พระอาจารย์
14/28 (570512B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
12 พฤษภาคม 2557
(ช่วง 2)
(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 14/28 ช่วง 1
อยากจะดูตามเขาบอกว่าจะดี แล้วก็ตามตรงนั้นๆ
เขาว่าดีก็ดีตามเขา เขาว่าเร็วก็เร็วตามเขา เห่อ บ้าเห่อเหิมกันไปมา ...มันข้ามไปข้ามมา กระโดดไปกระโดดมา เหมือนลิงหลอกเจ้าอยู่อย่างนั้น..จิตน่ะ
แล้วก็ตัวเราก็ไม่เท่าทันไอ้ลิงตัวนี้ ...ก็เพราะตัวมันกับตัวลิงน่ะตัวเดียวกัน ...กระโดดไปกระโดดมา เดี๋ยวก็เรื่องนั้น
เดี๋ยวก็เรื่องนี้ มีปัญหามีเรื่องราวอะไรขึ้นมาก็ไม่ยอมจบ ไม่ยอมออก ไม่ยอมถอน
ก็เข้าไปวกวน ครุ่นคิด จะหาทาง จะแก้ไข
จะหนี จะทำลายมันยังไงดี ...จนหมดเวลาเป็นวันๆ เป็นเดือนๆ เป็นปีๆ หรือเป็นชาติๆ
ไปเลย ...ก็ยังแก้ไม่ได้
เพราะมันแก้ไม่ถูก แก้ไม่ตรง ไม่ได้แก้ที่เหตุ ไม่ได้แก้ที่ปัจจุบัน ไม่ได้แก้ที่ตัวต้นตอของทุกข์จริงๆ ...เพราะมันไม่มีปัญญาที่แท้จริง
หรือญาณทัสสนะอันแจ่มใส แจ่มชัด
ในการที่เห็นว่านี้เป็นทุกข์
นี้เป็นสมุทัย นี้เป็นนิโรธ นี้เป็นมรรค ...ก็สับสนไปหมดระหว่างสมุทัยกับมรรค วุ่นวี่วุ่นวาย
สับสนอลหม่าน แล้วก็อยู่ท่ามกลางทุกข์อยู่ตลอดเวลา...เป็นผล
วิตกกังวล อึดอัด คับข้อง วุ่นวี่วุ่นวายใจ เร่าร้อน ...ไปไหนก็ร้อน นั่งที่ไหนก็ร้อน หาที่เย็น หาที่ร่มภายในไม่มี
เข้าไปศูนย์การค้าก็ร้อน มาอยู่ในป่าก็ร้อน
มาอยู่ใกล้พระก็ร้อน ใกล้แพะก็ร้อน
มันร้อนทั้งพระทั้งแพะไปหมด นั่น ถ้ามันร้อนข้างในก็ร้อนหมด ...แต่ถ้ามันเย็นแล้วนี่
ไปอยู่ที่ไหนก็เย็น อยู่กลางแดดก็อมยิ้มได้ ท่ามกลางแดดที่แผดเผา
เพราะใจมันไม่นำพา
กายมันไม่นำพา...กับทุกข์ร้อนภายนอกแต่ประการใด ...ต่อให้กายมันแตก มันฉีกเป็นส่วนๆ ไป
แขนหลุดขาหลุดไป มันก็ไม่นำพาในตัวของมันเอง
คู่กับใจที่ไม่นำพากับอะไร ...อะไรเกิดมันก็รู้ มันก็เห็น..เฉยๆ อะไรมันตั้ง มันก็รู้ มันก็เห็น..เฉยๆ อะไรมันดับ มันก็รู้ มันก็เห็น..เฉยๆ ...ใจก็ไม่ได้นำพากับอะไร
เนี่ย เย็น...กายใจจึงเย็นในตัวของมันเอง ต่อให้ท่ามกลางความทุรกันดารในโลก ...เพราะนั้นไอ้ที่มันร้อนน่ะ
มันไม่ได้ร้อนที่กายใจ มันไม่ได้ร้อนที่จะต้องไปแก้ที่กายที่ใจ...อย่างที่เข้าใจกัน
นั่น จะยักย้ายถ่ายเทกายใจไปที่ไหนก็ร้อน ...เพราะกายใจมันไม่ได้ร้อน
มันร้อนที่ไหน มันทุกข์ที่ไหน มันเป็นทุกข์กับอะไร มันเป็นทุกข์ขึ้นมาตรงไหน
เนี่ย ไม่มีปัญญา
มันก็ไปหมายเอาว่ากายนี่มันร้อน กายนี่มันเป็นทุกข์ให้เรา
ก็เลยต้องย้ายกายไปตรงนั้นตรงนี้ ไปไหนไม่ได้ก็เข้าไปโรงหนังซะ ก็หายร้อน สบาย หรือไม่ก็ไปสถานที่สวยงาม ท่องเที่ยว
