พระอาจารย์
14/29 (570512C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
12 พฤษภาคม 2557
พระอาจารย์ – กายนี้เป็นเหตุสำคัญ เป็นเหตุที่สำคัญอย่างยิ่ง
...เพราะว่ามันเป็นเหตุที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นเรา...อย่างแรง
ไอ้เหตุแห่งกาย เหตุของกายนี่
เหตุที่ปรากฏคือกายปัจจุบันนี่ ...มันเป็นเหตุที่จิตนี่มันมาหมายอย่างยิ่งเลยว่าเป็นของเรา
ด้วยความไม่รู้ ด้วยความไม่แจ้ง ด้วยความไม่มีปัญญา
ถ้ามันยังไม่แก้ที่เหตุนี้
ไม่มาทำความแจ้งในเหตุแห่งกายนี้ ...มันจะลบ มันจะล้างความเป็นเรานี่ไม่ได้
เพราะความโง่ของจิต ...และไอ้ความโง่ของจิต ความโง่ของเรานี่
มันก็จะพาออกนอกเหตุอยู่ตลอดเวลา
มันไม่ยอม...ไม่ยอมกลับมาอยู่ในเหตุ หรือมาแก้ที่เหตุ
หรือมาเรียนรู้กับเหตุนี้ หรือมาทำความชัดเจนชัดแจ้งในเหตุ ...นี่คือสันดานหรืออนุสัยเลยของจิตเรา
เพราะนั้นการอบรมนี่ ถือว่าอบรมศีล
อบรมสมาธิ ด้วยสตินี่เป็นตัวอบรมศีล-สมาธิ ให้จิตมันมาอยู่กับศีล อยู่กับสมาธิ ...เพื่อเป็นเหตุ เพื่อการกระทำ เพื่อการประกอบเหตุในองค์มรรคอย่างนี้
เพราะนั้นการจะประกอบเหตุอย่างนี้
ทำเหตุอย่างนี้ รู้อยู่กับเหตุอย่างนี้ ...โดยรวมท่านเรียกว่ามรรค
การเจริญมรรค หรือการประกอบเหตุแห่งมรรค
นี่คือวิธีการปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น
เพื่อความพ้นทุกข์ เพื่อให้เกิดปัญญาญาณ เพื่อให้เกิดความรู้แจ้ง รู้จริง ...ซึ่งไม่เห็นมันจะต้องรู้อะไรมากมายเลย
แล้วไม่เห็นมันจะมีความรู้แปลกใหม่อะไรเลย
มันก็รู้แค่เนี้ย แค่นั่ง นี่
ความรู้สึกในนั่ง แล้วก็มีอะไรในนั่งนี่ ดูมันตรงนี้ ตรงเหตุแห่งกายนี่ก่อน
จนมันแจ้ง ...ซ้ำแล้วซ้ำเล่าๆ อยู่ในกองนี้
กองเหตุแห่งกายนี้ เพราะมันมีอยู่ตลอดเวลาทุกปัจจุบัน
เอาจนมันแจ้งทุกเหตุแห่งกายน่ะ ไม่ว่าเหตุแห่งกายนั้นจะสมมุติชื่อว่าแข็งว่าอ่อน สมมุติชื่อว่ายืดหยุ่น สมมุติชื่อว่าร้อน สมมุติชื่อว่าเจ็บว่าปวด สมมุติชื่อว่าคัน ...เอามันจนแจ้งในทุกเหตุแห่งกาย
ว่ามันไม่ใช่ใครของใคร
ว่ามันไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคล ว่ามันเป็นเพียงเหตุที่ปรากฏ
