว่านี้ เข้มข้นกว่านี้ จริงจังมากกว่านี้ ใส่ใจมากกว่านี้ รักษาระวังยิ่งกว่านี้...จิตน่ะ ไม่ให้มันหลงในจิต ไม่ให้หลงไปกับจิต อารมณ์ ไม่ให้หลงไปกับอารมณ์

เพราะนั้น ตัวจิตตัวอารมณ์นี่ มันมีเหตุที่เกิด มันมีปัจจัยที่พาให้เหตุนี้เกิด ตัวปัจจัยแวดล้อม คือการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การรับรส การกระทบทางกาย ...เหล่านี้มันเป็นปัจจัย

เมื่อมีการกระทบเข้ามา มีการรับรู้ผ่านทางตา ทางหู ทางผัสสะขึ้นมา จิตมันจะทำงานทันที ... พอมันออกมารับรู้ด้วยวิญญาณนี่ จิตมันจะออกมาปรุงต่อพร้อมกับวิญญาณรับรู้ทางตาทางหู

เมื่อมันปรุงต่อกับรูปกับเสียงที่มันรับรู้ผ่านตาผ่านหู มันก็จะสร้างมโนภาพ หรือว่าจินตภาพ หรือว่าภพ หรือว่านิยามบัญญัติขึ้นมา เป็นข้างหน้า-ข้างหลัง เป็นดีเป็นร้าย เป็นถูกเป็นผิด เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา

แล้วตรงนั้นน่ะมันจะก่อให้เกิดอารมณ์ ความรู้สึก เป็นเวทนา  แล้วก็เป็นตัวเราของเราเกิดขึ้นรับเวทนานั้นๆ ในการเห็น ในการได้ยิน ...แล้วก็จะเกิดภาวะจมแช่อยู่ในนั้น

เนี่ยคือขั้นตอนของจิตที่มันเกิด หรือท่านเรียกว่าจิตมันส่งออก  มันต้องมีอะไรเป็นตัวเร้าหรือกระตุ้น มันจึงเกิด...นี่ภายนอกโดยอาศัยผัสสะเป็นตัวกระตุ้น

เพราะนั้น ถ้าไม่สามารถหรือไม่ระวังเท่าทัน ควบคุมจิตได้ทันระหว่างการเห็นการได้ยินนี่ มันจะไม่ทันความปรุงแต่งจนเกิดเป็นเรื่องราว ...แล้วเรื่องราวก็จะต้องมีอยู่สองอารมณ์ ไม่ยินดีก็ยินร้าย

ซึ่งส่วนมากเป็นยินร้าย เพราะว่าคนหรือว่ารูปที่เห็น เสียงที่ได้ยินนี่ มันจะเป็นรูปหรือเสียงที่มาจากบุคคลที่มีกิเลสเหมือนกัน มีกิเลสเป็นตัวชี้นำ หรือกิเลสเป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลัง

เพราะนั้น อะไรที่มันทำหรือมันออกมาจากกิเลสน่ะ มันก็คือความเร่าร้อน คือความไม่สวยไม่งาม ไม่ถูกไม่ดีทั้งนั้นแหละ มันเป็นความโทษเป็นความทุกข์อยู่แล้ว

เป็นความเห็นแก่ตัวบ้าง เป็นความเอารัดเอาเปรียบบ้าง เป็นการเหยียดหยามดูถูกกันบ้าง เป็นการยกตนข่มท่านบ้าง เป็นการกล่าวโทษ ติโทษ เพ่งโทษบ้าง ...นี่ มันจะเป็นอยู่อย่างนี้โดยสันดานของกิเลส

มันไม่เคยพูดออกมาด้วยสัมมาหรอก มันไม่เคยแสดงกริยาอาการด้วยความนอบน้อมสักเท่าไรหรอก ยกเว้นถ้ามันเจอพระหรือกลัวพระ มันก็จะแสดงอาการนั้นบ้างเป็นครั้งคราวไป

แต่ว่าโดยสันดานธรรมชาติแล้วมันจะเป็นอย่างนั้นโดยวิสัย โดยอนุสัยอยู่แล้ว ...เพราะนั้นตัวหูตานี่มันจะต้องเจอหรือต้องกระทบอยู่โดยเป็นธรรมชาติของการมีชีวิตอยู่อยู่แล้ว

มันจึงเกิดอารมณ์อยู่ตลอดเวลา แล้วก็จิตก็ส่งออกนอกอยู่ตลอดเวลา ...มันก็จึงก่อให้เกิดความขุ่นมัว หรืออย่างมากก็เป็นทุกข์อยู่ตลอดเวลา ถ้าอย่างน้อยก็เรียกว่าขุ่นมัว

ถ้าอย่างกลางก็เรียกว่า สับสน กังวล หรือว่าไม่สบายใจลึกๆ อยู่ตลอดเป็นพื้นเพ ทั้งวันน่ะ ในหน้าที่การงานน่ะ มันก็ทรงอยู่ในภาวะอย่างนั้นน่ะ

