วันพุธที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 14/27



พระอาจารย์
14/27 (570512A)
12 พฤษภาคม 2557


พระอาจารย์ –  ธรรมชาติของขันธ์เป็นทุกข์ นี่...การภาวนาก็เป็นการภาวนาเพื่อเรียนรู้ธรรมชาติของขันธ์นั่นน่ะ ให้รู้ว่ามันเป็นทุกข์ยังไง ให้เข้าใจว่ามันเป็นทุกข์ยังไง

แล้วก็ให้ยอมรับกับมัน …คือให้เข้าใจว่ามันทุกข์ ให้เข้าใจว่ามันไม่สามารถทำอะไรกับทุกข์นั้นได้ ให้ยอมรับ ...จนกว่ามันจะยอมรับ ไม่ยอมรับก็เป็นทุกข์มากขึ้น

แล้วไม่ยอมรับมันก็แก้ทุกข์ไม่ได้ มันก็ยังเป็นทุกข์ของมันอยู่วันยังค่ำอย่างนั้น ให้ยอมรับ ทุกข์ในขันธ์ ทุกข์ในกายก็ยังมีอยู่ แต่ว่ามันก็ไม่ได้ทำความเดือดร้อนให้ใคร

ปัญหามันอยู่ที่ว่า มันไม่เข้าใจ แล้วก็ไม่ยอมรับ มันก็เลยเป็นปัญหาให้กับเราขึ้นมา ...เพราะว่ามันมีตัว “เรา” ที่มันไม่ยอมรับกับสภาพขันธ์ หรือสภาพโลก

มันไม่ยอมรับสภาพขันธ์ มันไม่ยอมรับสภาพโลก มันก็เลยเกิดสภาวะต่อต้านขันธ์ ต่อต้านโลก หรือว่าเกิดสภาวะที่เรียกว่าแบ่ง...แบ่งดี แบ่งชั่ว แบ่งชอบ แบ่งไม่ชอบขึ้นมา

มันก็เกิดความไม่จบสิ้น จึงเกิดความต่อเนื่องไม่จบสิ้น ไม่เป็นไปดั่งที่หมาย ไม่เป็นไปดั่งคาดของเราขึ้นมา

การภาวนาก็ให้เข้าใจ ถึงเหตุที่ว่ามันเป็นทุกข์...ก็เพราะว่ามันมีเรานี่ ออกมาต่อต้านสภาวธรรม สภาวะขันธ์อยู่เสมอ...ด้วยความไม่เข้าใจ ด้วยความไม่รู้

ไม่รู้ความเป็นจริงของสภาพขันธ์ ไม่รู้ความเป็นจริงของสภาพโลก ว่ามันเป็นอย่างนี้ มันต้องเป็นอย่างนี้ มันไม่เป็นอย่างอื่น ...แล้วก็ไม่มีอะไร สิ่งใด อำนาจไหน มาเปลี่ยนแปลงแก้ไขมันได้

เพราะนั้นก็ต้องอาศัยการภาวนา อาศัยการภาวนาในศีลสติสมาธิปัญญา เพื่อเอาไปสอนจิต...สอนจิตที่มันเป็นเรา สอนจิตที่มันเป็นอวิชชา...ที่มันโง่นี่

ให้มันเกิดความเข้าใจ ให้มันเกิดความรอบรู้ ให้มันเกิดความหยั่งรู้ ให้มันเกิดความเข้าไปเห็นความเป็นจริง...ในแต่ละส่วนของขันธ์ แต่ละส่วนของโลก

จนมันเกิดความยอมรับ จนมันเกิดความเชื่อตามความเป็นจริงนั้นๆ ว่ามันเป็นอย่างนี้ แล้วก็ต้องเป็นอย่างนี้ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมันได้

จิตที่มันโง่ จิตที่มันไม่รู้นี่ มันก็จะมีจิตที่มีปัญญาขึ้น ฉลาดขึ้น เข้าใจขึ้น ในธรรม..ตั้งแต่ธรรมชาติของขันธ์ ในธรรม..ตั้งแต่ธรรมชาติโดยรอบโดยรวมของขันธ์ ทั้งหลายทั้งปวง