เป็นเพียงเหตุที่ปรากฏของมัน ไม่มีความจริง ตามบัญญัติตามสมมุติใดๆ แต่ประการใด
มันมีแต่ความเป็นจริงตามเหตุที่มันปรากฏเท่านั้น
อย่างนั้น ลอยๆ อยู่อย่างนั้น ประชุมกันชั่วคราวอยู่อย่างนั้น ...นั่น
ถ้ามันแจ้งว่ามันเป็นเหตุแค่นั้น เหตุแห่งกายมันแค่นั้นน่ะ
ไอ้ปัญหาเรื่อง “เรา” นี่
ไอ้ปัญหาความรู้สึกของเรานี่ที่ยังมี...เหมือนกับมันเป็นเงาอยู่กับกายกลางแดดนี่
ทุกครั้งที่มีแสงสว่างแล้วมีกายอยู่นี่ มันก็จะมีเงาน่ะ ...คือมี "เรา"
นี่ ไอ้ “เรา” ที่มันเหมือนจะมีติดอยู่อย่างนั้นเลยน่ะ ...มันก็จะค่อยๆ ลบเลือนไป ไม่มีเงา
ถ้าไม่มีกายก็ไม่มีเงา ...นี่ ถ้าไม่มีกาย ความหมายของกาย ความหมายมั่นของกาย มันก็จะไม่มีเงา
คือไม่มีเรา
ไอ้เพราะมันมีกาย
มีความหมายมั่นของกายนี่ มันจึงมีเรา มันจึงมีเงา ...เนี่ย มาแก้กันตรงนี้ก่อน ถ้าแก้ตรงนี้ไม่ได้ก็ไม่ต้องไปแก้ที่อื่น อย่าไปคิดว่าแก้ที่อื่นก่อน
เพราะง่ายดีเร็วดี ...ไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้ ไปไม่ตลอด
สุดท้ายก็กลับมาตายกับรัง กลับมาตายกับ
“เรา” นั่นแหละ “เรา” ผู้เป็นสุขและผู้เป็นทุกข์
ผู้แสวงหาสุขและผู้ปฏิเสธทุกข์ กลับมาตายกับตัวนั้นแหละ ต่อให้ได้ขั้นภูมิไหน ขนาดไหน ก็มาตายกับตัวนั้นแหละ
แต่ถ้ามันแก้ตรงนี้ได้ก่อนแล้วนี่
มันจะเกิดความปลอดโปร่ง มันจะมีความทะลุปรุโปร่งในขันธ์มากขึ้น มองอะไรได้กระจ่างขึ้น
แยกแยะได้ชัดเจนขึ้น...อ๋อ มันเป็นอย่างนี้ อ๋อ
นี่ มันจะเกิดอาการอย่างนี้
ปัญญามันจะเป็นอย่างนี้ เห็นแต่ละส่วน แต่ละขันธ์ ที่ละเอียดขึ้นอย่างนั้นอย่างนี้
อย่างนี้อย่างนั้น ...มันแยกแยะได้เป็นฉากๆๆๆ ออกไปเลย
แยกขันธ์จริงกับขันธ์ปลอม
ขันธ์ที่มันแอบอิงด้วยกิเลส เจือปนด้วยกิเลสประมาณเท่านี้
ลักษณะความคิดเจือด้วยประมาณเท่านี้ ลักษณะอารมณ์เจือด้วยกิเลสความยึดมั่นถือมั่น
นี่ มันจะเห็นแบบนักสถิติเลยน่ะ
รู้เลย มันกลั่นกรองได้เลย แล้วมันรู้เห็นหมดน่ะ ในกิเลสทั้งน้อยทั้งใหญ่
ที่มาติดอยู่กับขันธ์ หรือเป็นขันธ์ที่ไม่ติดกิเลส มันก็เห็นชัดเลย
แต่ว่าไม่ทำอะไร
แล้วก็ไม่ตามมันแค่นั้นเอง นี่ ทำความรู้ เหมือนเดิม