แล้วจิตมันก็เอ้อระเหยอยู่ในความขุ่นมัว กังวล เศร้าหมอง  ไม่รู้จะไปไหนมาไหน ไม่รู้จะทำอะไร ไม่รู้จะอยู่ตรงไหน มันก็วนเวียนอยู่ด้วยความเศร้าหมอง

นี่ก็เรียกว่าไม่ได้อยู่ด้วยสติ ไม่ได้อยู่ด้วยศีล ไม่ได้อยู่กับกาย ไม่เอาจิตมาผูกอยู่กับกาย ไม่เอาจิตมาตั้งมั่นอยู่กับรู้ ไม่เอาจิตมาอยู่กับปัจจุบัน

เพราะนั้นการภาวนานี่ก็เพื่อการอบรมให้จิตไม่ไปทำในอาการที่มันคุ้นเคยอย่างนี้ ...ไอ้อาการที่เราว่ามันคุ้นเคยอย่างนี้ คือสันดานของกิเลส ของมนุษย์ สันดานของปุถุจิต ปุถุชน มันจะวนเวียนอยู่อย่างนี้

พอไม่มีเรื่องราวมากระทบภายนอก มันอยู่ภายใน มันก็จะมีกิเลสภายในขึ้นมาเป็นสัญญา คือความจำ การกระทำคำพูดที่แล้วๆ มา ของคนนั้น ของคนนี้ ของตัวเอง

มันก็ขึ้นมา มันก็วนเวียนๆ ซ้ำซากอยู่ในสัญญา มันก็เป็นอารมณ์ของเรา เป็นเรื่องของเราที่ยังค้างยังคา และยังไม่ยอมหยุด ไม่ยอมหายไป วุ่นวี่วุ่นวายอยู่อย่างนั้น

ข้างในก็มี ข้างนอกก็เกิด นั่น เรียกว่ามันเป็นไฟเผาทั้งสองทางอยู่ตลอด ...แล้วก็งอมืองอตีนอยู่กับมันซะอย่างงั้นน่ะ หรือไม่ก็หาทางแก้หาทางเลี่ยงกันไป

ก็โดยที่ว่าไปเที่ยวหน่อย ให้มันสบายใจคลายใจ ไปดูหนังฟังเพลง หรือไปทำอะไรที่มันบ้าๆ บอๆ แล้วมันรู้สึกว่าหลุดโลกไป อะไรอย่างนี้ แล้วก็ดูเหมือนดีขึ้น

มันไม่ดีขึ้นหรอก แต่เลวลง โง่ลง แก้ไม่ถูก แก้ไม่ออก  เดี๋ยวมันก็เกิดขึ้นมาอีก ก็เกิดซ้ำเดิม อาการเดิม ...เพราะนี่คืออนุสัย ทางไปทางมาของจิต มันก็อยู่อย่างนี้

แล้วก็ปล่อยให้จิตมันส่งออกๆ อยู่ตลอด  แล้วก็ยอม..ยินยอมให้มันส่งออกๆ โดยไม่ควบคุมอยู่ตลอด ...เวลาเห็นเวลาได้ยิน ก็ไม่ได้รับรู้รับเห็นด้วยความมีสติเท่าทัน

การรู้การเห็น การสำเหนียกรู้ การสำเหนียกเห็น ทางตาทางหูนั้นๆ  ไม่เคยตั้งใจที่จะรู้ว่ากำลังเห็น กำลังได้ยินอยู่ตรงนั้น ...นี่เรียกว่าไม่สำเหนียก ไม่มีความมีสติ

ไม่พยายามเพียรรับรู้กับอายตนะด้วยศีลสมาธิปัญญา ...จิตมันก็จะเพ่นพ่านออกไป ส่ายแส่ออกไป เกาะเกี่ยวออกไป เลี้ยวลดวกวนจนเกิดเรื่อง จนเกิดอารมณ์ของเราของเขาอยู่อย่างนั้น

แล้วก็เป็นจริงเป็นจัง เป็นที่สำคัญมั่นหมาย เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต เป็นเรื่องเป็นราวหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยๆ ...ทั้งๆ ที่ว่ามันหนักยังไง มันมีมวลตรงไหน

ถ้าไปยกหินน่ะหนัก หินน่ะมีมวล มีน้ำหนัก นั่นหนัก ...แต่ไอ้ความรู้สึกหรืออารมณ์นี่  มันมีมวล มันมีน้ำหนักตรงไหน มันมีเรื่องตรงไหนให้หนัก

นี่เพราะไม่เข้าใจ แต่มันกลับรู้สึกมันหนัก ทับถม ...จนพาให้ขันธ์นี่อ่อนเปลี้ยเพลียแรง ลุกไม่ขึ้น แบกหนี้แบกสินไว้ เหมือนแบกหนี้แบกสิน มันหนัก

มันหมดเรี่ยวหมดแรงไปเลย มันทับลงมา ...มันมีน้ำหนักได้ยังไงน่ะ มันมีตัวตน มีน้ำหนัก มีความเที่ยงได้อย่างไร แต่มันรู้สึกว่าหนักนี่


(ต่อแทร็ก 14/31)






ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น