มันไม่เข้าใจ ...กายเขาไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไร พาเขาไปไหนเขาก็ไป เขาก็ไม่มีวิพากษ์วิจารณ์หรอกว่าสถานที่นี้ดี สถานที่นี้ไม่ดี สถานที่นี้เย็น
สถานที่นี้ร้อน..อย่าเอากูมานะ
นี่ ตัวเร่าตัวร้อน...มันอยู่ที่จิต
อยู่ที่ "เรา" ...ดังนั้นเมื่อรู้ว่ากิเลสมันอยู่ที่จิต มันอยู่ที่เรา กิเลสมันไม่ได้อยู่ที่กาย กิเลสมันไม่ได้อยู่ที่ใจ กิเลสนี่มันไม่ได้อยู่ในโลก
กิเลสไม่ได้อยู่กับโลก ไม่ได้อยู่ที่ผัสสะ
กิเลสมันอยู่ที่ไหน..ก็ละที่นั้น
กิเลสมันเกิดจากที่ไหน..ก็ละที่นั้น กิเลสมันเกิดอยู่ตรงไหน ตั้งอยู่ตรงไหน..ก็แก้กันตรงนั้น มันก็เรียกว่าแก้ได้ถูกที่ถูกเหตุ แก้ได้ตรงที่ตรงเหตุ ...นี่ ปัญญามันก็เข้าไปเห็น
เพราะนั้นการที่..การกลับมาทำให้เกิดปัญญา ให้เกิดความรู้ความเห็นในเหตุแห่งสมุทัย ในเหตุแห่งทุกข์
ในเหตุแห่งมรรค ในเหตุแห่งนิโรธ อะไรเป็นเหตุในที่ต่างๆ ในอริยสัจ ๔
มันก็ต้องอาศัยการภาวนาให้เกิดสติสมาธิศีล
ปัญญาเบื้องต้น คือให้จิตมันตั้งมั่น เป็นหนึ่ง เป็นกลางอยู่กับกายใจปัจจุบัน
อยู่กับกายปัจจุบัน อยู่กับก้อนกายปัจจุบันนี้ก่อน
มันจึงค่อยๆ สะสมพอกพูนปัญญา
ความคมชัด ความแจ่มชัด ความคมกล้า ความแจ่มใส ความชัดเจน ในองค์มรรค ในองค์อริยสัจ
๔ ในเหตุแห่งอริยสัจ ๔
ว่าอันนี้เป็นทุกข์
อันนี้เป็นทุกข์อุปาทาน อันนี้เป็นทุกข์ตามธรรมชาติของขันธ์
อันนี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์อุปาทาน
อันนี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ธรรมชาติหรือว่าทุกข์ประจำขันธ์
เมื่อเริ่มรู้เห็นอย่างนี้ มันก็เข้าใจ แยกแยะอะไรได้ชัดเจนขึ้น
แจ่มใสขึ้น ...มันก็แก้ได้ตรงที่ แก้ได้ถูกที่ แก้ได้ด้วยวิธีการที่ถูกต้อง
ไม่ผิดพลาดคลาดเคลื่อน
แล้วก็ไม่มีผลสืบเนื่องต่อไปภายภาคหน้าในอดีตอนาคตต่อไป ...เป็นทุกข์ตกค้าง ทุกข์เก็บกด หรือว่าทุกข์ซ้อนทุกข์ หรือว่าซ่อนทุกข์อยู่ในใจอีก
มันก็เข้าใจวิธีการเข้าไปกระทำต่อทุกข์อย่างไร
ด้วยเหตุนั้นๆ ตรงตามเหตุนั้นๆ นั่น ก็เข้าใจว่านั่นน่ะก็คือมรรคนั่นเอง
ปัญญามันก็ทำให้เห็นว่ามรรคนี่คือการกระทำอย่างนี้นี่เอง
เมื่อมีปัญญาแล้ว
มันก็ยิ่งเห็นว่ามรรคนี่ ต้องทำอย่างไร...กับกายกับใจนี้ กับรูป กับเสียง กับกลิ่น กับรส
กับการสัมผัสสัมพันธ์กับโลกภายนอก
มันก็มีปัญญามันก็จะรู้ว่ามรรคควรจะเดินยังไง
ควรจะปฏิบัติต่อสิ่งนั้นๆ อย่างไร ...แล้วจะแก้ไขอย่างไร
จึงจะทรงสภาพที่ว่าเหนือกว่าทุกข์...ไม่เป็นทุกข์อุปาทาน