เหมือนกับรู้กายอยู่เหมือนเดิม แล้วก็ค่อยๆ แจ้งไป กลั่นกรองไป
ญาณทัสสนะก็กลั่นกรองๆ ไป
แยกขันธ์ส่วนละเอียด
กับกิเลสส่วนละเอียดออกจากกัน ความหมายมั่นในขันธ์ส่วนละเอียด ก็เหมือนกันกับกาย
นี่ ปัญญาขั้นละเอียด สมาธิขั้นละเอียด สติขั้นละเอียด มันก็ยกระดับในตัวของมันเอง
ถ้ามันข้ามพ้นศีลที่เป็นกายศีลซะ
มันก็ไปอย่างนั้น ...แต่ถ้ายังข้ามกายข้ามศีล ไม่แจ้งกายไม่แจ้งศีล...ก็ติดตังน่ะ
การภาวนาจะเป็นลักษณะนั้น ติดตังเลย เหมือนมีกำแพงขวาง
เป็นปัญหา เป็นเรื่องตลอดเวลา
มีเรื่องใหญ่ๆ ที่ข้ามไม่ได้ตลอดเวลา นี่ ...ทั้งหมดนี่อย่าไปแก้ที่อื่น
บอกให้เลย..เรื่องทั้งหมด ทั่วทุกเรื่อง..เนื่องด้วยเรา..กับเขา เท่านั้นเอง
สองเรื่อง สองตัวนี่ ครอบคลุมสามโลกธาตุเลย
ไม่เราก็เขา ปัญหาไม่มาจากเรา มันก็ต้องมาจากเขา ...ถึงไม่มีเขา เราก็มีปัญหาเองได้
ไม่อดอยากที่จะสร้างปัญหา เชื่อไหมล่ะ
ไม่มีเรื่องอะไร นั่งคนเดียว
กูก็คิดให้มันทุกข์ซะอย่างนั้นน่ะ ไม่ได้กระทบอะไรเลยนะ
มันสามารถควานค้นหาเรื่องมาเป็นทุกข์ด้วยตัวของมันเองได้ โคตรจะเก่งเลยกิเลสนี่
แล้วห้ามไม่ได้ บอกไม่ฟัง
ดื้อด้านเป็นที่สุด หน้าด้านเป็นที่สุด หัวชา มึน ...นี่ บอกเท่าไหร่ก็ไม่ฟัง
มันจะคิดน่ะมีอะไรรึเปล่า เนี่ย กิเลสคือความดื้อด้าน
มันจะจมแช่อยู่ในอารมณ์แบบ มันก็รู้...เหมือนหมูโดนแช่น้ำร้อนจนขนกูจะร่วงแล้ว มันก็ไม่ยอมลุก บอกให้ลุกมันก็ไม่ลุก ก็จม
งอก่องอขิงหมดเรี่ยวหมดแรงอยู่ในอารมณ์
นั่น ดื้อด้าน แล้วก็โง่อยู่อย่างนั้น
เพราะไม่มีปัญญาที่จะถอดถอนขึ้นมา ...ไม่มีกำลัง ก็ไม่มีปัญญา ถ้ามีกำลัง
มันก็มีปัญญาถอดถอนยกตัวขึ้นมา ออกมาจากอารมณ์น่ะ
ก็ไปนอนตายแช่อยู่กับความคิด
แช่อยู่กับอารมณ์ วนอยู่อย่างนั้น จนมัน...ตอนแรกก็เป็นนอนอยู่ในน้ำเย็น
เดี๋ยวน้ำเย็นก็เริ่มอุ่นขึ้น อุ่นขึ้น ...มันนึกว่าออนเซ็น แรกๆ ก็ว่าออนเซ็นล่ะวะ
ต่อไปชักออนไม่ค่อยเซ็นแล้ว
มันร้อนพลั่กๆๆ นี่ ออกไม่ได้ เนื้อหนังเปื่อยก็อยู่อย่างนั้น จนมันไหม้ถึงกระดูก ลึกไปถึงใจ
กัดกร่อนเป็นสัญญาข้ามภพข้ามชาติเลย เป็นอาสวะหมักดองอยู่อย่างนั้น
ไม่มีกำลังของสติสมาธิปัญญา
