วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

แทร็ก 14/15 (2)


พระอาจารย์
14/15 (570415C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
15 เมษายน 2557
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ : ต่อเนื่องจากแทร็ก 14/15 ช่วง 1

พระอาจารย์ –  เราถึงบอกว่า...ถ้าไม่ยึดหมุดมาตรฐานกาย ไม่ยึดหมุดมาตรฐานศีล เป็นตัวรองรับธรรม รับรองธรรม...ธรรมคือความเป็นจริงนะ ...ถ้าไม่มีตัวกายเป็นตัวรับรองธรรมนะ เสร็จ...เสร็จมัน

โดนจิตนี่พาไปบินวนเหมือนอีกาหาเหยื่อ ก๊าๆๆ อยู่อย่างนี้ แล้วกามันไม่กินของสดชอบกินของเน่าอีกต่างหาก นั่นน่ะไปบินสูงน่ะ แบบ "มันได้เห็นไกล เห็นกว้างไง จะได้โฉบลงไปแบบทีเดียวติดเลย"

ถึงบอกว่าถ้าออกนอกกาย ออกนอกปัจจุบันเมื่อไหร่นี่ เสียหายนะ เราพูดว่า...เสียหายเลยนะ เสียหายในองค์มรรค เสียหายในองค์ศีล เสียหายในองค์สมาธิ เสียหายในองค์ปัญญาเลย

แต่พอเริ่มยินยอมพร้อมใจแล้วก็มาตั้งใจรักษาความรู้ตัวไว้ มันก็จะเริ่ม...“เหงา เซ็ง ไม่ได้อะไร คนอื่นเขารุดหน้าไปตั้งไกลแล้ว กูยังไม่รู้อะไรสักอย่างเลย" 

"ทำไมไม่เกิดสภาวะสภาแวะเหมือนเขาเลย ที่เขาพูดมาเป็นฉากๆๆ ...อายเขาจัง เวลาเขามาถามอะไรว่าทำไปถึงไหนแล้วเธอ ไปอยู่วัดสามวันนี่ กลับมาได้อะไร”

จะพูดก็น้ำท่วมปาก อึกๆ อักๆ จะว่า...“ไม่รู้อะไรเลย” ก็พูดไม่ออก ...คือจะตอบไปนี่ อัตลักษณ์กูก็ยังมี ก็เลยพยายามพูดแบบปั้นน้ำเป็นตัวหน่อยแบบ “ด๊ายยย อาจารย์สอนมาตั้งหลายอย่าง” (หัวเราะกัน) 

ก็พูดอย่างข้างๆ คูๆ นะ คือไอ้ที่พูดนี่รักษาอัตลักษณ์ด้วยนะ กลัวๆ กลัวเดี๋ยวเขาจะละเมิดอัตลักษณ์ของเราไป กลัวเขาว่า กลัวสูญเสียความเป็นเรา กลัวด้อยค่าของความเป็นเรา 

เห็นมั้ย มันยังหวงแหนความเป็นเราอยู่นะ ยังไม่เห็นโทษของ “เรา” จริง ยังไม่เห็นความผูกพันต่อเนื่องที่ความเป็น “เรา” นี่มันจะพาให้เกิดภพชาติไม่จบไม่สิ้น 

คือมันยังไม่เห็นโทษของ “ตัวเรา” จริงๆ มันจึงไม่ยอมที่จะเลิกละแบบเด็ดขาดลงไป ...จนกว่ามันจะเกิดภยญาณ ...รู้จักภยญาณมั้ย


โยม –  ภยญาณคืออะไรคะ

พระอาจารย์ –  กลัว ...มันจะเกิดความกลัวของการปรากฏขึ้นของ “เรา” มันจะเกิดความกลัวในการปรากฏขึ้นของขันธ์ของเรา มันจะเกิดความกลัวในการเกิดขึ้นของความที่มีเราโดยที่ไม่รู้จักจบจักสิ้น 

มันจะเกิดเห็นภัยเห็นโทษในความเกิดของขันธ์ของเรา ตรงนี้ มันเห็นโทษก่อน แล้วมันจึงเกิดความกลัวในโทษของการปรากฏขึ้นของมัน ญาณตัวนี้ จะเป็นตัวผลักดันองค์มรรคให้เข้มแข็ง

แต่ตอนนี้มันไม่กลัว มันยังสนุกอยู่ ...มันสนุก มันเพลิดเพลินอยู่ในความเป็น “เรา” แล้ว “เรา” ไปทำอะไร แล้วมันมีความสุขจาก “เรา” ได้ ...มันจึงไม่เห็นว่ามันเป็นโทษเป็นภัยอย่างไร

ถ้าให้เทียบกับที่มานั่งแล้วรู้เฉยๆ แล้วมันไม่ได้อะไร มันจะบอกว่า “อันนั้นดีกว่า” ...นี่มันให้ความสำคัญ ให้น้ำหนักตรงนั้นมากกว่า 

แต่น้ำหนักของตรงนี้ที่รู้เฉยๆ นี่ สุข-ทุกข์มันไม่มี ...ถ้าเทียบกับน้ำหนักที่เราได้สุขกับทุกข์ด้วยการกระทำของเรา ความคิดของเรา ความเห็นของเรา น้ำหนักตรงนั้นมันมีมากกว่า

ตรงนี้จึงจะเกิดการคัดง้างกันระหว่างศีลกับโลก ศีลธรรมกับโลก ความเป็นจริงกับความไม่จริง ...ซึ่งสำหรับพวกเราตอนนี้ความไม่จริงนี่มีน้ำหนักแรงกว่า 

ตรงนี้จึงต้องกลับมาทวนบ่อยๆ ...เอาความจริงเข้าสู้ ไม่ใช่เอาความอยากเข้าไปสู้ เอาไปแก้ ...เอาสติตัวจริง เอากายตัวจริง เอาศีลตัวจริง เอาสมาธิคือเอาจิตตัวจริงมาสู้ 

คือแค่รู้...ตั้งอยู่แค่รู้ ตั้งอยู่แค่เห็น แล้วไม่ออกรู้ออกเห็นไปนอกกองกายนี้ กองปัจจุบันนี้ แค่นี้ ...ต้องตั้งกองนี้ เป็นฐานสู้ สู้กับความไม่จริง ซึ่งมันยังกำลังให้น้ำหนักอยู่


โยม –  อ๋อ หนูเข้าใจแล้ว ไอ้ที่เราสู้นี่ก็คือ...เหมือนมันหลอกล่อให้เรากลับไปทางเดิม ใช่รึเปล่าคะ คือไม่ยอมให้เรามา หนูเข้าใจอย่างนั้นฮ่ะ

