วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

แทร็ก 14/21 (1)



(หมายเหตุ  :  งดถอดความแทร็กที่ 14/20 (570418A) นะคะ  เนื่องจากระบบเสียงที่บันทึกมาฟังไม่ชัดเจน จึงไม่อาจถอดความได้ครบถ้วนในเนื้อหา ทั้งเป็นการสนทนาที่มีการสอบถามเกี่ยวกับเรื่องพุทธภูมิอยู่ ยังไม่ได้เข้าสู่ช่วงของการสอนภาวนาโดยตรง จึงของดการถอดความแทร็กนี้ไปเลยค่ะ)


พระอาจารย์
14/21 (570418B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
18  เมษายน 2557
(ช่วง 1)


(แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

โยม –  อาจารย์ครับ มันเกิดสภาวะแต่ละสภาวะ ...จริงๆ จิตมันปกติ แล้วมันเข้าไปเห็นสภาวะ อย่างนั้นใช่ไหมครับ อย่างโทสะบ้าง โมหะบ้าง ราคะบ้าง ...คือจริงๆ จิตมันก็ปกติ แต่ว่าถ้าเกิดเราไม่มีสติรู้ทัน จิตจะเข้าไปฟุ้งอยู่กับพวกนั้น อะไรอย่างนี้

พระอาจารย์ –  คือต้องเข้าใจ ...ถ้าฟังเรามากๆ แล้วจะรู้ เราจะพูดจิตกับใจคนละตัวกัน 

เพราะนั้นอาการที่ว่ามันเห็นเป็นรู้ว่ามีราคะ รู้ว่ามีโทสะ แล้วมันรู้...รู้เฉยๆ ...อาการที่รู้ที่เห็นนี่ ท่านเรียกว่าลักษณะดวงจิตผู้รู้ ...ถือว่าเป็นดวงจิตผู้รู้  

ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกันกับใจ เป็นอาการหนึ่งของใจที่ไม่ปรุงแต่ง ...ท่านใช้คำศัพท์ว่าดวงจิตผู้รู้ 

เพราะนั้นไอ้ที่มันเป็นดวงจิตผู้รู้...ที่มันรู้และเห็น แล้วไม่เข้าไปเสพ หรือไม่เข้าไปเกลือกกลั้วมัวเมา หรือเข้าไปมีเราเป็นเราในอารมณ์

ดวงจิตผู้รู้นี่ มันอยู่ได้ มันตั้งอยู่ได้อย่างนั้น เพราะอำนาจของศีลสมาธิปัญญา มันจึงเกิดความดำรงคงเอกภาพซึ่งเป็นเสมอใจ เสมอใจดวงหนึ่ง ...ทำหน้าที่เสมอใจ

ท่านก็เรียกว่าดวงจิตผู้รู้ แต่ทำหน้าที่เสมอใจ ใจดวงเดียวที่มีแค่รู้และเห็น ...เพราะนั้นดวงจิตผู้รู้นี่จะดำรงอยู่ได้ ดำรงอยู่ในสภาพนี้ได้...ด้วยไตรสิกขาคือศีลสมาธิปัญญา

และอาศัยอำนาจของดวงจิตผู้รู้ที่มันตั้งอยู่ด้วยอำนาจของศีลสมาธิปัญญานี้ มันจะเกิดความที่เป็นสัมมาญาณขึ้น ...คำว่าสัมมาญาณ คือญาณทัสสนะ คือตัวที่เห็นสภาพสิ่งที่ปรากฏ

จะกิเลส หรืออะไรก็ตามที่อยู่ข้างหน้ามัน ...ก็เห็นสภาพความเป็นจริง หรือว่าการปรากฏจริงเท่าที่มันปรากฏอยู่ ตรงนี้ มันจะทำความเข้าใจกับธรรมที่ปรากฏโดยไม่เลือกดีร้ายถูกผิด ทุกสิ่งทุกอย่างก็คือความเป็นจริง

นี่เพราะว่าจิตมันรวมอยู่ เหมือนกับเป็นดวงหนึ่งดวงเดียวกันอยู่ที่ใจ มันก็จะเห็นสภาพธรรมที่แปรปรวน เปลี่ยนแปลง ไม่คงที่ ไม่คงตัว 

แล้วก็ไม่มีความเป็นบุคคล ไม่มีความมีชีวิต คือไม่มีความเป็นเรา ของเรานั่นเอง ...ตรงนี้เอง มันจะเกิดความเข้าใจในสภาพธรรมที่อยู่เบื้องหน้า

คราวนี้ถ้ามันเห็นบ่อยๆ ในสภาพธรรมที่อยู่เบื้องหน้า โดยสภาพที่เป็นดวงจิตผู้รู้ที่ตั้งมั่นเป็นกลาง ...มันจะเกิดความไม่เข้าไปมี หรือเข้าไปร่วมด้วยกับสิ่งที่มันไม่ใช่เราจริงๆ