พาขึ้นพาถอนพาออกมาอยู่ในที่ที่สงบ ร่มเย็น ปลอดภัย...คือมรรค คือศีล คือสมาธิ
คือปัญญา คือง่ายๆ คือกายกับใจ ง่ายๆ ที่สุดก็คือ...รู้ตัว
ตรงนี้เป็นที่ปลอดภัย เป็นที่ร่มเย็น
ซึ่งตอนนี้พวกเราก็ไม่รู้สึกว่ามันร่มเย็นตรงไหน...รู้ตัวเนี่ยนะ รู้อย่างเนี้ย
รู้ว่านั่งเนี่ย กูไม่เห็นร่มเย็นเลย มันรู้สึกอึดอัดอีกต่างหากด้วย
เออ มึงทำไปเหอะ ทำไป ต่อไปเรื่อยๆ แล้วมึงรู้เองน่ะ
ว่าร่มเย็นจริงๆ ...เรียกว่าถ้าเทียบกับไอ้หมูลวกน้ำร้อนนั่น...แล้วจะรู้เลยว่า คนละเรื่องเลย
เวลามันเร่าร้อนจากการเห็น การได้ยิน
ลองไปนึกดูเถอะ หาที่ร่มเย็นอยู่ได้ไหม เวลาโดนเขาด่าๆๆ ต่อหน้า
เวลาไปเห็นอะไรที่มันทำแล้วมันขัดหูขัดตา แล้วมันร้อนหูร้อนตานี่
หาที่ร่มเย็นตรงนั้นให้หน่อย หาหน่อย
หาห้องแอร์ เปิดแอร์ให้มันที่สุดเลย เกินเบอร์ห้าเข้าไป สิบองศาเลย กูก็ยังร้อน ...นี่
มันร้อนที่ “เรา” ไม่ได้ร้อนที่กาย มันแก้ไม่ได้นะภายนอก หาที่ร่มเย็นไม่ได้เลย
แต่ถ้าตราบใด
ถ้าตอนนั้นเคยฝึกเรื่องการรู้ตัวไว้ แล้วสามารถนึกน้อม หรือว่าสร้างกำลังของความรู้ตัวขึ้นมาได้นี่
จะรู้เลยว่า...ท่ามกลางความเร่าร้อนนั้น มีความร่มเย็นอยู่ มันสามารถอยู่กับความร่มเย็นได้
กับกายกับใจที่ไม่นำพาต่อสิ่งใดๆ นั่น มรรค นั่นแหละถึงเรียกว่าการปฏิบัติเพื่อให้เข้าสู่ความเป็นจริง ด้วยวิถีแห่งความเป็นจริง ไม่ใช่หลอก ...เชื่อรึเปล่า ไม่เชื่อก็เชื่อซะ เพราะมันจริง
มันไม่ใช่ของไม่จริง
แต่ว่าไอ้ตอนที่มันอยู่แบบว่าไม่ได้ออนเซ็นนี่
มันก็รู้สึกว่า...ไอ้ "รู้ตัว" นี่มันไม่สนุก
ดูเหมือนไม่สบาย ไม่ใช่ที่ว่าปลอดภัยหรือว่าร่มเย็นตรงไหน
นี่ มันไปเทียบกับตรงนั้น …มันก็เลยปล่อยปละละเลย หรือว่าประมาท
เกิดความประมาทตายใจกับกิเลส ...นี่เขาเรียกว่าประมาทตายใจกับกิเลส
เวลามันอยู่ในเวทนาเฉยๆ
เวลามันอยู่ในผัสสะเฉยๆ เวทนาหรือผัสสะที่เป็นอทุกขมะ...รู้จักอทุกขมสุขมเวทนาไหม
คืออะไรที่มันไม่สุขไม่ทุกข์น่ะ ...มันก็ตายใจอยู่อย่างนั้น
หรืออยู่ในความคิดแบบวนเวียนล่องลอยไปมา
แต่ว่าไม่ได้เป็นเรื่องราวใหญ่โตหรือว่าเป็นเรื่องรุนแรง ...ก็รู้สึกว่าตายใจอยู่ตรงนั้น ให้กลับมารู้ตัวก็ไม่เอาน่ะ ตายใจอยู่อย่างนั้นน่ะ