พระอาจารย์ –  ดูอย่างเวลาเราเดินๆ อยู่ข้างถนนนี่ แล้วมีคนมาเดินชน...ปึง นี่ ปึ๊บมันจะทิ้งเนื้อทิ้งตัวเลย แล้วมันจะไปเกิดอารมณ์ทันทีเลย ...เห็นมั้ย มันทิ้งโดยที่ว่าโดยฉับพลันเลย 

มันจะไปตามร่องเดิมของมันเลยว่า...เขาชนเราจริง แล้วเราจะต้องโกรธกับมันจริงๆ ...นี่คือการเป็นอัตลักษณ์โดยที่ว่าแทบจะเป็นธรรมชาติของเรา...ทุกผู้ทุกคนเลย

แต่ถ้าในลักษณะของพระอริยะ ชนปึ๊บ...รู้ตัวปั๊บอยู่ตรงนั้นเลย จิตนี่หยุดอยู่ตรงนั้นเลย ...แล้วก็การชนนั้นดับไป การเคลื่อนของรูป ของบุคคล สลายไปในปัจจุบันนั้นเลย

นี่มันเกิดความเคยชินในคนละแบบ คนละระบบกัน ...มันจึงไม่เกิดความสืบเนื่อง ไม่เกิดความสืบเนื่องของขันธ์ทั้งในอนาคต ทั้งในอดีต ...มันสืบเนื่องได้ทั้งสองแง่นะ ทั้งในอดีตทั้งในอนาคต 

แต่นี่โดยสัญญาก็ไม่มี โดยอนาคตที่คิดว่า...เดี๋ยวจะตามไปด่ามันสักหน่อย เพราะเมื่อกี้ด่าไม่ทัน ...ก็ไม่มีอ่ะ ...ไม่มี ดับหมดตรงนั้น

นี่เรียกว่าเกิดความเท่าทัน แล้วก็...ปัญญามันเข้าไปละ เข้าไปตัดความสืบเนื่องต่อเนื่องเป็นภพและชาติ ...ซึ่งมันจะเป็นโดยอัตโนมัติ

นี่พูดถึงว่ายังไม่ถึงที่สุดของธรรม ของผลนะ ...นี่ในระดับพระอนาคา ระดับมรรคขั้นสูงลงไป จะรู้สึกอย่างนี้ก่อน โดยเป็นอัตโนมัติเลย


โยม –  ชนก็ไม่รู้สึกอะไรเหรอ

พระอาจารย์ –  ไอ้นั่นพระอรหันต์ ... ถึงบอกว่าไปทำกรรมกับพระอรหันต์นี่ เหมือนกับเอามือไปชกลม 

แล้วถามว่าพระอรหันต์ท่านตอบโต้มั้ย...เปล่า พระอรหันต์ท่านถือโกรธใครกับตรงนั้นมั้ย...เปล่า พระอรหันต์ท่านเป็นบุญเป็นบาปกับท่านรึเปล่า...ก็เปล่า

แต่มึงชกเข้าไปเถอะ มึงเมื่อยเอง ความเมื่อยเกิดที่คนนั้น ใครชกแรงก็เมื่อยแรง เข้าใจมั้ย ...คือไม่ได้เนื่องเพราะท่านเลยนะ ท่านคือลมน่ะ 

เนี่ย กรรมที่กระทำกับพระอรหันต์ เหมือนอย่างนั้น ... แต่ว่าผลตอบสนองนี่...เท่ากับที่กระทำไป เท่าที่กระทำตรงนั้นเลย เข้าใจมั้ย

แต่ถ้าเราไปชกกระสอบทราย มันมีแรงการปะทะกัน มันมีการซึมอำนาจพลังซึ่งกันและกัน ตรงเนี้ย มันจึงมีปฏิกิริยาตอบโต้ ซึ่งมันสลายความรู้สึกที่เป็นผลในปัจจุบันโดยทันทีไป

แต่ถ้าเป็นพระอรหันต์นี่...เต็มๆ บอกให้เลย ...กรรมจึงเกิดขึ้นแบบทันตาเลย เหมือนกับประมาณนั้นเลย เพราะว่าไม่มีการแบ่งซึมซาบกรรมซึ่งกันและกัน

คราวนี้อย่างนี้เปรียบเทียบว่า พระอรหันต์นี่เปรียบเหมือนอากาศ พระอนาคาเปรียบเหมือนกระดาษเบาๆ บางๆ ถ้าเป็นระดับต่ำกว่านั้นก็เป็นประเภทกองฟาง 

แต่ถ้าเป็นพวกเราแบบปุถุชน...ก็กำแพงกับกำแพง เข้าใจมั้ย กระทบกันเป็นไง ...แล้วมันตอบโต้ดิ้นได้ด้วยนะ มันไม่ใช่แค่กำแพงที่เป็นกำแพงไม่มีชีวิตนะ

เนี่ย พูดเพื่อให้เข้าใจว่าการรู้ตัวนี่สำคัญอย่างไร สำคัญยิ่งกว่าความรู้ในที่อื่นทั้งสิ้นเลย ความรู้ที่อื่น ความรู้ที่นอกจากตัวนี้ออกไปนี่ ถือว่าเป็นความรู้ลวง ความเห็นอันลวง...หลอกลวง


โยม –  พระอาจารย์คะ หนูเคยได้ยินเขาพูดว่าการฝึกกรรมฐานนะ ไปฝึกเองไม่ได้ เดี๋ยวมันจะบ้า จะต้องมีครู เพราะเหตุนี้ใช่มั้ยคะ

พระอาจารย์ –  ก็คล้ายๆ อย่างนี้ แต่มันไม่ถึงกับบ้าบออะไรหรอกถึงไปฝึกเอง ...มันก็เป็นเรื่องของอำนาจกรรมด้วย 

ถ้าไม่มีกรรมเข้ามาเสริมเติมแต่ง คือกรรมในอดีต กรรมในที่เคยทำมาไม่เป็นกุศลนี่ มันก็ไม่พาให้เกิดความบ้าใบ้จนเสียจริตไปหรอก

แต่ว่าการที่มีครูบาอาจารย์ ...แล้วครูบาอาจารย์ต้องเป็นครูบาอาจารย์ที่อยู่ในเส้นทางของมรรคจริงๆ


โยม –  ที่รู้จริง

พระอาจารย์ –  เพราะอาจารย์นี่ก็มีหลาย ...หลายจนล้นแล้ว สมัยนี้ บวชซักห้าพรรษา นั่งปุ๊บรวมปั๊บ รูดปุ๊บสำเร็จปั๊บ ประกาศธรรมป้าบ ...เยอะ 

แต่ละรูป ละอ่อนๆ หน้าตาละอ่อนๆ ทั้งนั้น หูย ใหญ่โตมโหฬารในธรรม ...เยอะ ง่าย แบบ “อาตมาบารมีสูงมาแต่เกิดน่ะ มันก็เลย อือม์ เร็วหน่อยน่ะโยม” อะไรประมาณนั้นน่ะ