มันก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้นตามสภาพธรรมตามจริง มีปัญญา มันก็วาง มันก็ปล่อย...การเข้าไปต่อต้าน เกาะกุม แบ่งแยก เลือก ปฏิเสธ หรือว่าไปควานค้นหา

เหล่านี้มันคืออาการของจิตที่กอปรด้วยตัณหา วิภวตัณหา กามตัณหา ต่างๆ นานา ...การกระทำของจิต การกระทำของเรา มันก็ค่อยสร่างซา ลดน้อยลงไป จนมันหมดสิ้นหรือว่ามันหยุด หรือว่ามันดับสนิท 

การยอมรับทุกอย่างได้ตามความเป็นจริง อย่างที่มันปรากฏ เท่าที่มันปรากฏ โดยไม่มีข้อแม้ โดยไม่มีเงื่อนไข โดยไม่มีการเข้าไปมีเจตนาใดเจตนาหนึ่งกับสภาพธรรมนั้นๆ ...นั่นน่ะเรียกว่าผลของการภาวนา


เพราะนั้น การที่มันจะเรียนรู้สภาพธรรมได้นี่ มันต้องไล่เลียงลำดับไป ...มันจะต้องเรียนรู้จากในไปนอก ไม่ใช่ไปเรียนรู้จากนอกเข้ามาหาใน

เพราะว่า จากนอกเข้ามาหาในนี่ มันมาก มันมากมายมหาศาลของสิ่งภายนอก แต่ละชิ้น แต่ละอย่าง แต่ละอัน แต่ละบุคคล แต่ละอารมณ์ที่มันเกิดดับแต่ละบุคคล

แล้วก็แต่ละเหตุการณ์ แต่ละเรื่องราว สถานการณ์ ที่มันเกิดกับวัตถุร่วมกับบุคคล ร่วมกับสิ่งของ ร่วมกับเวลา อะไรมากมาย มันไม่รู้จักประมาณได้

เพราะนั้นจะเรียนรู้จากภายนอกเข้ามาสู่ภายในนี่ มันจะไม่มีวันจบ มันจะไม่มีวันที่โดยรอบโดยตลอดได้ ...มันจึงต้องเรียนรู้จากในออกไปนอก หรือว่าเรียนรู้จากขันธ์ห้านี้เป็นต้นไป

มันจึงจะเกิดความเข้าใจ หรือว่าปัญญานี่มันจะแผ่ขยายออกไป จากน้อยไปมาก จากมากไปจนกว้างไม่มีประมาณ ไกลจนไม่มีประมาณ ปัญญาก็จะครอบคลุมออกไป

เพราะนั้นการภาวนามันจึงต้องมารวมอยู่ภายในเสียก่อน มารวมจิตรวมใจ...ที่มันมักจะไปรู้หลายเรื่องหลายราว มักจะไปหาเหตุหาผลกับเรื่องราวต่างๆ นานา

เรื่องราวการกระทำคำพูดของบุคคลมากมาย เหล่านี้ มันเยอะเกิน ...มันก็ต้องจำกัดเสรีภาพ...เสรีภาพในการคิด เสรีภาพในการไปมาอย่างไม่มีขอบเขต

ที่มันเข้าใจว่าเป็นอิสระ หรือเป็นเสรีภาพในความคิด เสรีภาพในความเห็นนั่นน่ะ มันก็ต้องจำกัด จำกัดไม่ให้มันมากเรื่องออกไป ไม่ให้มันหลายเรื่องในเวลาเดียวกัน

ก็พยายามรวมด้วยการภาวนาอยู่ในองค์มรรคองค์ศีลสมาธิปัญญานั่นแหละ มันเป็นการรวมจิตให้เป็นหนึ่ง โดยอาศัยสิ่งล่อเพื่อให้มันมาผูกอยู่กับหนึ่งที่เป็นเครื่องล่อ

เพราะนั้นไอ้เครื่องล่อของจิตนี่ ที่ให้จิตมันไม่ไปหลายเรื่องนี่ ท่านก็เรียกว่าอุบาย..อุบายธรรม ...เพราะนั้นอุบายธรรมก็คือคำบริกรรมบ้าง การนึกน้อมพิจารณาในแง่มุมใดแง่มุมหนึ่งบ้าง