แต่พอโดนน้ำร้อนสาดเข้ามานี่ โดยทางตาทางหูนี่ ...คราวนี้วิ่งกันคลั่กๆ หารดน้ำมนต์สะเดาะเคราะห์
หาครูบาอาจารย์กันก้นขวิดตีนขวิดเลยน่ะ
มันหาร่มเงาให้ตัวเองไม่ได้
สร้างร่มเงาให้ตัวเองไม่ได้ สร้างร่มเงาของศีลสมาธิมาเป็นที่คุ้มกะลาหัว
คุ้มกันภัยไม่ได้ หรือว่าได้ก็นิดหน่อย พอคุ้มกะลาหัว ... แน่ะ แล้วพอทุกข์หาย..กูก็ทิ้ง
นี่ ประมาทอีก เอามาใช้แต่ตรงที่มันเดือดร้อนเป็นทุกข์
ก็...อู้ย เอาใหญ่เลย รู้ตัวๆๆ ...พอทุกข์หาย สบาย หมดแล้ว หมดภาระ..ทิ้ง นั่น
มันเอาไงของมันกันแน่วะ ...เห็นมั้ย มันหลอกได้ทุกแง่ทุกประตูเลยนะ
กว่าที่จะเอาชนะมันได้ทุกแง่
ปิดประตูตีแมว หรือปิดประตูตายไม่ให้มันมีช่องทางไปนี่ ...คือมันจะต้องทรงไว้อยู่ด้วยความต่อเนื่องจริงๆ
ไม่ประมาทเลินเล่อแม้แต่ขณะปัจจุบันหนึ่งเลย
ไม่ว่าจะอยู่ดีมีสบาย อยู่เฉยๆ
ไม่มีอะไรมากระทบ หรือมีอะไรมากระทบ...ก็ไม่ทิ้ง ก็ไม่ขาด ก็ไม่หาย
ก็ไม่ห่างจากคำว่าศีลสมาธิปัญญา หรือคำว่ารู้ตัว
นั่นแหละเขาเรียกว่าอยู่ด้วยมรรค
อยู่กับมรรค อยู่กับศีล อยู่ด้วยสมาธิ อยู่ด้วยปัญญา..ตลอดเวลา เรียกว่าใกล้เคียงกับที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ไม่ประมาท ...ไม่ประมาทในธรรม
ขึ้นชื่อว่าธรรมนี่
หมายความว่าธรรมน้อยธรรมใหญ่ ธรรมดีธรรมเลว ธรรมที่เป็นกุศล ธรรมที่เป็นอกุศล
ธรรมที่เป็นไม่ขาวไม่ดำ หรือว่าอัพยากฤตธรรม
นี่คือเป็นผู้ที่ไม่ประมาทในธรรม
ตลอดเวลา ...จึงเป็นคำสั่งคำสอนคำเตือนของพระพุทธเจ้าว่า...สังขารทั้งหลายนี่มีความล่วงไปดับไปสิ้นไป เธอทั้งหลายจงถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท
จิตมันก็เริ่มเบื่ออีกแล้ว...โหย
กูต้องรู้ตัวตลอดเวลาเลยหรือวะนี่ ไม่ทำมาหากินอะไรเลยหรือวะนี่ ...เออ โว้ย
มันต้องเป็นอย่างนั้นล่ะโว้ย ไม่งั้นไม่จบ ...นี่จะตอบให้
ถ้าอยากจบก็ต้องอย่างนั้น มันเป็น Fact คือความตายตัว หรือเป็นกฎเหล็ก กฎแห่งการปฏิบัติ...ทำอย่างไรได้อย่างนั้น นี่คือกฎเหล็ก ...ถ้าต้องการหลุดพ้นน่ะ เออ มันต้องอย่างนั้น
แต่ถ้าจะไม่ต้องการหลุดพ้น ก็เออ
