พระอาจารย์
14/31 (570512E)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
12 พฤษภาคม 2557
พระอาจารย์ – นี่ ความไม่รู้นี่ มันสร้างอะไรขึ้นมามากมาย
ที่เราไม่สามารถแยกแยะเอาออกจากความไม่จริง ไม่รู้จริงได้ ...มันก็สร้างอาการที่วิปริตต่างๆ ภายในขึ้นมา เป็นทุกข์ บีบคั้น
ไม่มีปัญญาก็ออกจากมันไม่ได้ ไม่รู้จักทางแก้ของมันด้วย
แล้วก็ปล่อยยังซ้ำซาก ให้มันเกิดอาการเหล่านี้ ซ้ำซากวนเวียนๆ ...นี่
ที่พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่าประมาทตายใจ
ทั้งๆ
ที่ว่าได้ยินได้ฟังแล้วว่าศีลคืออะไร สมาธิคืออะไร ปัญญาคืออะไร การปฏิบัติในองค์ศีลปฏิบัติอย่างไร การปฏิบัติในองค์สมาธิปฏิบัติอย่างไร
การปฏิบัติเพื่อให้เกิดปัญญาปฏิบัติอย่างไร
แต่มันฟังหูไว้หูน่ะ...ฟังหูไว้ข้างหู
ฟังหูแล้วก็ทัดหูไว้เหมือนดอกไม้ทัดหู...มันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมา ...มันต้องเอาไปปฏิบัติให้มันเห็นผลจริง ว่าเมื่อใดที่รู้
ด้วยการรู้อยู่กับกาย รู้อยู่กับการเห็นการได้ยินนี่
แล้วจิตมันอยู่ จิตมันไม่ออก
มันไม่ไปกับเสียง มันไม่ไปปรุงต่อกับเสียง
มันไม่ไปปรุงแต่งต่อกับรูปที่เห็นนี่ มันจะเป็นอย่างไรบ้าง ...ก็เอามาพิสูจน์ทราบ ว่าศีลดีอย่างไร
สมาธิดีอย่างไร ปัญญาดีอย่างไร
กับการที่เหมือนเดิม..เมื่อไม่ได้อยู่ด้วยศีล
ถ้าไม่ได้ควบคุมจิตไว้ ระหว่างเห็น
ระหว่างได้ยินอย่างนี้ ...มันเป็นทุกข์เกิดขึ้นน่ะ มันต่างกันน่ะ
ต่างกันแบบหัวกับตีนน่ะ เหมือนกับมันคนละขั้วกันเลย
แต่คราวนี้ว่าถ้าเราไม่เจริญศีลสมาธิปัญญาด้วยความช่ำชอง
อยู่ด้วยความคุ้นเคยและต่อเนื่องนี่ ...เมื่อไอ้สภาวะเหตุการณ์นี่
การเห็นการได้ยินนี่ มันมาแบบไม่คาดหมาย มันมาแบบคาดไม่ถึง
นี่ มันมาแบบถึงเนื้อถึงตัว แบบกูยังไม่ทันตั้งตัวเลย ...ทีนี้พอมาทีเดียว ตูม...เหมือนกูเป็นพินโบล์ลิ่งน่ะ แล้วก็โดนลูกโบว์ลิ่ง กูเป็นพินที่ตั้งไว้
มึงโยนโบว์ลิ่งมากูก็ล้มระเนระนาดเลย
นั่น เพราะอะไร ...เพราะเราไม่คุ้นเคย
แล้วก็เราไม่สร้างเกราะ เราไม่มีรากฐาน เราไม่มีเกราะกำบัง เราไม่มีที่มั่น
เราไม่มีที่คุ้มกะลาหัวอยู่ มันก็ล้มระเนนระนาด
เพราะมันจะมาแบบ...มันไม่ได้เหมือนพยากรณ์อากาศว่าวันนี้ฝนจะตกเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์