โยม –  ก็คือสภาวะที่เกิดขึ้นตรงหน้านั่นใช่ไหมครับ

พระอาจารย์ –  อือ แต่ว่าไอ้สภาวะตรงหน้านี่ คือเราจะไปสัพเพเหระไม่ได้  หมายความว่าจะไปเอาธรรมทั้งหลายทั้งปวงมาเป็นที่ตั้งรู้ไม่ได้ ...ในเบื้องต้นน่ะมันไม่ได้

เพราะมันจะฟุ้งซ่าน และมันจะไม่หยุดอยู่  มันจะกระโดดไพล่ไปไพล่มา เพราะมันจะมีบางสภาวธรรมที่ปรากฏ มันเป็นสภาวธรรมที่จิตผู้ไม่รู้นี่มันให้ค่าให้ความสำคัญมาก หรือว่าติดข้องมาก

อย่างเช่นถ้าเป็นเด็กหนุ่มๆ นี่ยังราคะมาก ...ถ้าเกิดมีราคะขึ้นมา แล้วไปตั้งรู้อยู่นี่ ...อยู่ได้ไม่นาน มันจะมีความเร่าร้อน แล้วมันทนไม่ได้

มันจะทนไม่ได้ที่จะเข้าไปมีเรา...เป็นเราผู้มีราคะ แล้วราคะนี่เป็นตัวเรา ...แล้วมันจะเกิดการกระทำไปตามอำนาจของราคะ ในแง่ใดแง่หนึ่งทั้งทำทั้งพูด

เพราะนั้นในเบื้องต้นนี่ พื้นฐานที่จะให้มันตั้งมั่นอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ...ไอ้สิ่งใดสิ่งหนึ่งนี่จะต้องเป็นฐาน...อันเดียว ที่เดียว อย่างเดียว สิ่งเดียว 

และไอ้ฐานอันเดียว สิ่งเดียว ที่เดียวนี่ ...ก็คือฐานของศีลนั่นเอง...คือกาย

สมมุติว่ามันมีราคะนี่ แล้วเราก็รู้ว่ามีราคะ ...แต่เราไม่ไปจดจ่ออยู่กับราคะหรือไปตั้งรู้ตั้งเห็นกับราคะ เพราะว่าจิตที่มันจะตั้งรู้ตั้งเห็นมาเป็นดวงจิตผู้รู้อยู่กับราคะนี่ อยู่ได้ไม่นาน...เสร็จ จะล้ม ตั้งไม่ได้

คือถ้าสมมุติว่ามีราคะ แต่ว่าก็ไม่ไปจดจ่อ ไม่ไปดูความเป็นไปของอาการราคะ หรือไม่ออกไปใคร่ครวญในธรรมในลักษณะของราคะจิตหรืออารมณ์นี่

ก็หันมาตั้งอยู่กับกาย เป็นหนึ่งอยู่กับกาย ทั้งๆ ที่มีราคะอยู่นี่  ...ถ้าอย่างนี้ ดวงจิตผู้รู้นี่ ที่มาตั้งอยู่ รู้อยู่เห็นอยู่กับกาย มันจะสามารถตั้งได้นาน ตั้งได้โดยที่ไม่ล้มง่ายๆ ทั้งๆ ที่ยังมีราคะอยู่

คือเหตุแห่งราคะ มันเกิดจากจิตไม่รู้นี่มันปรุง ...มันปรุงโดยสัญญาบ้าง โดยส่วนลึกบ้าง โดยอดีตบ้าง โดยอนาคตบ้าง โดยความเป็นสัตว์บ้าง โดยความเป็นบุคคลบ้าง

เนี่ย จิตมันปรุง หลายอย่างนะ กว่าที่มันจะไปรู้ราคะ มันปนเปกันอยู่  ...ถ้าจิตมันไปตั้งหยุดอยู่ หมายความว่า ส่วนหนึ่งของจิตที่มันแตกออกไปปรุงนี่ มันเป็นราคะ โดยที่เราไม่รู้หรอกว่ามันเป็น

แล้วพอมันตั้งได้ด้วยความที่ว่ามั่นคงขึ้น จากนั้นไป ราคะ...อารมณ์ราคะมันหยุด  เพราะมันรวมรู้รวมเห็น มันรวมที่ตั้งฐานอยู่ที่ปัจจุบันกายปัจจุบันศีล

ตรงนี้เอง ทำให้ระยะหนึ่งช่วงหนึ่ง...ที่กำลังว่ามีราคะอยู่ แล้วก็อึดอัดกับราคะ แล้วก็อยากจะไปมีราคะ อยากไปทำให้เกิดราคะ ความสุขในราคะที่มันมีอยู่

ก็อดทน แล้วก็ตั้งรู้ตั้งเห็นไว้ มันจะเห็นความจางของราคะในตัวมัน โดยที่ไม่ต้องไปพิจารณาอสุภะอะไรเลย โดยที่ไม่ต้องไปบังคับกดข่มด้วย ...มันก็จะเห็นความจางคลายไปด้วยตัวของมันเอง