อยู่ไปเช้าชามเย็นชาม ก็เกิด-ตายๆๆๆ เอาไป ...นั่น ทำประกอบเหตุยังไง ผลเป็นอย่างงั้น ...มันหลีกเลี่ยงไม่ได้
เพราะนั้น ต้องสร้างความคุ้นเคย
สร้างศรัทธา..มากๆ ...ท่านถึงเรียกว่าศรัทธาน่ะเป็นตัวนำ วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา
หรือเป็นตัวนำในอินทรีย์ หรือตัวนำในพละ ๕
เมื่อมีศรัทธา มันก็มีความวิริยะ
ขยันขันแข็ง ศรัทธาในศีล ศรัทธาในการปฏิบัติ ศรัทธาในการหลุดพ้น ศรัทธาในนิพพาน
ศรัทธาในการไม่กลับมาเกิดมาตาย ไม่กลับมามีขันธ์ นี่ ต้องมีศรัทธาตัวนี้มากๆ
ไม่เชื่อก็แกล้งเชื่อหน่อย
มันจะได้มีวิริยะขึ้นมาบ้าง ...และเมื่อมันแกล้งเชื่อแล้วแกล้งมีวิริยะ เออ
แกล้งไปก่อน ทำไปก่อน เดี๋ยวมันก็แกล้งมีสติ แกล้งมีสมาธิ แกล้งมีปัญญา
เออ เดี๋ยวมันก็ค่อยๆ เข้าใจ
แกล้งเข้าใจขึ้นมา ...เออ แกล้งๆ ไป เดี๋ยวก็จริงเองน่ะ มันแกล้งเอาทั้งนั้นแหละ
เข้าใจคำว่าแสร้งว่า แสร้งทำกันอยู่ทุกคนน่ะ ...คือถ้าไม่แสร้งว่าแสร้งทำ
ก็มีแต่พระอริยะ
เพราะนั้นในอินทรีย์เบื้องต้นนี่
ยังไงก็แกล้งทำแกล้งเชื่อไปก่อนเถอะ แกล้งทำเป็นรักการปฏิบัติไปก่อนเถอะ
เดี๋ยวมันก็ค่อยๆ ได้ผลติดปลายนวมขึ้นมาบ้าง เล็กๆ น้อยๆ
มันก็สร้างความคุ้นเคยในธรรม
ในการปฏิบัติขึ้นมา เห็นดีเห็นงามไปตามธรรมนั้นๆ …แต่เราก็ยังบอกให้ว่ายังช้า...ยังช้าอยู่ ...ก็ขวนขวายมากๆ
ให้แกล้งมากกว่านี้หน่อย
แล้วมันก็จะค่อยๆ เกิดผล บังเกิดผลขึ้นภายในขึ้นมาเอง …ถ้ามันไม่ภาวนาเสียตั้งแต่วันนี้เดี๋ยวนี้
แล้วมันจะไปภาวนาวันไหน ถ้ามันไม่ภาวนาตั้งแต่วันนี้เดี๋ยวนี้
แล้วมันจะไปภาวนาชาติไหน หือ
รอชาติที่ดีกว่านี้รึไง ...มัวแต่รอ มัวแต่คอย
ให้มันได้ที่ได้เวลาเสียก่อนนี่ มันจะได้เวลาเมื่อไหร่ล่ะ ...กายมีอยู่นี้ ปัจจุบันมีอยู่นี้
สติก็มีอยู่ในนี้...ที่นี้ ทุกอย่างมันพรักพร้อมอยู่แล้วน่ะ
เสียอย่างเดียวที่ว่ามันยังไม่มี...คือไม่ลงมือทำ ...อุปกรณ์นี่มีครบหมดแล้ว มรรคนี่
ศีลนี่ สมาธินี่ ปัญญานี่ มีพรักพร้อมอยู่แล้ว วางไว้ อยู่เบื้องหน้านี้อยู่แล้ว
แต่ไม่หยิบ ไม่จับ ไม่ทำขึ้นมา ...ปล่อยให้จิตมันเลื่อนลอย ล่องลอย