มันไม่บอกนะ ...มาปั๊บ ปึ้บเลย
วันนี้ท้องฟ้าปลอดโปร่ง แต่ออกจากบ้านปุ๊บ ถูกด่าตั้งแต่ปากประตูก็ได้ ใครจะรู้ล่ะ
เห็นมั้ย
ถ้าเราไม่อยู่ในความพรักพร้อม เตรียมพร้อมอยู่ด้วยศีลสมาธิปัญญา
มีหรือมันจะทัน...ที่จะไม่ส่งจิตออกไปรับเสียงรับอะไรที่มันปรากฏมาโดยไม่ทันตั้งตัว
นี่เสร็จ...เหมือนเป็นพินให้โบว์ลิ่งสไตร์ค
อย่างน้อยก็สแปร์ล่ะวะ ล้มระเนนระนาด เป็นอย่างนี้ …แล้วไงๆ ก็ยังปล่อยให้มันซ้ำซากอยู่อย่างนั้นหรือไง ปล่อยให้มันเป็นอยู่อย่างนั้นน่ะ
อย่างนี้เขาเรียกว่าเป็นไปแบบศิษย์ไม่มีครูนะ
เหมือนศิษย์ไม่มีครู แต่ทำพิธีไหว้ครูทุกปี ...มึงจะมาทำพิธีไหว้ครูทำไม เพราะครูไม่ได้สอนให้มึงมาไหว้
แต่สอนให้มึงเอาไปใช้ประโยชน์...ให้เป็น ให้ทันการณ์ ให้ทันบุคคล ให้ทันสถานที่ ...เออ
ถ้าอย่างงั้นน่ะ ศิษย์มีครู มันเอาไปใช้ สามารถนำมาใช้ได้ทันท่วงที
เพราะนั้น ไอ้คำว่าทันท่วงทีนี่
ส่วนมากมันจะไม่ค่อยมีน่ะ ...มันจะมีบ้าง ลักษณะฟลุ้คๆ ว่ะ
คือมันดันไปเกิดสติตรงนั้นได้...แหม โคตรฟลุ้คเลย เลยไม่เกิดอารมณ์
นั่น
ดีใจด้วยอีกต่างหากนะ แล้วก็ตายใจอีก เอ้า เนี่ยเขาเรียกว่าเล่นบทเดิมอยู่อย่างนั้นน่ะ ลิเกหลงโรง อยู่อย่างนั้นน่ะ
ปล่อยเป็นเรือเกลือ เอื่อยๆๆๆ ตามน้ำๆ อยู่อย่างนั้นน่ะ
อยู่แบบตามน้ำไป ตามกระแสไป ...มันจะไปก็ไป จะมาก็มา ปล่อย ช่างหัวมันเถอะ ช่างหัวศีลสมาธิปัญญามันเถอะ
ไม่ได้ขวนขวายในศีลสมาธิปัญญาอย่างจริงจัง ...มันก็จะล้มมากกว่าลุก
จนหลังๆ น่ะ
จะล้มแล้วลุกไม่ขึ้นนะ พอเจอหนักๆ เข้าไปนี่ มันทับถมน่ะ มันทับถมจนดินกลบหน้าเลย
เหมือนกับมันไม่มีรูหายใจให้ ...นั่นน่ะ มันจะทุรนทุรายอย่างยิ่ง จนไปไหนไม่ได้ ทำอะไรไม่ถูกเลย
ทีนี้ก็หาทางแก้ประสาโลกมนุษย์ ก็ไปดูหมอ
สะเดาะเคราะห์ ไปตั้งศาลพระภูมิศาลเจ้า ไปบนบานหัวหมูไก่เป็ด ราหูดำอะไรก็ว่าไป
พอให้เป็นพิธีการพิธีกรรมพออุ่นใจ พออุ่นใจ พอช่วยทุเลาขึ้นมา
นั่น ไปกันใหญ่แล้ว ยิ่งไปกันใหญ่ ...มันออกนอกมรรค ออกนอกผล มันออกนอกคำสอนของพระ...ตั้งแต่พระพุทธเจ้า พระธรรม
จนถึงพระสงฆ์น่ะ ...มันไปใหญ่แล้วๆ
อย่าให้มันได้เสียชื่ออย่างนั้น