พวกควายที่ฟังก็หูผึ่งหางกระดิก ก็มีแต่ควายฟัง หาคนฟังไม่มีอ่ะ ...แต่ถ้าคนฟังก็ลุกขึ้นแล้วก็เดินจากไป แต่ไอ้ควายก็ยังหันมามองว่า...เหอะ ไอ้นี่ไม่มีปัญญา

นี่คือเหล่าพระอริยะท่านจะรู้ว่าจริงไหม ...อันนี้ธรรมจริงหรือว่าธรรมปลอม อันนี้เป็นความรู้ที่แท้จริงหรือเป็นความรู้หลอก อันนี้เป็นธรรมตามตำราหรือเป็นธรรมที่นึกคิดขึ้นมาเอง 

เรียกว่าตาของท่านนี่เหมือนกับรังสีเอ็กซเรย์น่ะ มันเห็นไปถึงเลือดเนื้อกระดูกในการกระทำคำพูด ในเนื้ออรรถเนื้อธรรม 

ไม่ได้เห็นด้วยตาญาณ ไม่ได้เห็นด้วยเจโต ไม่ได้เห็นด้วยอะไร ...แต่เห็นจากเนื้อธรรม ว่าธรรมนี้ยังเจือปนกี่มากกี่น้อย หรือเป็นธรรมอันบริสุทธิ์จริงๆ 

คือธรรมที่สังเคราะห์มาเป็นวาจานั่นแหละ มันออกมา ...เพราะว่าจะเป็นธรรมจริงๆ มันจะต้องสังเคราะห์มาจากวาจาที่บริสุทธิ์ จากกายที่บริสุทธิ์ จากจิตที่บริสุทธิ์ ...มันจะต่างกัน

แต่ถ้ามันผ่านมาจากวาจาที่ไม่บริสุทธิ์ มันผ่านมากับจิตที่ไม่บริสุทธิ์ แม้จะเป็นภาษาธรรมเดียวกัน ก็ต่าง...เมื่อไม่ใช่ธรรมอันนั้นจริงๆ เข้าใจมั้ย


(ต่อแทร็ก 14/16)



วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

แทร็ก 14/15 (1)


พระอาจารย์
14/15 (570415C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
15 เมษายน 2557
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ : แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น 2 ช่วงบทความ)

โยม –  หลวงพ่อคะ หนูอยากถามว่า อย่างเรามีเพื่อน...เพื่อนร่วมโลกเราที่เขามีปัญหา แต่ว่าอย่างเรามาเข้าวัดอย่างนี้ เราก็ได้ความรู้ แต่ว่าเขาไม่มีโอกาสอย่างเราน่ะ เราจะไปช่วยแนะนำเขายังไง

พระอาจารย์ –  ช่วยตัวเองให้รอดก่อน ช่วยตัวเองให้มาก


โยม –  ช่วยตัวเองดีกว่า?

พระอาจารย์ –  ดีกว่าไปช่วยคนอื่น ...ทั้งๆ ที่ว่าตัวเองยังอยู่ในสภาพ...เป็นโปลิโอ หลังค่อม มือหงิก ใช้กระดืบๆ ไปบนทาง แล้วว่า... “สงสารคนรอบข้างจัง ไม่รู้จะช่วยเขายังไงดี” 

ไอ้ตัวเองก็กระดึ้บๆๆ เหมือนหนอนดิ้นไป เหมือนหนอนกินอยู่บนยอดชาเขียวสามใบ แต่ด้วยความเมตตา ...“สงสารเพื่อนจัง” (หัวเราะกัน) “จะหาทางไหนช่วยมันดี”


โยม –  ช่วยสละหลังให้ขี่ กระดึ้บๆ

พระอาจารย์ –  อย่าให้มันเป็นอย่างนั้น


โยม –  ก็เห็นแก่ตัวสิคะ

พระอาจารย์ –  ธรรมดา ...อัตตาหิ อัตโน นาโถ ตนต้องเป็นที่พึ่งของตนเอง ตนจะต้องยืนได้ด้วยลำแข้งของตัวเองก่อน ตนจะต้องคล่องแคล่วในการดำรงวิถีแห่งมรรค ดำรงวิถีแห่งขันธ์...โดยรอบโดยตลอดให้ดีก่อน 

ไม่อย่างงั้นน่ะ จะเป็นภาวะที่เรียกว่า “เตี้ยอุ้มค่อม” ...รุงรัง แล้วตัวนั้นน่ะคือตัวรั้งและเหนี่ยว ถ่วง

เห็นมั้ย นี่มันเป็นเมตตาด้วยความละโมบนะ มันเป็นความเมตตาที่ติดและข้องนะ ไม่ใช่เมตตาญาณ ไม่ใช่เมตตาที่เป็นอัปปมัญญา ไม่ใช่เมตตาของพระอริยะบุคคล แต่เป็นเมตตาที่ยังแฝงด้วยความติดและข้อง

อย่าเพิ่งรีบเมตตา ...เมตตาตัวเองก่อนว่า “กูจะรอดมั้ยเนี่ย กูจะรอดจากปากเหยี่ยวปากกามั้ยเนี่ย” เข้าใจมั้ย ...วันนี้จะเจออะไรมั่ง รู้มั้ย และจะรับกับสภาวะอารมณ์ที่ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นมั้ย นี่ กูจะรอดมั้ยเนี่ย

คำว่ารอดคืออะไร คือสามารถดำรงคงจิตกับกายด้วยความสม่ำเสมอต่อเนื่องได้มั้ย ..."กูจะรอดมั้ยนี่" ... ประเมินตัวเองได้รึยัง เห็นมั้ย ไม่แน่  

ไม่รู้ว่าวันนี้จะไปเหยียบตาปลาใครรึเปล่า หรืออยู่ดีๆ ไอ้คนข้างๆ มันประสาทแดกขึ้นมาแล้วอยู่ดีๆ มันหันมากัด ใช่มั้ย ไม่รู้


โยม –  ช่วยตัวเองให้ได้ก่อนใช่ไหมคะ

พระอาจารย์ –  จนกว่ามันจะเกิดความมั่นใจจริงๆ น่ะ ...คือถ้าไม่ใช่ระดับพระอริยะจริงๆ จะไม่สามารถประเมินได้เลยว่าศีลสมาธิปัญญาระดับเนี้ย มันจะพอกับกิเลสตัวนี้ตัวนั้นตัวโน้นมั้ย


