วันพุธที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 14/24


พระอาจารย์
14/24 (570501B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
1 พฤษภาคม 2557


พระอาจารย์ –  มันรู้มาก แล้วเอาความรู้มากนี่ไปบังคับคนอื่น ไปทำ เบียดเบียน ...อย่างนี้เขาเรียกว่าเบียดเบียน 

มันไม่ได้เบียดเบียนแค่บุคคล แต่มันเบียดเบียนศาสนา เบียดเบียนหมดเลย เอาแต่ผลประโยชน์ ...ความโลภนี่ เวลามันเกิดขึ้นมันปิดบังความถูกต้อง ความมีคุณธรรมอะไรหมด

เพราะนั้นปัญหา...ก็ต้องแก้ไปเป็นเปลาะๆ ไปอย่างนี้  อย่าใช้อารมณ์แก้อย่างเดียว ...ก็ต้องสาวหาต้นตอ ต้นเหตุ ค่อยๆ แก้ไป ทำไป  แล้วก็...ยาก-ง่ายก็ว่ากันไป

เพราะนั้นเราก็ต้องสู้กับภัย ...เห็นมั้ย สู้นี่สู้กับกิเลสภายนอก แล้วก็ต้องสู้กับกิเลสภายใน ...มันหลายขั้นตอนนะ  

แล้วมันก็ต้องเรียนรู้...แล้วก็ก้าวข้ามให้ได้ด้วยปัญญา ...ไม่ได้เอาชนะด้วยกำลัง ไม่ใช่เอาชนะด้วยกิเลสที่เหนือกว่า

แต่ว่าการใช้พระเดชมันก็มีบ้าง ในลักษณะที่ปรามแค่นั้นเอง หรือว่าไม่ให้มันกำเริบเสิบสานเท่านั้นเอง ...มันก็เอื้อกันไปโดยพระเดชและพระคุณ 

แต่ว่าโดยหลักนี่ต้องแก้ด้วยปัญญา อดทน...ถึงที่สุดแล้ว...ไม่ได้ก็ว่ากันไป หรือว่าถูกล่วงเกินเกิดความเสียหายจนเกินไป 

นี่แหละ คือดูเขาแล้วก็ดูเรา อย่าเป็นอย่างเขา ...ดูเพื่อมาสอนเพื่อให้เห็นว่า นี่ กิเลสมันมีความน่าเกลียดไร้ยางอาย เข้าใจมั้ย 

คือมันมุ่งเอาชนะอย่างเดียวนะ ...มันจะเกิดคำว่าไร้ยางอายขึ้นมาเลย แล้วไม่มีคำว่าหิริโอตตัปปะเลย


ผู้ถาม –  ความเกรงกลัวต่อบาป

พระอาจารย์ –  ไม่เกรง ต่อให้เป็นพระ ต่อให้เป็นผู้ปฏิบัติก็ไม่เกรง ต่อให้เป็นครูบาอาจารย์ด้วยนี่ เห็นมั้ย เดือดร้อน ...มันเดือดร้อนไปหมดนั่นแหละ

เพราะนั้น จำหลักการภาวนาไว้...กาย-ใจเป็นหลัก ...เมื่อใดไม่มีกาย เมื่อใดที่ไม่ปรากฏความเป็นกายขึ้นนี่ ให้รู้ว่าเมื่อนั้นน่ะ มันไม่ได้อยู่ในเส้นทางของมรรคแล้ว

เมื่อใดไม่ได้ปรากฏคำว่ากายขึ้นมา..ลักษณะของกายขึ้นมา  เมื่อใดไม่ได้ปรากฏลักษณะของรู้ขึ้นมานี่ ...ให้รู้ไว้เลย...สองตัวนี่ เป็นเครื่องหมายของมรรค และจะเป็นเครื่องหมายสืบเนื่องไปถึงผลต่อไป

เพราะนั้นถ้าทำเครื่องหมายนี้ให้เกิดขึ้น เป็นธรรมที่ปรากฏขึ้นมาได้ในปัจจุบัน ขณะนั้นก็เรียกว่าภาวนา

แต่เมื่อใดที่ไม่มีกายปรากฏ ไม่มีรู้ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน...คู่กันอยู่นี่  หรือแม้จะเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตามไม่ปรากฏ ...ให้รู้ว่า ต่อให้จะอยู่ในท่าทางไหน จะเป็นท่านั่งสมาธิ เดินจงกรม ...ก็ไม่เรียกว่าภาวนา