ให้มันอยู่ในเรื่องราวเดียว ไม่ให้ออกไปนอกเรื่องราวเดียวนั้นๆ ...นี่เขาเรียกว่าเป็นอุบายล่อจิตรวมจิตให้มันมารวมเป็นหนึ่ง ไม่ให้มันมากเรื่องหลายราว จนจิตไม่สามารถรวมเป็นหนึ่งได้

แต่คราวนี้ว่า การใช้หรือเจริญอุบายธรรม เพื่อให้เกิดการรวมจิตรวมใจให้มันเป็นหนึ่งนี่ ผู้ที่ไม่ได้อบรมพื้นฐานหรือได้รับคำแนะนำที่ควร บางทีมันก็ไปติดในอุบายนั้นอีก

เพราะบางทีระหว่างอยู่ในอุบาย หรือเจริญในอุบายนี่ ...มันก็เกิดผลที่มันสืบเนื่องมาจากอุบายนั้นเกิดขึ้น มันก็จึงเกิดความเข้าไปยึดติดในผลของอุบายนั้นอีก

เช่นกรรมฐาน ๔๐ ห้อง อย่างกสิณอย่างนี้ ถ้าไปเพ่งกสิณเป็นอารมณ์นี่ เอาดินน้ำไฟลม อากาศ สี วรรณะนี่มาเป็นอารมณ์ แล้วก็รวมจิตเป็นหนึ่งกับกสิณธาตุ กสิณสี กสิณดินน้ำไฟลม ...มันก็เป็นหนึ่งจริง

แต่คราวนี้มันจะมีผลที่ได้จากการใช้อุบายกสิณนี่ มาเป็นความรู้ความเห็นอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาของจิต เป็นความที่ว่า...ถ้าเป็นภาษาโดยทั่วไป เขาเรียกว่าเป็นความรู้ความเห็นพิเศษ 

ก็เป็นสิ่งที่เกินกว่าความรู้ความเห็นของคนทั่วไป หรือในอีกภาษาเขาเรียกว่า อภิญญาจิต หรือมโนมยิทธิในจิตอย่างนี้ ...มันมีความรู้ความเห็นล้ำกว่าจิตมนุษย์ทั่วไป 

มันก็ไปติด ไปข้อง ไปคา ในอุบาย..ผลของอุบายนั้นเสียอีก ...แม้กระทั่งการหยิบยกกายมาพิจารณาเป็นอสุภะอสุภังอะไรก็ตาม มันก็ยังเกิดนิมิตได้มากมาย

แม้ว่าอย่างน้อย มันก็ยังมีผลข้างเคียงในการที่มันกำราบอารมณ์ราคะปฏิฆะลงไป ...แต่ก็ยังมีผล ทำให้เกิดความติดข้องในอุบาย ในผลจากอุบายนั้นอยู่

แต่ถ้าอาศัยศีลสมาธิปัญญา โดยที่ไม่ต้องใช้อุบายเป็นตัวน้อมนำจิตนี่ คือเจริญศีลสมาธิปัญญาโดยตรง ก็ไม่ต้องไปสร้างอุบายนึกน้อมมาเป็นเครื่องล่อจิต

ก็เอากายนี่...ที่มันมีอยู่แล้ว มันไม่ต้องไปสร้างขึ้นมาใหม่...มาเป็นเครื่องล่อ หรือว่าเครื่องน้อมนำ หรือเป็นเหมือนนิมิตหมายให้จิตมันมาเสพ มันมาเกาะ มันมาเหนี่ยว

เมื่อจิตมันมารู้ มันมาอยู่ มันมาเห็นกับเนื้อตัวกายปัจจุบัน ที่เรียกว่ากายธรรมดา กายที่มันทรงอยู่ กายที่เป็นปกติ กายที่มีอยู่ทุกเวลา ก็เรียกว่ามันผ่านขั้นตอนที่จะต้องรวมจิต