เสียชื่อลูกศิษย์พระพุทธเจ้า ลูกศิษย์พระธรรม ลูกศิษย์พระสงฆ์อย่างนั้น ...จนคนต่างชาติเขามองว่า ศาสนาพุทธนี่ดีนะ แต่ทำไมเมืองไทยนี่
อาชญากรรมโคตรเยอะเลย
ไปดูคนญี่ปุ่น ไปดูคนยุโรป เขามีวินัย
ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้นับถือพุทธเคร่งครัดอย่างยิ่ง แต่ทำไมเมืองไทยนี่ แหม
อวดดีนักหนา อวดเก่งนักหนาว่าพุทธศาสนา อย่างดีอย่างเลิศ
แต่ทำไมคนอยู่ในเมืองไทยกลับโดนเขาประณามเหยียดหยามว่า ทำไมฆ่ากัน ด่ากันแบบไม่เผาผี หรือว่าหลอกกันโกงกันซึ่งๆ หน้า เนี่ย
มันเป็นการที่เรียกว่าปากคาบคัมภีร์ซะมากกว่า หรือทัพพีไม่รู้รสน้ำแกง
มันก็เสื่อมเสียถึงพระพุทธเจ้าขึ้นมา
ก็ให้คนเขากล่าวปรามาสพระพุทธเจ้าได้ จนเขาไม่เลื่อมใสในคำสอนของพระพุทธเจ้า
ว่าสอนมาอย่างนี้เหรอ ทำไมคนมันถึงเป็นอย่างนี้เล่า
แล้วโดยเฉพาะผู้ปฏิบัติอีก มันก็มานั่งหลับหูหลับตาแล้วก็ยกเมฆมาเรื่องนั้นเรื่องนี้
เห็นนั่นเห็นนี่ ลอยไปลอยมา คุยกันเป็นคุ้งเป็นแคว จนฝรั่งนี่อ้าปากหวอ
มึงเอาอะไรมาพูดกันวะ
กูไม่รู้เรื่องเลย ...นี่ พระพุทธเจ้าสอนอะไรอย่างนี้เหรอ มันเลยพูดเกินภาษาคนจะเข้าใจได้
มันก็เลยยิ่งแตกกันออกไปใหญ่ในสิ่งซึ่งไม่ใช่แก่นสาร
มันไม่ใช่สาระแก่นแท้ที่พระพุทธเจ้าท่านวางหลักมรรค
วางหลักศีลสมาธิปัญญาให้ปฏิบัติเลย ...แล้วผลแห่งการปฏิบัตินั้นคืออะไรล่ะ เพื่อการไหนล่ะ เพื่อให้เห็นอะไร
เพื่อให้รู้อะไร
มันก็กลับไปต้องการเห็นอันนั้น ต้องการรู้อันนี้...ซึ่งมันเป็นอย่างที่เราบอกว่า มันรู้เกินเหตุรู้เกินจริงหมดน่ะ ในที่ว่าเหตุแห่งกายที่ปรากฏ
เหตุแห่งขันธ์ที่ปรากฏ...นี่ การภาวนานี่ มุ่งสู่เหตุนี้
ที่เหตุแห่งกาย เหตุแห่งขันธ์ที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ว่ามันคืออะไร ความเป็นจริงของมันคืออะไร ...แล้วความไม่จริงที่มันแทรกซ้อนหรือว่าแอบอิงอยู่กับมันน่ะคืออะไร...ให้เห็นกันให้ชัดเจนทั้งสองฝั่งสองฝ่าย
และไอ้ความไม่จริงที่มันมาแทรกซ้อนอยู่กับเหตุแห่งกายเหตุแห่งขันธ์ปัจจุบันน่ะ มันมาจากไหน มันมาจากอะไร
และมันเกิดได้อย่างไร ...แน่ะ ให้เห็น ปัญญามันก็เห็น
เมื่อมันเห็นแล้วมันก็สามารถแยกแยะกลั่นกรอง...ทั้งจริงและไม่จริงออกจากกันได้ ...และไอ้ที่ไม่จริงมันมาจากไหน ก็เห็นว่าเหตุมันมาจากไหน ...ก็จะเห็นด้วยปัญญาว่า..มันมาจากจิต