โยม –  อย่างนั้นที่เราทำบุญช่วยคนอื่นไปมันก็ไม่ได้ผลสิคะ

พระอาจารย์ –  ผลมันก็ได้ บุญก็มี ...แต่ว่าบุญแค่นี้มันไม่สามารถสงเคราะห์เข้าองค์มรรคได้ร้อยเปอร์เซ็นต์  เขาเรียกว่า พอเป็นน้ำจิ้ม หือ อร่อยมั้ย เนื้อย่างเกาหลีถ้าไม่กินน้ำจิ้มมันก็ไม่อร่อย

แต่ถ้ากินน้ำจิ้มอย่างเดียวก็คงไม่อิ่ม ...ก็ได้แค่น้ำจิ้มน่ะบุญ-บาป แต่ถ้าจะอิ่มท้องก็ต้องกินเนื้อล้วนๆ จะมีน้ำจิ้มหรือไม่มี จะกระดากปากติดคอ กินเข้าไป ฝืดคอหน่อย ไม่อร่อย กินเข้าไปเถอะๆ

แล้วก็รู้...ถ้าท้องอิ่มแล้ว น้ำจิ้มกูก็ไม่กินแล้ว ...แต่ถ้ามานั่งกินน้ำจิ้มน่ะ เนื้อก็ไม่ตกถึงท้อง ข้าวก็ไม่ได้ตกถึงท้อง กับข้าว ผลไม้ก็ไม่ได้ตกถึงท้อง ...ก็มีแต่กินน้ำจิ้ม โรคมันจะถามหานะ 

เหล่านี้ พวกเราจะต้องเข้าใจก่อน เพราะมันเป็นธรรมเนียมที่คุ้นเคยมาก่อน ดี-ร้าย ถูก-ผิด แล้วก็...อัตลักษณ์ของเราคือพยายามสร้างภาพเป็นคนดี เป็นผู้มีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์และสัตว์โลก 

แต่ค่อนข้างจะรู้สึกว่าสัตว์โลกไม่ค่อยเมตตาเราเลย (หัวเราะกัน) ทั้งๆ ที่ว่ากูอุตส่าห์เมตตามัน ...เห็นมั้ย ลึกๆ มันยังมีนะ...ความเป็นเรากับเขานี่ 

เพราะนั้น แรกๆ ก็ดูดีนะ เมตตานี่ แต่พอมันชักเริ่มไม่ฟัง “ทำไม่สัตว์โลกมันอย่างนี้ นี่เมตตานะกูถึงสอน” นี่ จะเริ่มหงุดหงิด จะเริ่มเป็นปฏิฆะ 

จะเริ่มคิดแทนเขา จะเริ่มกังวลในความเป็นไป ความดำเนินไปในวิถีกายวิถีจิตของเขา ว่าเขาจะเจออะไรรึเปล่า มันรุงรังนะ นี่ ต้องเป็นคนใจดำ


โยม –  ใจเด็ดไม่ใช่ใจดำ

พระอาจารย์ –  ดำด้วย ไม่เห็นหัวใคร ไม่เอาธุระกับใคร ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ เข้าใจมั้ย ...คือไม่ใช่เพราะโดยนิสัย แต่ว่าเพราะมีจุดมุ่งหมาย ...ไม่ใช่ไปสร้างสันดานให้ใจดำ 

แต่ว่ามีจุดมุ่งหมาย นั่น แล้วค่อยว่ากันใหม่ ถ้าถึงจุดนั้นแล้วค่อยว่ากันใหม่ ...ทีนี้จะรู้จักคำว่า “เมตตาอัปปมัญญา” คือเมตตาไม่มีประมาณ

อย่างหลวงปู่...ท่านเทศนาสอนธรรมนะ ตีสามกับหนึ่งทุ่ม เป็นกิจวัตร  สมมุติว่าไม่มีพระมาเลย มีโยมมานั่งคนเดียว...ท่านก็พูด แม้แต่ไอ้คนมานั่งฟังมันจะไม่สนใจเอาไปปฏิบัติเลย...ท่านก็เทศน์เรื่องการปฏิบัติ

เนี่ย คือท่านไม่อยู่ในฐานะที่ว่าหว่านพืชหวังผล ...แต่ท่านไม่เคยทิ้งการหว่าน แม้มันจะเกิดผล เกิดต้น เกิดหน่อ เกิดกล้า หรือไม่เกิดเลย ...ท่านก็หว่าน 

เนี่ยคืออัปปมัญญา ไม่มีประมาณ ... แต่ถ้าหว่านไปแล้ว มีกล้าเติบใหญ่ ออกหน่อ ออกผล งดงาม  ท่านก็อนุโมทนา

ให้มันถึงจุดนั้นก่อน แล้วมันจะได้ผลอันใหญ่...กว่าที่เราจะไปเกื้อกูลเล็กๆ น้อยๆ แต่ว่าไอ้ที่ติดข้องตามมาเป็นพะเรอเกวียน นี่ ...เรียกว่า "ได้...น้อยกว่าเสีย"

จะต้องให้ได้ศีลกับตัวเองก่อน จะต้องให้ได้สมาธิกับตัวเองก่อนให้มาก จะต้องให้ได้ปัญญากับตัวเองก่อนให้มาก แล้วต้องหวงแหนยิ่ง...ในศีลสมาธิปัญญาของตัวเอง

หวงแหนโดยยังไง ...รักษาไว้ ทะนุถนอม ฟูมฟักประคับประคองไว้ ...อย่าทำเป็นแบบลิงได้แก้ว  เบื่อแล้วก็ทิ้ง เล่นแล้วไม่สนุกก็ทิ้ง ว่าไม่มีอย่างที่เข้าใจตามที่เคยคิดคาดหมาย เคยอยากก็ทิ้ง ...อย่างนี้ ลิงได้แก้ว

เพียรรักษาไว้ซึ่งความรู้ตัว...ที่มันดูเหมือนไม่ได้อะไร ไม่เป็นอะไร ไม่เกิดอะไร ...นี่ เห็นมั้ย แค่ว่าไม่เกิดอะไรขึ้นระหว่างที่รู้ตัวอยู่นี่ นี่คือมงคล 

คือไม่เกิดอะไรขึ้นเลยระหว่างที่รู้ตัวนี่ แปลว่ายังไง ...ก็แปลว่าจิตมันไม่ออกไปสร้างภพนะ มันจึงไม่รู้สึกว่าเกิดอะไรขึ้นมาเลย ...เห็นมั้ยว่ามันระงับความเกิดขึ้นมั้ย มันระงับภพมั้ย

แต่ว่าความทะยานในภพ...คืออำนาจของตัณหานี่มันยังมี ตัณหายังไม่หมด  มันจึงรู้สึกว่า...อยากจะเกิดอะไรขึ้นมาบ้าง ...แต่ในขณะที่มันรู้ตัว มันจะอยู่ในสภาวะที่ไม่เกิดอะไรขึ้นมาเลย