มันก็ไม่ต้องใช้อุบายรวมจิต ...แต่มันใช้หลักของศีลนี่เป็นตัวรวมจิตให้มันมาเป็นหนึ่ง ไม่ให้มันมีหลายเรื่องหลายราวออกไป ทั้งข้างหน้าข้างหลัง ทั้งข้างนอกข้างในอะไรก็ตาม

ก็ให้มันเอาแต่จำเพาะกายนี่มันเป็นเครื่องระลึกรู้ เป็นเครื่องหยุดอยู่ของจิต...ที่มันไม่ค่อยจะหยุดอยู่กับอะไรนาน ไม่ค่อยจะหยุดอยู่กับอะไรด้วยความต่อเนื่อง

เขาเรียกว่าจิต...สันดานของจิตนี่มันจับจด แล้วก็จับหลุด แล้วก็มันไม่ค่อยจะอยู่กับอะไรด้วยความต่อเนื่องด้วยเวลายาวนาน มันมีนิสัยโลเลจับจดอยู่ตลอดเวลา

สำหรับจิตปุถุชนทั่วไป ลักษณะจิตจะเป็นอย่างนั้น...ฝึกได้ยาก ลักษณะของจิตทุกคนนี่ จะเป็นลักษณะฝึกได้ยาก ...แต่ว่าถ้าตั้งใจฝึก มันก็ได้  แต่ถ้าไม่ตั้งใจฝึก มันก็จะเป็นได้ยากอย่างนั้นอยู่ตลอดเวลา

เพราะนั้นก็ต้องให้ตั้งใจฝึก ให้จิตมันมาหยุดอยู่รู้เห็น กำหนดรู้ กำหนดเห็นอยู่กับกายปัจจุบัน ความรู้สึกในกายปัจจุบันก็ได้ รูปทรงของกายปัจจุบันก็ได้ ทรวดทรงของกายปัจจุบันก็ได้

หรือลักษณะเวทนาในกายปัจจุบันก็ได้ อะไรก็ได้ที่มันเกี่ยวกับกายที่มันมีอยู่แล้วนี่  เอาเป็นเครื่องน้อมนำ เอาเป็นเครื่องระลึกรู้ไว้ ...นี่เรียกว่าผูกจิตให้มันอยู่ ให้มันหยุดอยู่กับปัจจุบันกายปัจจุบันศีล

เพราะนั้นการที่มันผูกจิตอยู่กับปัจจุบันกายปัจจุบันศีล ก็เรียกว่าอยู่ในการภาวนา ...เรียกว่าเป็นการภาวนาในลักษณะที่เรียกว่าเจริญรักษาศีลด้วยสตินั่นเอง โดยอาศัยการเจริญรักษาสติในองค์ศีล 

จิตมันก็จะค่อยๆ ไม่ลุกลี้ลุกลนไปมา จิตมันก็จะไม่ค่อยส่ายแส่ไปมา จิตจะไม่ค่อยไปก่อเรื่องราวจากที่เห็น จากที่ได้ยิน จากที่คิด จากที่จำ จากที่อ่าน มาเป็นเรื่องราวยืดยาวใหญ่โตออกไป

แล้วก็จะอยู่ในลักษณะจิตที่มันอยู่ด้วยความสงบเสงี่ยมเจียมตัว อยู่กับกายด้วยความสงบเสงี่ยมเจียมตัว ไม่พลุ่งพล่าน ไม่ลุกลี้ลุกลน ไม่ไหล ไม่เลื่อน ไม่ลอย

นี่ ลักษณะจิตอย่างนี้เรียกว่าเป็นจิตที่ใกล้เคียงสมาธิ ใกล้ที่จะให้เกิดสมาธิ กำลังที่จะเป็นสมาธิขึ้นมา กำลังที่จะเกิดจิตที่มันรวมเป็นหนึ่งขึ้นมา กำลังเป็นจิตที่มีความตั้งมั่นในตัวของมันเองขึ้นมา

ก็เพียรเจริญรักษาศีลด้วยสติต่อเนื่องไป ...จิตมันก็จะค่อยๆ รวมเป็นหนึ่ง มีกำลังมั่นคงขึ้นมา