มันมาจาก “เรา”
เออ แล้วจะปล่อยให้มันมาแอบแฝง แอบอิง
ปิดบัง ครอบคลุม ปกคลุมขันธ์ตามความเป็นจริงอย่างนี้ต่อไปรึไง ...ก็เอาออกไป ก็ทำให้เบาบางไป ก็ทำให้มันจางคลายไป
หรือค่อยๆ สลายไป
หรือไม่เข้าไปให้ค่าให้ความสำคัญกับมันมากเกินไป
อะไรอย่างนี้ ตามวิธีการ ตามปัญญาที่ได้ที่เห็น หรือที่ครูบาอาจารย์ท่านชี้แนะ
ชี้นำส่องทางไว้ให้เป็นไกด์ไลน์ เป็นแนวทาง
ความชัดจริง ความชัดเจน
ความชัดแจ้งของขันธ์ มันก็ค่อยๆ
ปรากฏขึ้นมาอย่างโจ่งแจ้ง แจ่มชัด แจ่มใส ...นั่นแหละ การภาวนาเป็นไปเพื่อการนี้
พระพุทธเจ้าที่ท่านอบรมบ่มอินทรีย์
สร้างบารมีมาจนครบ...ก็เพื่อมาสั่งสอนจุดนี้ เพื่อให้คนฟังคนได้ยินนี่
เข้าใจแล้วเอาไปทำเอาไปปฏิบัติ แล้วให้เกิดผลอย่างนี้
แต่เดี๋ยวนี้ทำไมมันแตกกระสานออกไปจนเป็นที่งุนงงสงสัย...จนไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าสอนอย่างนี้เหรอ
หรือจนที่เรียกว่า...ในคำสอนของพระพุทธเจ้ามีอย่างนี้ด้วยเหรอ
มันเป็นความรู้ความเห็นที่มันเกินน่ะ
มันเกินจนไม่รู้ยังไง แต่ว่ามันเห็นไปไกล เห็นไปกว้าง เห็นไปหมด
เห็นไปเกินกว่าที่คนอื่นจะเห็น ...แต่มันไม่เห็นอยู่อย่างเดียวว่ามันคือใคร หือ
ไอ้ตัวที่มันนั่งนี่คือใคร มันกลับไม่เห็น มันเป็นอะไร มันมาจากไหน ความเป็นจริงมันแค่ไหน..ไม่รู้ ...แต่ทั้งหมดนี่รู้หมด
ส่องไปตรงไหนก็เห็น อยากดูอะไร แม้กระทั่งเลขหวยเบอร์ กูก็รู้กูก็เห็น
หรือคนนั้นคนนี้ไปทำอะไรมา ทำไมถึงเจอเหตุพิบัติโทษภัยอย่างงั้น
เพราะทำอย่างงี้ รู้หมด …แล้วต้องเสียเงินด้วยนะถึงจะบอก
ไม่งั้นไม่บอก หรือบอกไม่หมดเพราะเงินน้อย เนี่ย ก็ยังไปนอบน้อมกัน
นี่มันรู้ไปหมด
แต่ไม่รู้อย่างเดียวว่า อะไรมันคือนั่ง ความเป็นจริงของนั่งคืออะไร ใครเป็นเจ้าของการนั่งนี้
ไม่รู้ ...แล้วบอกให้มาสืบค้นดูสิ หรือให้ส่องดูสิ ด้วยอำนาจญาณ
อำนาจกำลังจิตตรงนั้นน่ะ มาส่องดูสิ
มันก็ไม่เห็น ไม่สามารถส่องได้เลย
ไม่สามารถมาส่องหาความเป็นจริงได้ด้วยอำนาจตรงนั้น
อำนาจจิตที่ไปรู้ในสิ่งที่มองไม่เห็นได้ด้วยตา แต่ไม่อาจเห็นความเป็นจริงตรงนี้ ...นี่ มันคนละเรื่องน่ะ
เพราะนั้นสิ่งเหล่านี้ อาการเหล่านี้ ที่ฝึกที่หัด