เพราะนั้นพวกเราจะต้องทำความเข้าใจก่อนว่า เนี่ย ดีแล้ว เนี่ยถูกแล้ว เนี่ย ตรงแล้ว เนี่ย ใช่แล้ว ...ทุกอย่างที่มันกำลังปรากฏอยู่ในท่ามกลางความรู้ตัวนี่ มันเป็นเหตุแห่งองค์มรรค ตรงต่อองค์มรรคแล้ว

เห็นมั้ยว่า แม้กระทั่งเรามาประกอบอยู่ในปัจจุบัน ผลก็ยังเกิดในปัจจุบันเลย ...คือ มันระงับซึ่งความเกิด มันถึงเป็นความรู้สึกเป็นผลมาว่า...ไม่เกิดอะไรเลย

แต่ไอ้อำนาจของตัณหาที่มันยังมีเชื้ออยู่ภายใน มันยังมีความทะยานอยากในการเกิด แล้วมันก็จะสร้างทิฏฐิในความทะยานอยากว่า..."ในการเกิดนี่มันจะได้เกิดอะไรที่เป็นสุขๆ กว่านี้"

นี่มันหลอกล่อแบบเอาของมียี่ห้อมาติด เอาแอร์เมสมาติด เอาชื่อหลุยส์วิตตองมาติด เอาเฟอร์รากาโน่มาติด  แล้วก็เสร็จๆ ...เสร็จมัน

คือตอนแรกเอาของสนามหลวงมาติดนี่...ฮื้อ เอาของโบ๊เบ๊มาก็...ฮื้อ  พอเป็นหลุยส์วิตตอง ...เอ๊ ชักเหล่มอง เนี่ย เดี๋ยวมันก็หาไอ้ตรงที่ป๊ะใจกูมานั่นแหละ

นี่คือความล่อหลอกของจิต แล้วมันสร้างภพมาล่อ สร้างความสุขในภพมาล่ออย่างนี้ ...แต่พอมาอยู่ตรงนี้ มันจะต้องอดอยากปากแห้ง เพราะมันจะไม่เกิดอะไรเลย

ทีนี้มันก็มาในคราบของธรรม ...เห็นมั้ย จิตมันแปลงหน้าแปลงตานะ "ในคราบของโลกมึงไม่ไปใช่มั้ย เนี่ย กูเอาเฟอร์รากาโน่ กูเอาหลุยส์วิตตอง เอากุชชี่ มาล่อ"

ทีนี้ก็ลังเลแล้วว่า “ถ้าไม่ไป...ก็จะไม่ได้ความรู้ในธรรมนี้ จะละเลิกเพิกถอนอะไรไม่ได้ จะไม่เข้าถึงมรรคผลเลยนะนี่ มันไม่มีปัญญาเกิดขึ้นมาเลยนะ” ... เนี่ย มันเอาธรรมมาล่อ

ซึ่งในขณะที่รู้ตัวกันอยู่นี่ก็ยังเป็นควายอยู่นะ ไม่ใช่ว่าหมดสิ้นความเป็นควายแล้วนะ จริงๆ ยังโง่อยู่ แต่กำลังพยายามดัดแปลงความโง่ของตัวเอง จากโง่แล้วอวดฉลาด ก็กำลังมาฉลาดในความโง่ 

แต่มันก็ยังมีนิสัยโง่อวดฉลาดอยู่ มันยังไม่หายโดยที่สุดหรอก ...เพราะนั้นพอเอาธรรมมาล่อนี่ มันก็เป็นของที่...อดไม่ได้ ยังอดไม่ได้

แล้วยิ่งไปอยู่ในกลุ่ม สมมุติไปอยู่ในสำนัก มีเพื่อนไหนสำนักเดียวกัน แล้วเขามาเล่าสภาวธรรมต่างๆ  แล้วเขาบอกว่าเขาทำแล้วเขาเห็นนี่ๆๆๆ

อู้ย เริ่มแล้วๆ เริ่มน้ำลายยืด ตาเยิ้ม ทะยาน ทิ้งเนื้อทิ้งตัว ทิ้งปัจจุบัน ทิ้งกายเลย ทิ้งรู้เลย ...แล้วไปไหน ...ไปหา หา หาจนจะเป็นมหาอยู่แล้ว รู้จักคำว่า “มหา” มั้ย มันหาจนได้เป็นมหาน่ะ

เข้าใจคำว่า “มหา” มั้ย คือมันเซอร์ติฟิเคท (certificate) รองรับน่ะ ...ว่ากูรู้จริงๆ นะเนี่ย ความรู้กูเยอะจริงๆ นะเนี่ย ก็เลย “มหา” เลย ...จะเอาถึงเปรียญ ๙ เลยรึไง

กว่าจะรู้ตัวว่าถูกหลอกนี่ ก็ต้องหอบสังขารลากสังขารมาถึงเชียงใหม่ ...ก็ถึงบอกว่า มันไม่ใช่นะ ขอยึดใบรับรองความเป็นมหาคืนได้มั้ย ...เนี่ย ยังยื้ออีกนะ ยังดึงอีกนะ


โยม –  เสียดายฮ่ะ (หัวเราะ)


พระอาจารย์ –  เออ มันแบบว่า... “กว่าจะสร้างความรู้ความเห็นในระดับนี้ขึ้นมา เนี่ย รู้ถึงจิตใจหนูบ้างมั้ย

นี่ มันไม่ใช่ว่ามันมีแง่มุมเดียวนะ ความล่อหลอกของจิต มันทุกรูปแบบเลย ...เพื่อจะให้อยู่ในกำมือของอวิชชาคือความไม่จริง แล้วปั้นแต่งขึ้นมา...ให้จริงให้ได้ ไม่แง่ใดก็แง่หนึ่งน่ะ


(ต่อแทร็ก 14/15 ช่วง 2)



แทร็ก 14/14


พระอาจารย์
14/14 (570415B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
15 เมษายน 2557



พระอาจารย์ –  สะสมพลังไป ..มันจะไปห้ามแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดไม่ได้หรอก ... ก็อยู่ในฐานะจำยอม จำทนกับกรรมและวิบากที่เราจะต้องเสวย ...คือต้องไปทำงานหาเงิน

แต่อย่าให้มันออกไปไกล ไปนาน ...คอยน้อม คอยหยั่ง คอยเตือนไว้ภายใน ให้กลับมาอยู่กับหมุดมาตรฐาน คือความเป็นจริงในปัจจุบันกาย ...เต็มกำลังให้ได้มากที่สุด เท่านั้นก่อน

แล้วทีนี้เวลากลับมาอยู่บ้าน ...คือไม่จำเป็นต้องลางานมาอยู่วัดหรอก ...ก็ในเวลาทำงาน มันก็ไม่ได้อยู่ในที่ทำงาน ๒๔ ชั่วโมง เข้าใจมั้ย อย่ามาอ้างนะว่าไม่มีเวลา