เพราะนั้น จิตที่มันรวมเป็นหนึ่งมีกำลังมั่นคงขึ้นมาด้วยการเจริญรักษาศีลนี่ จิตที่มันเป็นหนึ่งด้วยการเจริญรักษาศีล ด้วยหลักการเจริญรักษาศีลด้วยสตินี่

จิตหรือสมาธิตัวนั้น จะเรียกว่าสัมมาสมาธิ ...คำว่าสัมมาสมาธิ คำว่าสัมมาแปลว่าชอบ แปลว่าควร แปลว่าดี แปลว่าถูก แปลว่าใช่ ...ก็เรียกว่าเป็นสมาธิที่ควร ที่ชอบ ที่ดี ที่ถูก ที่ใช่

ไม่ได้เป็นมิจฉาสมาธิ ไม่ได้เป็นโมหะสมาธิ ไม่ใช่เป็นแค่ความสงบแบบฤาษีชีไพร เป็นฌานสมาบัติ อย่างนั้น มันจะเป็นสมาธิที่เกิดจากการใช้อุบายมาเป็นเครื่องกำหนดระลึกรู้ 

โดยไม่แยบคาย โดยไม่ฉลาดในการใช้อุบาย ...มันก็เลยเป็นสมาธิที่ไม่ฉลาดกับอุบาย ก็เรียกว่าเป็นโมหะบ้าง เป็นมิจฉาบ้าง ซึ่งตัวมิจฉาโมหะสมาธินี่ มันจึงเป็นสมาธิที่ไม่เป็นเหตุให้เกิดปัญญาญาณ 

แต่มันอาจจะเกิดความรู้ในที่ต่างๆ หรือไปแจ้งในที่ต่างๆ ซึ่งมันไม่มีประโยชน์ต่อการที่จะทำให้เกิดการละวางจางคลายจากกิเลส หรือมีปัญญาที่เกิดความรู้แจ้งในกองขันธ์

มันไม่มีประโยชน์ต่อการที่จะทำให้การเกิดการตายของขันธ์ห้า..ทั้งในปัจจุบันและในอนาคตมันลดถอยลงแต่ประการใด แต่มันกลับเป็นการพอกพูน เพิ่มพูน ยึดติดโดยต่อเนื่องไม่จบไม่สิ้น 

นี่ หมายถึงว่าถ้ามันไปรู้ที่อื่น หรือว่าไปเกิดความรู้แจ้งที่อื่น หรือว่ามันเป็นรู้ในที่อื่นซึ่งนอกเหนือจากขันธ์ห้านี่ มันก็ไม่ได้มีประโยชน์อันใดต่อการละวางจางคลายการกลับมาเกิดให้น้อยลงแต่ประการใด

แต่ว่าถ้ามันเป็นสัมมาสมาธิแล้ว มันจะเกิดปัญญาที่เรียกว่าเป็นปัญญาที่มุ่งตรงสู่องค์มรรค มุ่งตรงสู่ความหลุดพ้นจากการเกิดการตาย

อย่างต่ำอย่างน้อย ก็เกิดตายน้อยลงสั้นลง  อย่างมากอย่างสูง ก็เรียกว่าไม่กลับมาเกิดมาตายอีกเลย ...นี่ เรียกว่าสัมมาสมาธิจึงสำคัญอย่างยิ่ง

แล้วก็ต้องเข้าใจว่า...สัมมาสมาธิมันจะมาหรือว่าจะเกิดขึ้นได้เพราะอะไร อย่างไร ...ไม่ใช่ว่าไปอ่านไปฟังคนโน้นคนนี้แล้วก็มาหลับหูหลับตานั่งสมาธิกันไปเลย ...แล้วก็เข้าใจว่ากำลังทำสมาธิอยู่

มันก็จะเกิดภาวะที่ว่าผิดพลาดคลาดเคลื่อนกันไป...โดยที่ไม่รู้ตัวว่ามันกำลังผิดพลาดคลาดเคลื่อนออกไป จากมรรค จากศีลสมาธิปัญญาที่แท้จริง


(ต่อแทร็ก 14/28)






ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น