ผู้ถาม –  กายปรากฏอย่างเดียวก็ไม่ได้ใช่ไหม ต้องมีทั้งกายทั้งรู้

พระอาจารย์ –  คือกายมันจะปรากฏได้ คือมันมีรู้อยู่แล้ว ...แต่ว่ามันไปแนบกัน...เบื้องต้นมันจะไปแนบกัน มีแต่กายไม่มีรู้ ...เหมือนไม่มีรู้

เพราะมันยังไม่สามารถจะแยกออกมาได้ด้วยความชัดเจน ...เพราะว่าศีลสมาธิปัญญายังไม่เพียงพอ

แต่ถ้ามีกาย ขอให้มีกายขึ้นมาเถอะ...รับรอง รู้ก็อยู่ตรงนั้นแล้ว แต่ว่ามันยังไม่ชัด ...เพราะนั้นนิดๆ หน่อยๆ ก็เอา ถือว่าสะสม สร้าง บำเพ็ญบารมี บำเพ็ญอินทรีย์ บ่มอินทรีย์ขึ้นมา
 
จิตมันจะเล็ดรอดออกไปในเรื่องราว หรือว่าไปค้นคว้าอะไร  ก็อย่าไปหลงเพลินจนลืมเนื้อลืมตัว ลืมสร้างฐาน ลืมอยู่กับฐาน ...อย่าให้มันลืม

เพราะว่าถ้ามันออกไปนาน ออกไปไกลนี่ มันจะออกไปจนลืมเลย ...พอลืมไปเลย แล้วคราวนี้มันจะไม่กลับได้ง่ายๆ 

มันจะมีความดิ้น แล้วก็มีความไม่ยอม...ไม่ยินยอมที่จะกลับ เมื่อถึงคราวที่คับขัน เมื่อถึงเวลาที่จะจำเป็นต้องอยู่กับกายจริงๆ ...มันจะไม่ยอมได้ง่ายๆ มันไม่ฟัง

แต่ถ้าเราฝึกอยู่เสมอ โดยไม่เลือกเวลา ไม่เลือกสถานที่ ...ทุกอย่างมันก็จะมาเอื้อให้เกิดความรู้ความเข้าใจต่อไปในภายภาคหน้า คือปัญญา ความรู้ความเข้าใจ

คือปัญญาความรู้ความเข้าใจว่าขันธ์ที่แท้จริง กายที่แท้จริงคืออะไร เป็นเราจริงๆ แค่ไหน ไม่เป็นเราแค่ไหน ...และสามารถเอามาใช้ได้ทั้งในแง่ที่เป็นของเรา และทั้งในแง่ที่ไม่ได้เป็นของเรา

มันจะฉลาดในการใช้ แล้วก็รู้จักกาละเทศะ ประมาณในการใช้ขันธ์ใช้กาย ...จะใช้ขันธ์อย่างไรในสถานการณ์เช่นใด แล้วสามารถหยิบยกมาใช้ได้เหมือนกับกดรีโมทเลยน่ะ กดปิดก็ปิด กดเปิดก็เปิด


ผู้ถาม –  ปิดนี่คือปิดยังไงครับ

พระอาจารย์ –  ปิด ไม่รับรู้ทางสังขาร ทางนิยาม บัญญัติ ...ปิดได้ดั่งใจนึก  เช่นกำลังถูกด่าๆๆๆ อย่างนี้ ปิดพั่บเลยก็ได้  ลงที่กายที่เดียวไม่รับรู้อะไรแล้ว บอกให้เลย จนพูดจบยังไม่รู้เลยว่ามันพูดอะไร


ผู้ถาม –  เข้าสมาบัติรึเปล่า

พระอาจารย์ –  ไม่ได้เข้า ...ลงที่กายที่เดียวนี่ จิตรวมลงที่กายที่เดียว มันไม่รับรู้อะไรเลย ...แต่ไม่ใช่ว่าหายไปไหนนะ เสียงก็เหมือนกับลม มีค่าเสมอกัน 

คือมีค่าเสมอกับลมพัดอย่างนี้ ไม่รู้สึกว่าเป็นอะไร แต่ความรู้สึกนี่หนักอยู่กับกาย ...นี่ ในระดับที่หยิบยกใช้ได้นี่ ศีลสมาธิปัญญาที่ว่าใช้งานได้ เรียกว่าชำนาญถึงขนาดนั้น

แล้วเวลามันไม่มีเหตุปัจจัยภายนอกปั๊บ มันก็ค้นคว้าอยู่ภายใน ...อะไรจะโผล่ อะไรจะผุด อะไรจะตั้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของนามของรูป ของรูปธาตุของนามธาตุ ...ก็เรียนรู้โดยรวม