เผลอเพลิน หรือแม้แต่ไปค้นคว้าแสวงหาธรรมภายนอก ข้างหน้า ...ที่ไหนก็ไม่รู้
ไปหากันอยู่นั่น
ไปหาตามตำรา ไปตามความรู้ไปตามการปฏิบัติในตำรา แล้วก็เลียนแบบ พยายามจะตามสภาวะเหล่านั้น ไปตามคำพูดคนนั้น ไปตามคำพูดคนนี้ ...ก็มัวแต่ไปตามหาอะไรที่ไหน
ทำไมไม่ตามหาศีล
ตามสมาธิ ตามปัญญา ซึ่งมันมีอยู่ภายในตัวทุกผู้ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ทุกวรรณะ ...จิตมันจะได้หมดเรื่องลงไป
น้อยเรื่องลงไป เรื่องมันสั้นลงไป ความอยากรู้อยากเห็น อยากได้อยากมี
มันก็น้อยลงไป
ไอ้ที่ความอยากๆๆ ที่มันเยอะๆๆ
หรือมากๆๆ คือมันอยากในสิ่งที่มันออกนอกเนื้อนอกตัวนี่ ...จิตมันไปวาง มันไปทาบถึงตรงไหนนะ
มีอยู่สองอย่าง...อยากกับไม่อยาก
ถ้ามันไปทาบมันไปวาง
มันไปจับมันแตะตรงไหนนะ จะต้องมี..อยากกับไม่อยาก..สองอย่าง ก็ต้องมีไม่...ยินดีก็ต้องยินร้าย
หรืออย่างน้อยก็เฉยๆ ...เนี่ย มันเรื่องทั้งนั้นน่ะ
ถ้าจิตออกนอกกาย
ถ้าจิตออกนอกปัจจุบันกาย ถ้าจิตออกนอกปัจจุบันใจปัจจุบันรู้นี่
มันจะมีแต่เรื่องขึ้นมาทั้งนั้น ...ตั้งแต่ตื่นนอนยันมาถึงนี่ กี่เรื่องแล้ว แล้วไม่ยอมจบเรื่องด้วยถ้ามันได้เรื่องไหนมาแล้วนี่
เรื่องที่มันยึดมากยึดมาย
เรื่องที่มันติดมากติดมายนี่ มันก็จะค้างเติ่งอยู่อย่างนั้น เป็นอารมณ์ที่ตกค้าง
เหินหาวกลางเวหาอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ...แต่มันยังค้างอยู่อย่างนั้น
ถ้าโดยสังขาร...ก็ค้างข้างหน้า โดยสัญญา...ก็ค้างอยู่ข้างหลัง ...ก็ค้างอยู่อย่างนั้น เป็นอารมณ์ค้างอยู่อย่างนั้นน่ะ
เป็นเรื่องเป็นราวอยู่อย่างงั้น
นี่ การไม่ระวัง การปล่อยจิตปล่อยใจ
การอยู่แบบปล่อยเนื้อปล่อยตัว การนั่งนอนยืนเดินแบบสบายๆ ไม่เอาอะไร ไม่เอาสมาธิ
ไม่เอาสติ ไม่เอาปัญญา
นี่ อยู่กันแบบสบาย ไปมาแบบสบาย
พูดคุยกันแบบสบายๆ ...จิตมันจะลอยไปลอยมาอยู่อย่างนั้น สร้างเรื่องสร้างราวตลอดเวลาอยู่อย่างนั้น
ถ้าเป็นเรื่องที่มันรักมากชังมาก
มันก็จะค้างเติ่งอยู่อย่างนั้น แล้วไม่ยอมเลิก ไม่ยอมแล้ว ...บอกมัน สั่งมัน ให้เลิกให้แล้ว มันก็ไม่ฟัง มันก็ไม่ยอม
(ต่อแทร็ก 14/30)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น