ที่เป็นที่ได้กันอย่างนี้ มันมีมาก่อนพระพุทธเจ้าอีก มีมาก่อนศาสนาพุทธอีก ...แล้วก็ตอนนี้มันกำลังปฏิบัติกลับหัวกลับหาง
มันกลับไปสู่ยุคก่อนพระพุทธเจ้าจะตรัสขึ้นมา ...มันจะน้อมนำพาจิตไปสู่จุดนั้น แล้วพาให้ไปได้ผลอย่างนั้น แล้วเข้าใจว่านั่นใช่ผลที่พระพุทธเจ้าต้องการ
หรือว่าดีอย่างที่พระพุทธเจ้าสอน
แล้วก็ไปพยายามเพียรจะให้จิตมันเกิดกำลังอย่างนั้น ให้เกิดความรู้ความเห็นอย่างนั้นขึ้นมารึเปล่า ...มันก็เลยละเลยสิ่งที่อยู่เบื้องหน้ามันคือขันธ์ห้า...นี่ความจริงในปัจจุบัน
สิ่งที่อยู่กับมันตรงนี้คือขันธ์ห้าในปัจจุบัน ...มันมองข้ามหมด
มองข้ามความเป็นจริงตรงนี้ออกไปหมดเลย ออกไปไกลจนเรียกว่ากู่ไม่กลับ ...แล้วยังกลับโต้แย้งว่าทำตามพระพุทธเจ้าสอนนะเนี่ย
นี่มันจึงผิดพลาดอย่างมหันต์ไปเรื่อยๆ ...เพราะนั้นเราจึงบอก จึงเตือนอยู่เสมอว่า
การปฏิบัติไม่ได้เป็นการปฏิบัติเพื่อให้ได้อะไร เพื่อให้เกิดอะไรขึ้นมาใหม่
เพื่อให้เป็นอะไรที่ดีกว่าเก่า
ไม่ใช่ปฏิบัติแล้วมันจะดีขึ้นกว่าเก่า
อย่างที่ว่าจนแล้วจะรวยอย่างนี้ มันจะช่วยให้ชีวิตดีขึ้น ไม่เกี่ยวนะ ...แต่ปฏิบัติเพื่อให้เกิดความรู้แจ้ง รู้จริง รู้ชัด
ในความเป็นจริงของทุกปัจจุบันอาการ
แล้วทีนี้เมื่อกี้เราก็บอกตั้งแต่ต้นแล้วว่า
ปัจจุบันอาการน่ะมันมากๆๆ มากจนไม่รู้จะจับเอาปัจจุบันไหนก่อน ...จึงให้รวมอยู่ที่ปัจจุบันกาย หรือปัจจุบันศีล เป็นหลัก
เป็นตัวเลือกแรก เป็นตัวหลักแรก
ที่จะให้ถือเป็นปัจจุบันธรรมแรก เป็นหลัก ...ไม่งั้นมันจะสะเปะสะปะในปัจจุบันโดยรวมโดยทั่ว ยักย้ายไปมาจนสับสน
จนเกิดความฟุ้งซ่านในธรรม
เช่นอย่างที่พวกเราเริ่มปฏิบัติกันนี่...ไปอ่านมาหลายสำนักหลายตำรา แล้วก็บอกไม่รู้จะเอาอะไรมาเป็นตัวลงมือปฏิบัติก่อนดี หรือแม้กระทั่งสติปัฏฐาน
ก็ยังไม่รู้ว่าจะเอากาย เวทนา จิต ธรรม ตัวไหนก่อนดี เป็นตัวหลัก
ก็ยักย้ายถ่ายกันไปมา ไม่แน่ใจในธรรมที่จะเอาเป็นหลัก..ตัวเดียวเป็นหลัก ...เนี่ย มันก็เกิดความสับสน สงสัย
และลังเลในธรรม ที่จะน้อมนำมาเป็นหลักแห่งการปฏิบัติในเบื้องต้นเบื้องแรก
เราถึงเตือน ถึงบอกว่า...เอาศีลนี่เป็นหลัก คือกายนี่เป็นหลัก เอาเป็นหลักไว้ก่อน ถือเป็นปัจจุบันธรรมหลัก ...แล้วเมื่อตัดสินใจเอาศีลเป็นหลักแล้ว ถ้าตัดสินใจแล้ว เอาให้มันเด็ดขาด อย่าเปลี่ยน