เพราะอะไรที่ว่าจางคลายด้วยตัวของมันเอง ...เพราะว่าจิตนี่มันมารวม มันไม่แตกออกไปปรุง หรือว่าซัพพอร์ทอารมณ์ของราคะ

เพราะไอ้ตัวที่เข้าไปซัพพอร์ทอารมณ์ของราคะนี่ ภูมิปัญญาขั้นต้นอย่างพวกเรานี่ไม่มีทางเห็นหรอก ว่าตัวไหนเป็นตัวซัพพอร์ทราคะ หรือไปซัพพอร์ทยังไง หรือไปปรุงยังไง 

แต่ต่อไปก็จะเห็นขึ้น แล้วก็จะเห็นว่าจุดเริ่มต้นของราคะคือตรงไหน ...แล้วก็เท่าทันจิตแรกที่ปรุง ซึ่งเป็นเหตุให้เนื่องถึงราคะ หรือปฏิฆะ หรือโทสะ หรือโลภะ หรือโมหะ

นี่ก็เรียกว่าปัญญาขั้นละเอียดแล้ว ...เพราะนั้นตัวปัญญาขั้นละเอียดที่จะเท่าทันขณะแรกของเหตุให้เกิดอารมณ์ ธรรมารมณ์ หรือกิเลสทั้งหลายทั้งปวงนี่ ...มันแข็งแรงมาก มันไวมาก มันมีกำลังมาก

เพราะอะไร ...เพราะศีลมาก สมาธิมาก ตั้งมั่นมาก ปัญญาแจ่มใสแจ่มชัดมาก  มันจึงทันขณะแรก จิตแรก เหตุแรก อะไรที่เป็นตัวสนับสนุนให้เกิดวิกฤติการณ์...จนเป็นผลของอารมณ์

ผลคืออารมณ์ ...เหตุของสมุทัย..ไม่ใช่เหตุของมรรคนะ  เหตุของสมุทัย ผลก็คืออารมณ์และกิเลส ยินดีและยินร้าย...เป็นผล ...นี่ มันก็จะเห็น 

เห็นทันตั้งแต่เหตุแรก สมุทัยแรก ที่อะไรจะเป็นตัวสนับสนุนให้เกิดสมุทัย มันก็ทันทุกครั้ง ปุ๊บ มันดับ ...พอดับปุ๊บนี่ ยังไม่ทันเป็นราคะ ยังไม่ทันเป็นปฏิฆะ ยังไม่ทันเป็นอดีต-อนาคตขึ้นมาได้

และเมื่อมันมาตั้งรู้ตั้งเห็นอยู่กับศีลอยู่กับกาย ...ก็อย่างที่เคยบอกว่า อารมณ์ทั้งหมด จิตทั้งหลาย ไม่มีเกิดขึ้น ปรากฏขึ้น 

จิตสังขารมันเกิดขึ้นเนื่องด้วยทิฏฐิสวะภายใน คือความเห็นผิดภายใน...ที่เป็นสันดาน

ทิฏฐิสวะภายใน คือความเห็นเป็นเรา มันเป็นเหตุให้เกิดสังขารปรุงแต่ง เป็นเราข้างหน้าข้างหลัง เป็นสัตว์บุคคล เป็นเขา เป็นผู้ชาย-ผู้หญิง เป็นบุคคลเป็นเลือดเนื้อเชื้อไข

มันมีความมีชีวิตอยู่ในรูปนามในอดีตในอนาคต จึงเกิดอารมณ์ร่วมในรูปนามในอดีตในอนาคต ...จึงมีกิเลสความใคร่-ความไม่ใคร่กับรูปนามนั้นๆ ทั้งที่เป็นสัตว์บุคคล หรือว่าวัตถุข้าวของ

เพราะนั้นเมื่อใดที่มันตั้งรู้ ดู เห็น อยู่ที่ศีล อยู่ที่ปกติกาย ...มันก็จะทำความแยบคาย โยนิโสอยู่ในกาย ตามความเป็นจริง สภาพที่แท้จริงของกาย

ดูไปเรื่อยๆ รู้ไปเรื่อยๆ มันก็จะเห็นสภาพกายเปล่าๆ ที่มันปรากฏโดยธรรมชาติ ที่ไม่มีความเป็นเรา ...เรียกว่ามันเป็นธรรมจำเพาะ มันปรากฏจำเพาะผู้รู้

ไม่มีอะไรมากกว่านี้ เกินนี้ ...ทั้งความคิด ทั้งความเห็น ทั้งสัญลักษณ์บ่งบอกว่ามันเป็นอะไร เป็นใคร ของใคร มีชื่อนั้นมีชื่อนี้ ...ไม่มีอะไรเลย

มันก็เป็นธรรมที่ปรากฏลักษณะอาการเท่านั้น ...ที่ไม่มีความหมาย


(ต่อแทร็ก 14/21  ช่วง 2)


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น