กลับมาอยู่บ้านนี่ เอ้า งานมันตามหลังมารึไง แม่นางควายเคี้ยวเอื้อง (โยมหัวเราะกัน) ...คือสันดานควายเคี้ยวเอื้อง นี่ มันกินเสร็จแล้ว มันเก็บเข้าไปข้างในเนี่ย แล้วมันก็สำรอกมาเคี้ยวต่อใหม่ เข้าใจมั้ย  

เนี่ย ควายทั้งนั้น เคี้ยวเอื้องได้ตลอดวัน คือจริงๆ มันกินจนอิ่มแล้วก็ยังเอาออกมาเคี้ยวต่อ แบบ...มันส์ดี มันส์

ก็ต้องเข้าใจว่า มาอยู่บ้านแล้วงานไม่ได้ตามมานะ ภาระก็ไม่ได้ตามมานะ ไปคิดเอาเอง ไปแบกเอาเองนะ ว่า... "โอ้ย ไม่ไหวแล้ว เหนื่อยจังๆๆ ไม่มีกะจิตกะใจจะรู้เนื้อรู้ตัวแล้ว นอนก่อน"


โยม –  แต่บางวันหนูทำงานไม่ทัน หนูก็เอากลับไปทำที่บ้าน

พระอาจารย์ –  ก็ทำไป


โยม –  ...ลืมภาวนาเลย

พระอาจารย์ –  นั่นแหละ ปัญหาใหญ่คือมันลืมภาวนา ...ไอ้คำว่าลืมภาวนานี่ อีกภาษานึงเขาเรียกว่า...หลง ด้วยโมหะมันครอบงำ 

แล้วโมหะนี่เป็นมิตรสนิทชิดใกล้เลย...ยิ่งกว่ามิตรแท้ประกันภัยอีก ...คือมันจะตาม ติดสอยห้อยตามทุกครั้งที่ขาดสติเลย มันจะเอาความลืมความหลงมาแทรกไว้ก่อน

เพราะนั้นว่าเราต้องยอมรับสภาพนี้ก่อน...ว่ากิเลสโมหะนี่ เป็นของที่ละได้ยาก และเป็นของที่เท่าทันได้ยากด้วย  กว่าจะรู้ว่าลืมไปนี่ บางทีเป็นหลายนาที เป็นชั่วโมงเลย ...มันต้องเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว

แต่คราวนี้ว่า ถ้าเป็นพวกเราก็เสียใจร่ำไรว่า...ไม่น่าเลยเรา  ตำหนิติโทษ แทนที่ว่า...รู้แล้วว่าลืม แล้วรู้ว่ากำลังรู้ตัวอยู่ ...แทนที่จะรักษาความรู้ตัวใหม่ กลับมาพิรี้พิไรอะไรกันนักกันหนา

ติโน่นโทษนี่... "เนี่ยๆ เพราะไอ้นี่ ...เพราะตอนนั้นเลย ที่มันลืมเพราะไอ้เนี่ยมันมาชวนคุย นี่ถ้าไม่มีมันนะ ก็คงไม่ลืมหรอก" ... เนี่ย โทษ สันดานชั่งโทษ เพ่งโทษ

มันไม่โทษตัวเองนะ มันโบ้ยไปๆ ...ไม่มีคนมาให้โบ้ย ก็โบ้ยว่า... “วันนี้อากาศมันไม่ค่อยดีเลย” เนอะ


โยม –  มันร้อนฮ่ะ

พระอาจารย์ –  "ร้อนไป จิตใจมันก็เลยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แน่ะ อากาศไม่ดี...จิตใจเลยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว" ...ดูมันพูด ดูควายมันพูด


โยม –  ก็ดูไปๆ เริ่มใหม่ค่ะ ไปเริ่มนับศูนย์ใหม่

พระอาจารย์ –  นั่นแหละ ต้องนับหนึ่งนับศูนย์อยู่ตลอดเวลา ...อย่าให้มันเกิน “นี้” ไป อย่าให้มันเกิน “นี้” ออกไป 

เมื่อใดที่เกิน “นี้” ออกไปนี่ ...ให้รู้ไว้เลย เขาควายจะงอกตามทีละนิดๆ ...พองอกได้ที่ปั๊บนี่ กูขวิดเลยแหละ...เจอคนขวิดคน เจอจอมปลวกกูก็ขวิดได้... เอาไว้ลับเขาไง 

แล้วส่วนมากมันไม่ไปขวิดจอมปลวกหรอก ...จะขวิดไอ้คนที่กูเกลียดนี่แหละ เพราะว่ามันเป็นตัวขัดขวางการดำเนินในการดำรงชีวิต มันต้องขวิดแล้วก็ปัดไปให้อยู่ไกลๆ ซะ

และอย่านึกว่าคนอื่นเขาไม่มีเขานะ หือ “นึกว่ามึงมีเขาคนเดียวรึไง กูก็มี” ...นี่ ได้เลือดล่ะทีนี้ ได้เลือดล่ะ ได้ทั้งเรื่องแล้วก็ได้ทั้งเลือดแหละทีนี้ ...คือกะจะขวิดกันให้ตายไปข้างนึง

แต่ไม่ตาย...กิเลสไม่มีวันตาย  ...เพราะนั้นจะเป็นยังไง เมื่อกิเลสไม่มีวันตายตายจริง นี่ แม้แต่เราฆ่ากันจนตาย ก็ไม่ตายนะ ...แต่มันเปลี่ยน...เปลี่ยนสภาพขันธ์ใหม่ เพราะไอ้ขันธ์นี้มันใช้การไม่ได้แล้ว

แต่แค้นนี้ไม่มีวันลืม กิเลสไม่มีวันตาย ยี่สิบปีไม่สาย ใช่มั้ย ...เดี๋ยวกูขอใช้เวลายี่สิบปี มันลากขันธ์ขึ้นมาใหม่ก่อน แล้วมาถึงครบยี่สิบ-ยี่สิบห้าปีนี่วัยกำลังกำดัด มาเลย...บ๋อย เช็คบิลหน่อย ทีนี้ไล่เช็คบิลกันแล้ว

ถึงบอกว่าไม่มีการที่ว่าจะฆ่ากันตายได้จริงๆ นะ การตายการเกิดของเราอย่านึกว่าตายลับดับสูญนะ มันเป็นแค่การเปลี่ยนสภาพขันธ์ใหม่ ...เราก็จะไปเช็คบิลเขา และเขาก็รอที่จะเช็คบิลเรา ไม่ใช่เราจะเช็คบิลเขาอย่างเดียวนะ