นี่เขาเรียกว่าเป็นผู้อาจหาญในการปฏิบัติ ต้องอาจหาญก่อน กล้าได้กล้าเสีย ...ซึ่งจริงๆ น่ะ มันยังไม่เชื่อหรอก ลึกๆ
ก็ไม่เชื่อสักเท่าไหร่ เชื่อบ้าง แต่ไม่เชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์น่ะ
แต่ว่าเป็นผู้ที่ว่าเด็ดเดี่ยว กล้าได้กล้าเสีย เมื่อได้ตัดสินใจจะเชื่อแล้ว เมื่อได้ทำแล้ว
เมื่อได้ลองแล้ว...ไม่เปลี่ยน ก็เรียกว่าหัวชนฝาเหมือนกันล่ะ ...แต่ว่าดื้อในศีลน่ะ
ไม่ไปดื้อออกนอกศีลน่ะ
ก็รู้มันเข้าไปๆ ซ้ำๆ ลงไป
กายหน้าเดิมนี่แหละ เดี๋ยวแข็ง เดี๋ยวอ่อน เดี๋ยวก็กลับมาแข็ง เดี๋ยวก็กลับมาตึง
เดี๋ยวก็กลับมาหนัก อย่างนี้ มันก็หน้าเดิมของมัน วนเวียนๆ วนเวียนอยู่อย่างนี้
จิตกิเลส จิตตัณหา จิตฟุ้งซ่าน
จิตอุปาทานนี่ มันไม่สามารถทนกับความซ้ำซากจำเจอยู่ในที่เดียวนี้ได้หรอก ...มันก็หยุด
ด้วยอำนาจของการบังคับควบคุมด้วยสติ ไม่ให้มันออกนอก ออกหนีจากกายไป
ถ้าจับหลักยึดหลักนี้ไว้
แล้วก็เอาไปทำแบบ...ทุกที่ ทุกเวลา ทุกเหตุการณ์ ...อย่ารอให้เหตุการณ์นั้นจบไปก่อน
จำไว้เลย เช่นตรงนั้นน่ะ
ถ้ามันรู้ตัวว่ากำลังถูกชมถูกด่าอะไร อย่ารอให้เหตุการณ์นั้นจบก่อน
ต้องเอาศีล
ต้องเอาสติ ต้องเอาสมาธิ สอดแทรกลงไปตรงนั้น ท่ามกลางเหตุการณ์นั้นๆ ...จะยากขนาดไหนก็ต้องทำ
จะลำบากขนาดไหนก็ต้องฝืน ออกแรงก็ต้องออกแรง
ใช้กำลังก็ต้องใช้พลังกันตรงนั้น
ให้มันเป็นการปฏิบัติลงไปในปัจจุบัน
กับกิเลสที่มันกำลังก่อตัว สร้างตัว แสดงตัวอยู่ในปัจจุบัน กับรูป กับเสียง กับกลิ่น
ทั้งที่พอใจ ทั้งที่ไม่พอใจ ...ที่มันกำลังปรากฏอยู่ในปัจจุบันจริงๆ
นี่เรียกว่าผู้ปฏิบัติจริง
เรียนรู้กับธรรมจริงๆ ...ไม่ใช่ว่า..รู้แล้ว มันกำลังจะเกิดแล้ว...ก็ปล่อยมัน
เดี๋ยวรอให้มันเสร็จเรื่องนี้ก่อน ให้มันไปซะก่อน ให้มันจบเรื่องนี้ไปก่อน ค่อยไปรู้ตัวต่อ
แล้วว่าจะได้พิจารณาในข้ออรรถข้อธรรมที่มันผ่านไปเมื่อกี้ อย่างนี้...มันจะไปพิจารณาธรรมในอดีตได้ยังไง
มันจะเกิดความรู้แจ้งในธรรมที่เกิดเป็นอดีตได้ยังไง
ก็มันดับไปแล้ว นั่น จิตมันหลอกได้ทุกที่ทุกสถานเลยนะ
กิเลสน่ะ ...เพราะนั้น เอาให้มันทันทีทันควัน รู้แล้ว รู้ให้ได้ รู้ตรงนั้นน่ะ
ตรงที่กำลังถูกติถูกชม