แล้วก็จะดำรงไว้แค่ทุกข์ประจำขันธ์หรือว่าทุกขสัจ...เท่าที่มันมี อย่างที่มันมี เท่าที่มันเป็น อย่างที่มันเป็น ...ไม่เข้าไปแก้ในส่วนนั้น
เมื่อมันแก้ไม่ได้ ก็ไม่ไปแก้ตรงนั้น
อันไหนที่แก้ได้ แล้วสมควรแก้ ก็จะแก้...เพราะว่ามันไม่ควรเกิด ไม่ควรมี นี่ มันก็แก้ได้ ...อันไหนที่แก้ไม่ได้เพราะมันต้องมี
มันต้องเป็น ก็ไม่ต้องไปแก้มัน
ก็ยอมรับมัน ให้มันเป็นไปอย่างที่มันจะเป็น ...แล้วก็ไม่เข้าไปยุ่ง ไม่เข้าไปคาด ไม่เข้าไปหมาย ไม่เข้าไปหวัง ไม่เข้าไปจริงจัง
ไม่เข้าไปเดือดเนื้อร้อนใจกับมัน ก็แค่นั้น
นี่
ปัญญามันก็จะพาให้เห็นว่ามรรคควรจะเดินดำเนินอย่างไร ควรจะวางวิถีกาย วิถีจิต ควรจะวางวิถีชีวิตการกระทำคำพูดอย่างไร จึงจะมีแต่ความสงบร่มเย็นเป็นกลาง
มีทุกข์น้อยลง
คือทุกข์อุปาทานน้อยลงๆๆ
น้อยลงจนถึงไม่มีทุกข์อุปาทานเลย ...ยังคงไว้แต่ทุกขสัจ ทุกข์ตามความเป็นจริง
เย็นร้อนอ่อนแข็ง เห็น ได้ยิน พวกนี้มันเป็นทุกขสัจที่มันมากระทบ
มันมีอยู่ตลอดเวลาในโลกในขันธ์ ...หนีไม่ได้ เลี่ยงไม่ได้ หลบไม่ได้...ตราบใดที่เกิดมา ตราบใดที่มีขันธ์
มันต้องมีการกระทบ มีสิ่งที่มากระทบขันธ์
ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา
ถือว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องของเรา
ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดที่มันจะไปปรับเปลี่ยนแก้ไข ให้มันเป็นไปดั่งที่ปรารถนาได้ ...นี่ ปัญญาทั้งนั้น
มันก็จะอยู่ด้วยปัญญา
มันก็จะยืนเดินนั่งนอนด้วยปัญญา มันก็จะไปไหนมาไหนด้วยปัญญา
มันก็จะพบปะพูดคุยด้วยปัญญา แล้วมันก็ไม่มีทุกข์...ท่ามกลางที่เจริญ
ท่ามกลางที่ดำเนินชีวิตด้วยปัญญา
เพราะนั้นการภาวนาทั้งหมดก็เพื่อให้เกิดปัญญา
ที่ถูกต้อง ที่ชัดเจน ...การดำรงชีวิต การกิน การอยู่ การเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย
ก็จะเกิดแก่เจ็บตายด้วยปัญญาพร้อมกับปัญญา ไม่เป็นทุกข์
แล้วถ้ามันทำด้วยปัญญา อยู่กับปัญญา
ผลก็คือมันไม่มีความสืบเนื่อง ต่อเนื่องในขันธ์ ต่อๆ ไป ...มีความพ้นจากขันธ์ในอดีต
ขันธ์ต่อไปในอนาคต แม้กระทั่งขันธ์ในปัจจุบัน
นี่ ด้วยอำนาจของปัญญา...ที่มันวางระเบียบแบบแผนการดำรงกายดำรงขันธ์อย่างไร
จึงจะหลุดพ้น ไม่ข้องเกี่ยว ไม่สืบเนื่องต่อไปในภายภาคหน้า
ทั้งหมดล้วนเกิดจากการภาวนาทั้งนั้น ...ไม่ใช่มานั่งนึกๆ คิดๆ อยากๆ ไม่อยากๆ ขึ้นมาเฉยๆ ลอยๆ แล้วมันจะเกิดปัญญา ...มันต้องพากเพียรอยู่ภายใน
ในสติ สมาธิ...กายเดียวใจเดียวนี่แหละ
เป็นรากฐาน ...จำไว้ว่ารากฐานคือรู้ตัว ภาวนาคือแค่รู้ตัว นั่นแหละ
เรียกว่าประกอบเหตุแห่งมรรค
แล้วก็รักษามรรคไว้