จนหมดความสงสัยในกองขันธ์ ว่ายังมีอะไรเป็นเราอีกมั้ย นี่หมดความสงสัย ว่า...อ้อ ไม่มีอะไรเป็นเราอีกแล้ว ไม่สงสัยแล้ว ไม่มีหลบซ่อนอยู่ที่ไหนแล้ว ไม่มีไปหมกเม็ดอยู่ที่ไหน 

นี่เขาเรียกว่าหมดสงสัยในขันธ์ ...นั่น มันดูถึงขนาดนั้น ถึงจะการันตีตัวมันเองได้ว่าหมดสงสัยแล้ว

แต่ถ้ายังดูเหมือนมืดบอด มันก็...เอ๊ ยังมีตัวนั้นรึเปล่า ตัวนี้อยู่รึเปล่า หรือว่ายังไม่หมด ...เรียกว่ายังไม่แจ้ง 

มันก็ดู แล้วก็เฝ้า แล้วก็รอดูหน้ามันโผล่หัวออกมา...ในลักษณะอาการของขันธ์ที่มันยังไม่เข้าไปเห็น แล้วยังไม่แน่ใจว่ายังมีเราเป็นเรากับขันธ์ส่วนนั้นมั้ย

จนมันแจ้งโดยตลอด จนมันรับรองตัวมันเองได้ เนี่ย ถึงเรียกว่าสามารถรับรองได้ด้วยตัวเอง ...ไม่ได้รับรองด้วยตำรา ด้วยอะไร แต่มันสามารถรับรองตัวเองได้ว่ามันหมดจริงๆ

ความรู้จริงรู้แจ้งนี่ ...มันรู้ได้อย่างนี้ มันแจ้งได้อย่างนี้ มันพิสูจน์ทราบด้วยตัวมันเอง มันโกหกตัวเองไม่ได้ ...จบเป็นจบ ไม่จบก็เป็นไม่จบ

มันยังมี ยังแอบ ยังซ่อน แล้วยังไม่แจ้งในส่วนที่แอบที่ซ่อน ก็โกหกตัวเองไม่ได้ ...แต่ก็จะอยู่ด้วยความไม่ประมาท ยังมีอาการรู้อยู่ 

เพราะยังมีขันธ์บางส่วนที่เผอิญมันยังไม่เกิดขึ้น หรือกิเลสที่มันไปซ่อนอยู่กับขันธ์ส่วนนั้น มันยังไม่ปรากฏขึ้นมา 

แต่มันก็จะรู้ได้ว่ามันยังไม่ลุล่วง ยังไม่เกิดความลุล่วง ...จนกว่าจะรอให้มีเหตุปัจจัยมันถึงพร้อม มันก็จะพรึ่บเงยหน้าอ้าปากขึ้นมา...ก็จะกลืนกินเป็นเราเป็นเขาขึ้นมา 

นี่ พั้บ ศีลสมาธิปัญญาทำงาน...ปหาน ...เรียกว่าประหาร เกิดการประหาร ...จะหัวเสือ หัวหมา หัวสิงห์อะไรไม่รู้ ประหารลูกเดียว... ตาย 


ผู้ถาม –  อย่างผมนี่เป็นหัวอะไรครับ

พระอาจารย์ – (หัวเราะ) ไม่รู้อ่ะ ไม่มีลำดับ ถึงตอนนั้นไม่มีลำดับขุนนาง ไม่มีลำดับชนชั้นสามัญแล้ว 

ประหารคือตาย ไม่ต้องหัวเสือก็ตาย หัวสิงห์ก็ตาย หัวหมาก็ตาย ไม่ต้องเปาบุ้นจิ้น ไม่ต้องเสียแรงหาเครื่องประหารแต่งหัวกันหรอก ตายลูกเดียว ...นี่ เรียกว่าตายแบบไม่เลี้ยง

รอมานานแล้ว ...ศีลสมาธิปัญญามันเหมือนรอ...เมื่อไหร่มันจะออกมาวะๆ ไม่ออกมาสักที ...พอออกมาปุ๊บ...ตาย ประมาณนั้น ...ก็เรียกว่าถึงพร้อม พึ่บ..ดับ พึ่บ..ดับ  นี่เกิดดับให้เห็นชัดๆ เลย

เอ้า เอาแล้ว พอประมาณ ว่ากันมาตั้งแต่เช้าแล้ว


..................................




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น