เห็นมั้ยว่าการผูกหนี้กรรม การผูกเวรและกรรม ...แล้วเรารู้บ้างมั้ย ว่าเราไปเป็นหนี้ใครไว้บ้าง แล้วเรารู้มั้ยว่าเป็นเจ้าหนี้กับใครบ้าง ...นับไม่ถ้วนเลยแหละ บอกให้เลย

แล้วในขณะเดียวกันที่เราใช้ชีวิตอยู่ในปัจจุบันด้วยความไม่รู้ตัว เราก็สร้างลูกหนี้และเจ้าหนี้ขึ้นพร้อมกันไปด้วยอย่างนี้ ...ทีนี้พอถึงเวลามาชดใช้กันน่ะ ก็ว่า... “หนูไม่เคยทำๆ นี่มันเคราะห์ไม่ดี ซวยๆ” 

แล้วมันแก้อะไรไม่ได้ ...ไม่มีอะไรลบล้างกรรมได้น่ะ


โยม –  ภาวนาล่ะคะ

พระอาจารย์ –  ไม่มีอะไรลบล้างกรรมได้ กระทั่งพระพุทธเจ้า พระโมคคัลลาน์ ...รู้จักพระโมคคัลลาน์มั้ย ท่านตายยังไง


โยม –  ถูกตีจนตาย

พระอาจารย์ –  กระดูกนี่แหลกไม่มีชิ้นดีเลย ...กรรมมั้ยนั่น ท่านหนีได้มั้ย  ท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็เรียกว่าเอาภาวนามาลบล้างสิ ก็ไม่ได้ เห็นมั้ย จะเอาอะไรมาลบล้าง


โยม –  โยมนึกถึงเหตุการณ์นั้นน่ะหลวงพ่อ โยมนึกถึงกรรมน่ะค่ะ

พระอาจารย์ –  ทุกอย่างน่ะ...ไม่มีอะไรเกิดมาโดยที่ไม่มีต้นสายปลายเหตุหรอก  เพียงแต่ว่าเราไม่รู้ว่าต้นสายมันอยู่ตรงไหน ...ส่วนมากเราจะเจอแต่ตอนที่มันเป็นปลายเหตุแล้ว


โยม –  แต่ที่เราไม่บาดเจ็บเป็นเพราะว่าเราไปทำบุญมาใช่มั้ยคะ

พระอาจารย์ –  ไม่เกี่ยว อย่าไปคิดอะไรที่นอกเหนือจากปัจจุบัน อย่าไปหาความเป็นจริงอะไรที่นอกเหนือจากปัจจุบัน ...สิ่งหนึ่งที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ ท่านบอกว่า กรรม วิบาก เป็นอจินไตย

คำว่าอจินไตย คือว่า เกินกว่าจิตมนุษย์จะหยั่งถึง ...ไม่มีเหตุไม่มีผลใดมารองรับได้ในความเป็นจริงของกรรม ไม่มีสมมุติบัญญัติภาษาใดในโลกสามโลกจะมารองรับได้โดยชัดเจนว่า...นี้ เพราะอย่างนี้แน่ๆ 

นี่คือกรรมเป็นอจินไตย ...แค่การเกิดมาเป็นคน เป็นผู้หญิงทำไมไม่เป็นผู้ชาย เป็นผู้ชายทำไมไม่เป็นผู้หญิง นี่ก็มากมายมหาศาลด้วยอำนาจกรรมที่มันผสมกัน กว่าจะหล่อขึ้นมาเป็นวาระภพวาระขันธ์ตรงนี้ 

แล้วจะเอากรรมใดกรรมหนึ่งมาบ่งชี้โดยตรงโดยชัดเจนไม่ได้ มันมากมายมหาศาล ...ยกเว้นพระพุทธเจ้าองค์เดียว ถึงจะตอบได้แบบฟันธง 

แต่ท่านตอบในจิตนะ ซึ่งจะไม่สามารถขยายความออกมาเป็นคำพูดให้มนุษย์เข้าใจได้เลย 

เพราะนั้น หนึ่ง...กรรม สอง...จิตพระพุทธเจ้า จิตพระอรหันต์ ความปรากฏกำเนิดขึ้นของโลก เหล่านี้ พระพุทธเจ้าท่านบอกเป็นอจินไตย เกินจิตมนุษย์ปุถุชน หรือแม้แต่จิตพระอรหันต์ทั่วไปจะหยั่งถึง

คือว่าญาณทัสสนะที่เรียกว่า สัพพัญญุตญาณของพระพุทธเจ้า ...ท่านเปรียบไว้เหมือนตอนเที่ยงวัน ฟ้าใส คือประมาณความสว่างของพระอาทิตย์ขนาดนั้น  

แล้วญาณปัญญาความรู้ความเห็นของอัครมหาสาวกเบื้องขวา...พระสารีบุตรนี่ เหมือนพระจันทร์วันเพ็ญ ...คือความสว่างระดับนั้น

ญาณทัสสนะของพระอสีติ ...ระดับความสว่างเหมือนดาวฤกษ์ในท่ามกลางเดือนมืดมิด แค่นั้นน่ะ ...เห็นมั้ยว่าความชัดเจนได้แค่ไหน เทียบเอาดูแล้วกัน  

ส่วนความชัดเจน ความรู้เห็นในญาณของพระอรหันต์ธรรมดาที่ไม่ใช่ระดับอสีติ ...เหมือนกับจุดเทียนเดินท่ามกลางมรสุมและคลื่นลม เช่นนั้นน่ะ  

แต่ต่ำกว่าญาณของพระอริยะขั้นอรหัตตบุคคลลงมานี่ เรียกว่าญาณขี้ไก่ มั่วทั้งสิ้น หาความจริงแทบจะไม่ได้เลย เพราะว่าเหมือนเดินลูบคลำไปท่ามกลางความมืด

แต่คราวนี้ว่า เขาเอาสิ่งที่เราไม่รู้ เราไม่เห็น เราไม่เคยได้ยิน มาพูดแค่นั้นเอง ...อันควายน้อยควายดำควายด่อน ก็น้ำลายไหลยืดไปหมด ในความรู้ความได้ยินที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน ก็เชื่อแล้วพากันเดินตามต้อยๆ

เขาว่า เนี่ย บ่อน้ำนั่นน่ะดี ก็ขยิกๆๆ ไป เดินตามเป็นขบวนยาวเหยียด เป็นกลุ่มๆ ไป ...พระแม่องค์นั้น หลวงพ่อองค์นี้ ลูกพระอาทิตย์ ลูกคงคา ลูกแผ่นดิน ลูกไม่มีพ่อไม่มีแม่อะไรก็ไม่รู้ เดินตามกันเป็นก๊กเป็นเหล่าไป