คือกายใจปัจจุบันไว้ ด้วยสติ...อย่างยิ่งยวด อย่างแข็งแกร่ง อย่างใส่ใจ อย่างตั้งใจ ...ปัญญามันก็เกิดท่ามกลางองค์มรรคนั่นแหละ
ความรู้ความเห็นมันก็เกิดท่ามกลางองค์มรรค
คือกายใจปัจจุบันนั่นเอง ไม่ต้องไปเสาะแสวงหาปัญญาในที่อื่นที่ไกล
หรือที่บุคคลไหนบุคคลหนึ่ง...ไม่ต้อง ปัญญามันก็เกิดอยู่ท่ามกลางกายใจนั่นแหละ
เพราะนั้นแค่รู้เห็น...รู้เห็นว่านั่ง
รู้เห็นว่ายืน..ในขณะที่มันยืน ดูถึงความรู้สึกในการยืน ยืนอย่างไร รู้สึกอย่างไร ...ไม่หนี ไม่เบื่อ
ดูมันเข้าไปเถอะ เรียกได้ว่าอยู่ในมรรค
แล้วมันไม่มีความรู้อะไรน่ะ..ดีแล้ว
มันรู้แค่นั้นน่ะพอแล้ว ...รู้น้อยพลอยชำนาญ รู้มากจะยากนาน ...โบราณว่าน่ะ
คนโบราณเขาพูดมาตั้งแต่ร้อยปีพันปีแล้ว
มันก็ยังหาเรื่องรู้ไปสะเปะสะปะ
ไม่รู้มันจะรู้ไปหาพระแสงอาวุธโบราณที่ไหน ...รู้น้อย..แต่ให้ชำนาญ คือเหตุแห่งกาย
คือเหตุที่มันปรากฏนี่ รู้จำเพาะเหตุที่ปรากฏให้น้อย
เหตุที่ปรากฏ
เหตุที่มันปรากฏในปัจจุบัน นี่ รู้ลงไปที่เหตุเท่าที่เหตุมันปรากฏตรงนั้นน่ะ เรียกว่ารู้ที่เหตุน้อยๆ แต่ให้ชำนาญในเหตุ ให้ชัดเจนในเหตุ
ให้ชัดเจนชัดแจ้งในเหตุของกายที่กำลังปรากฏ
นั่นน่ะเขาเรียกว่ารู้น้อยแต่ชำนาญ ...ชำนาญจนมันถ่องแท้
จนมันเข้าใจ ว่าเหตุแห่งกาย ณ เวลา ณ ขณะที่มันกำลังปรากฏน่ะ เหตุมันจริงๆ น่ะ คืออะไร แค่ไหน อย่างไร ...เนี่ย
ชำนาญ
ก็ค้นคว้าลงไปในเหตุ
จดจ่ออยู่ที่เหตุจำเพาะเบื้องหน้าปัจจุบันนั้นๆ ...แต่ไอ้ที่รู้มาก นี่มันรู้ออก
รู้ไกล รู้เกิน รู้เกินเหตุ นี่มันรู้เกินเหตุ ...ถ้ามันรู้เกินเหตุ หมายความว่ามันรู้เกินจริง
ถ้ามันรู้เกินจริง ก็เรียกว่ารู้ไม่จริง ...ไอ้ความรู้เหล่านั้นจึงเป็นรู้ที่ไม่จริง
เพราะมันเกินเหตุ ...เหตุมันมีอยู่ในปัจจุบัน
เหตุแห่งกายนี่ เป็นเหตุที่มันมีอยู่แล้ว มีอยู่ตลอด
แล้วมันมีเป็นรูทีน มันมีเป็นกิจวัตร
มันมีเป็นความต่อเนื่อง มันมีจนกระทั่งวันตาย ...เหตุแห่งกายนี่จึงเรียกว่าเป็นรากฐานของเหตุ
ที่มันปรากฏชัดเจนแจ่มแจ้งในตัวของมันอยู่ตลอดเวลา
แต่เราไม่มาทำความแจ้งในเหตุนี้ก่อน...ซึ่งเหตุแห่งกายนี่เป็นเหตุแรก
เหตุที่ปรากฏอย่างหยาบๆ และอย่างชัดเจนที่สุด ...แล้วยังไม่มาแจ้งด้วยปัญญาให้มันแจ้งในเหตุนี้ก่อนนี่
กลับจะไปรู้เกินเหตุ ที่มันไกล
ที่มันยาก ที่มันวกวน ที่มันไม่ชัดเจน ...ก็จะไปทำให้มันชัดเจนขึ้นมาให้ได้
ด้วยความอยาก ด้วยความกระสันในธรรม
มันโลภ มันละโมบในธรรม อยากรู้
อยากได้ในธรรมอะไรต่างๆ มันก็เลยเป็นความรู้นอกธรรม เกินธรรมไปหมด
นอกเหตุเกินเหตุไปหมด จนวกวนสับสน
(ต่อแทร็ก 14/29)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น