หรือถูกบังคับให้ต้องอยู่ ต้องทนอยู่กับสภาวะเหตุการณ์ สถานการณ์ ที่กระอักกระอ่วนเหลือเกินน่ะ คือลึกๆ
กูไม่ชอบเลย แต่โดยหน้าที่ภาระอะไรก็ตาม หรือว่าเหตุปัจจัยที่มันส่งผลให้ต้องมาอยู่ตรงนั้น
อย่าไปรอให้สภาวการณ์หรือสภาวะเหตุการณ์ที่ล้อมรอบ
ที่มันทิ้งช่วง หรือว่าที่มันทรงสภาพนั้นอยู่ในช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่งนั่นน่ะ
ให้มันผ่านไปแบบเปล่าๆ ปลี้ๆ ...เอาศีล เอาสติ เอาสมาธิขึ้นมา
อยู่ ดู
รู้ เห็น กับมันตรงๆ ตรงนั้น...ให้ได้ ให้ได้นานที่สุด จนถึงที่สุดคือความดับไปของมัน นั่นแหละ จนถึงที่สุดแห่งทุกข์ คือเหตุการณ์นั้นหมดไป
การกระทำคำพูดของคนนั้นหมดไปในปัจจุบันนั้น
นี่ เรียกว่า
เอาศีลสมาธิปัญญามาอยู่กับเหตุการณ์สถานการณ์ การกระทำ คำพูดของบุคคลนั้น จนหมดไป
สิ้นไป ...นี่แหละ จนถึงที่สุดของทุกข์ในปัจจุบันนั้นๆ เรื่องนั้นๆ
แล้วระหว่างที่มันเอาสมาธิศีลสติมาใช้อยู่ตรงนั้นนี่ ...ซึ่งผู้ปฏิบัติเบื้องต้นแรกๆ นี่
มันจะไม่สามารถประคับประคองศีลสมาธิปัญญาให้อยู่ได้โดยตลอดอยู่แล้ว
เรียกมาก็ยากอยู่แล้ว
ไอ้เรียกแล้วจะให้อยู่นานๆ จนที่สุดของทุกข์นั้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ...มันจะมาแบบยากด้วย แล้วก็ให้มันอยู่ด้วยศีลสมาธิปัญญา ก็ยิ่งยากด้วย
แล้วมันจะไป...จะไปตามนั้น
จะปล่อยให้มันเป็นไปตามอำนาจของความคิด อำนาจของความเห็น
อำนาจของการกระทำคำพูดนั้น ที่มันถูกบังคับขับไสออกมาด้วยอารมณ์ ด้วยกิเลส
แต่ด้วยศีลสมาธิปัญญา มันก็จะสามารถคอยกลับมา...แบบเป็นระยะๆ ด้วยความหนักหน่วง จะรู้สึกเลยว่ามันหนักหน่วง ...แล้วพอมันผ่านพ้น จบไป หมดเหตุการณ์นั้นไป นี่
มันจะรู้สึกเหมือนถอนหายใจเฮือก...เหนื่อย
เนี่ย
การที่เอาศีลสมาธิปัญญามาใช้ในชีวิตนี่ มันต้องมาใช้กันอย่างนี้
ไม่ใช่ว่าผ่านไปแล้ว ไม่ได้มีศีลสมาธิปัญญาตรงนี้ ...เดี๋ยวตอนเย็นกูจะไปนั่งพิจารณาดูสภาพธรรมนั้น
มึงฝันไปเหอะ บ้ารึเปล่า
ไม่มีประโยชน์ ไม่ใช่ ใช้ไม่ได้ ต้องเอามาใช้ตรงปัจจุบันนั้น ...แล้วมันจะต้องสร้างความคุ้นเคยอยู่เสมอ มันถึงหยิบจับนำมา หรือเรียกมาใช้ได้ ณ
เหตุการณ์นั้นๆ เป็นปัจจุบัน
(ต่อแทร็ก 14/32)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น