ลูกพระพุทธเจ้าไม่ค่อยมี ลูกสงฆ์สาวกก็ไม่ค่อยเจอ ...ถึงเจอแล้วเรียกบอกให้เดินตามมา ก็ไม่มีใครมา ...ก็กูเป็นคน ก็มึงเป็นควาย (หัวเราะกัน) ใช่มั้ย

อุตส่าห์แปลงภาษาคนเป็นภาษาควายว่า ฮึ่ยๆๆ ให้แล้ว ...มันก็แกล้งทำเป็นไม่รู้


โยม –  หลวงพ่อต้องดึงเลย

พระอาจารย์ –  ท่านถึงต้องให้มีสายตะพายไง เข้าใจมั้ย ...ก็กูพูดภาษาคน แล้วอุตส่าห์ทรานสะเลทเป็นภาษาควายว่า ฮึ่ยๆๆ  เอ้า ไม่ฟัง ก็ดึง ดึงไม่ได้ก็ไม้โซ่ไม้แส้ตี 

เนี่ย วิธีจัดการกับควายต้องมีอยู่ ...ก็มีไม่กี่วิธีหรอก (หัวเราะกัน) ...ยกเว้นมันเอาไม่ได้ เอาไม่อยู่ ก็ปล่อยเข้าโรงเชือดไป นั่น จะเอาลาบสุก ลาบดิบ หรือจะเอาปิ้งย่างแบบเกาหลี มึงไปเถอะตามประสามึง 

นั่นน่ะ คือคุณค่าของควายก็ได้แค่นั้นแหละ คุณค่าของความที่ว่า...ทำไปตามความไม่รู้

ถึงบอกว่า จิตพระอรหันต์ คือธรรมของพระพุทธเจ้านี่เหมือนกับคบไฟที่ชูอยู่ท่ามกลางความมืด ...แล้วพวกเราแต่ละคนนี่...มีกายมีขันธ์เหมือนกับเทียนที่ยังไม่ติดไฟ 

ซึ่งธรรมเขาก็แสดงให้เห็นอยู่นะว่า...ไฟอยู่นี่ ... อยากได้แสงสว่าง มาจุดมาจ่อมาติดไป ...ไม่ห้าม เข้าใจมั้ย ธรรมนี่ไม่ใช่ของหวงห้ามเลย ธรรมนี่เป็นสาธารณะเลย

แต่อยู่ที่ว่า ศรัทธา การน้อมนำ การเข้าหา...ตั้งแต่เข้าหาบุคคลครูบาอาจารย์ แล้วเข้าหาธรรมคือศีลสมาธิปัญญา ...นี้คือการเอาตัวเองคือคบเทียนนี่แหละมาหาไฟ แล้วจุดต่อไป

ทำไมถึงต้องมีคบเทียน ทำไมถึงต้องมาต่อ ...เพราะมันจะได้เดินหาทางเจอ และทางที่จะให้เดิน และให้หาเจอ ก็ไม่ใช่ทางที่ไปลงปลักเหมือนเดิม ...แต่คือทางอันเลิศ ทางอันประเสริฐ...เรียกว่ามรรค

ปัญหาก็คือ คบเทียนนี่ถือ...แล้วก็ไปอยู่ในโลก ...โลกมีอะไร มีสภาวะลมฟ้าอากาศแปรปรวน พายุบ้าง สลาตันบ้าง แผ่นดินไหวบ้าง คนข้างๆ ตาบอดมาเดินชนล้มบ้าง อย่างนี้ เทียนก็ดับ...ได้ง่ายยิ่ง เข้าใจมั้ย

แล้วไง ...จะมะงุมมะงาหรา ตาแตกอยู่ตรงนั้นเหรอ ถ้ามัวก้มหน้าดูดินน่ะจะหาแต่ลงปลักอย่างเดียวล่ะวะ ...ก็เงยหน้าขึ้นมา แล้วก็หาแสงสว่างขึ้นมาต่อหน่อย ...เออ ก็เดินกลับไปหาไฟต่อ

พอล้มอีก ไฟดับอีก มันก็เริ่มสังเกต “กูจะโง่ไปถึงไหนวะนี่” ก็เอามือป้องบ้าง ค่อยๆ เดินไปบ้าง ...มีลมมาทำยังไง ลมมาทางนี้ ไปป้องทางนั้นเหรอ ก็ดับน่ะสิ ...โง่ นี่ยังโง่ 

ก็ว่า ป้องแล้วนะๆ ...เอ้า กูเคยสอนมึงอย่างนี้เหรอ (หัวเราะกัน)


โยม –  ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง

พระอาจารย์ – (หัวเราะ) เออ ใช่มั้ย


โยม –  ประสบการณ์สอน

พระอาจารย์ –  เออ ...เข้าใจมั้ย ทำไมถึงบอกว่าต้องภาวนาเอาเอง


โยม –  ใช่ค่ะ

พระอาจารย์ –  พอป้องถูกทาง ลมมาทางนี้ก็ป้องทางนี้...อ้าว ดับอีกแระ แล้วมาถาม “จารย์ ทำไมถึงดับ” ...เอ๊า กูจะไปรู้มึงเร้อ (หัวเราะกัน) จนมันป้องได้ทุกทิศทุกทาง แล้วยังดับเองอีก ไม่รู้มันดับยังไง 

นี่มีอีก มีปัญหาขึ้นเรื่อยๆ นะ ...จนสุดท้ายนี่ มันจะรู้จักวิธีจุดด้วยตัวเองน่ะ ...อยากดับ ดับไป ...ทีนี้ไม่ป้องแล้ว ดับเลย ดับตรงนั้น...กูก็จุดตรงนั้นแหละ 

เนี่ย คือผู้ที่เข้าองค์มรรคแล้ว ...กลัวมั้ยล่ะ กลัวมั้ยที่จะเดินไปท่ามกลางความมืดมิดน่ะ กลัวมั้ยที่จะไม่เจอทางในความมืดมิดในโลก ...ไม่กลัวนะ ไฟดับตรงไหนก็จุดตรงนั้นล่ะวะ

เนี่ย ถึงบอก...รู้ทุกปัจจุบัน ... ลืมตรงไหน...รู้อยู่ตรงนั้น ไฟจุดติดแล้ว นี่สอนวิธีจุดไฟให้ตัวเองนะ ความสว่างรู้อยู่กับปัจจุบันเกิด ความสว่างกายในปัจจุบันเกิด เห็นมั้ย ปัญญามันพาให้เกิดความสว่างขึ้นตรงนั้น

ก็อาศัยความสว่างกายสว่างใจนั้นแหละ เดินไปท่ามกลางความมืดมิดในโลก ...ซึ่งไม่รู้จะเจออะไร ทั้งคำพูดบ้าง คำเสียดสีบ้าง อากัปกริยาจากคนที่รัก คนที่ชังบ้าง


(ต่อแทร็ก 14/15)