วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 14/28 (1)


พระอาจารย์
14/28 (570512B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
12 พฤษภาคม 2557
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  เพราะนั้นเราถึงยืนยันให้เอาตัวกายตัวศีลนี่เป็นหลัก เป็นหลักที่ให้จิตนี่มาผูกไว้อยู่ ...เพื่อให้จิตมันมารวมเป็นหนึ่ง เพื่อให้เป็นจิตหนึ่ง จิตตั้งมั่น จิตเป็นกลาง

ที่มันเป็นหนึ่งตั้งมั่นเป็นกลางอยู่กับกายนี่แหละ มันจึงจะเรียกว่าเป็นสัมมาสมาธิ เป็นจิตที่ควรแก่งานในองค์มรรค หรือควรแก่งานให้เกิดปัญญาญาณ ความรู้แจ้งรู้จริงในกองขันธ์

เพราะนั้นเมื่อมันอยู่ในมรรค หรือมันเกิดปัญญาญาณ หรือมันเกิดปัญญาในองค์สมาธิจากสมาธิที่เป็นสัมมาแล้วนี่ ...ผู้ปฏิบัตินั้นๆ ในองค์มรรคนี่ มันจะไม่มีอะไรมาแผ้วพานได้

คำว่าแผ้วพานได้คือ ความรู้ความเห็นในจิตนี่แหละ ที่มันจะเกิดอะไรขึ้นมาแบบบ้าบอ หรือว่าเกิดอะไรแบบล้ำลึกพิสดารเกินกว่าจิตมนุษย์ทั่วไปจะรู้จะเห็นได้นี่

มันจะไม่เกิดภาวะอะไรที่มันประหลาดมหัศจรรย์ หรือนิมิต..มีคนนั้นคนนี้มาบอกมาสอนมาเตือน แล้วเป็นคนนั้นคนนี้ที่อยู่ในสมัยพุทธกาลบ้าง หรือเป็นหลวงปู่หลวงตาหลวงทวดสมัยโบร่ำโบราณมา

มันจะไม่มีอะไรมาแผ้วพาน ถ้ามันอยู่ในมรรค ...เพราะว่าตัวมรรค ครรลองของมรรคนี่ มันจะเป็นตัวคัดกรอง กลั่นกรอง จิตต่างๆ นานาที่มันปรุงแต่งขึ้นมา

โดยที่มันจะไม่เกิดการเข้าไปให้ค่าให้ความสำคัญหรือว่าจริงจังมั่นหมาย จนก่อให้เกิดสภาวะรู้เห็นต่างๆ นานาที่ไม่ได้เป็นจริง ไม่ได้เกิดจากความเป็นจริง

เพราะนั้นผู้ที่เดินอยู่ในมรรคนี่ จึงไปด้วยความราบเรียบ สงบเสงี่ยมเจียมตัว สงวนจิตสงวนกายอยู่ตลอดเวลา ไม่กระโดกกระเดก ไม่มีความถือตัวถือตน มีหน้ามีตา มีตัวมีตน อวดดีอวดเก่ง อวดรู้อวดธรรม

มันก็ไปด้วยความเรียบง่าย สงบเสงี่ยม เหมือนคนไม่รู้อะไร เหมือนคนที่ไม่ได้อะไร ไม่มีอะไรดีกว่าพิสดารกว่าคนอื่นเขา เป็นความราบเรียบ ง่ายๆ นุ่มนวล สมถะ...คือสงวนตัว นอบน้อมถ่อมตน 

นั่นน่ะ อยู่ในนั้น แล้วก็ทำความรู้ความเห็นอยู่ภายในขันธ์ ภายในกาย  แยกแยะกาย แยกแยะขันธ์แต่ละส่วน แยกแยะสิ่งที่มันเจือปนอยู่ในกาย สิ่งที่มันเจือปนอยู่ในขันธ์

จนมันเข้าไปถึงเนื้อแท้ธรรมแท้ของกาย จนมันเข้าไปเห็น เข้าไปถึงเนื้อแท้ธรรมแท้ของแต่ละขันธ์...ว่าขันธ์ที่แท้จริงนี่ ตั้งแต่กายเป็นเบื้องต้น เป็นจุดเริ่มต้นที่หยาบที่สุดของขันธ์

มันก็ค่อยๆ แยกแยะสิ่งที่มันมาเจือปน สิ่งที่มันมาปิดบัง สิ่งที่มันมาครอบงำ สิ่งที่มันมาปกคลุม สิ่งที่มันมาแอบอิง สิ่งที่มันแทรกซึม สิ่งที่มันมาปนเปื้อน

ด้วยภูมิปัญญา ด้วยญาณทัสสนะ ก็กลั่นกรองสิ่งเหล่านั้นออกไป..ทีละเล็กทีละน้อย  จนเหลือแต่กายอันบริสุทธิ์ หรือว่าเหลือแต่กายอันเป็นธาตุแท้ธรรมแท้จริงๆ

เพราะนั้นกายอันเป็นธาตุแท้ธรรมแท้จริงๆ มันคืออะไร ...มันก็คือมหาภูตรูป ๔  ก็คือธาตุ ก็คือก้อนธาตุ นี่ ...ก็เห็นว่าเป็นก้อนธาตุล้วนๆ ไม่มีอะไรเจือปนเลย

ให้มันเข้าไปเห็นกายแท้กายธรรม กายตามความเป็นจริงที่ไม่มีอะไรเจือปน ...มันก็จะเห็นว่ากายอันนี้ กายแบบนี้ กายลักษณะนี้ กายอย่างที่มันปรากฏหรือว่ากายศีลนี่

มันไม่ใช่กายของเรา ไม่ใช่กายเรา ไม่ใช่กายชื่อกายเสียง ไม่ใช่กายสวยกายหล่อ กายงาม-กายไม่งาม ไม่ใช่กายคนกายสัตว์กายมนุษย์ ไม่ใช่กายของใคร ไม่ใช่กายที่จะเข้าไปควบคุมบังคับ

มันเป็นกายที่สักแต่ว่าเป็นก้อนธาตุก้อนธรรม ก้อนทุกข์ก้อนเวทนา ก้อนอาการก้อนความรู้สึกหนึ่งๆ เท่านั้นเอง ...ไม่ได้เป็นขึ้นอยู่กับใคร ไม่ได้อยู่ในอำนาจบงการของใคร

เมื่อมันเห็นอย่างนี้ มันก็ปล่อยความเชื่อความเห็นแต่เก่าก่อน ที่เคยยึดเคยถือ เคยหมายเคยมั่น เคยจริงจัง เคยเอาเป็นเอาตายด้วยความหวงแหนอาลัยอาวรณ์ 

ความถือหน้า ถือตัว ถือตน ถือว่าเป็นเรา ถือว่าเป็นชื่อนั้นชื่อนี้ ถือว่าเป็นคนในสถานะพ่อแม่ลูกเมียผัว อาชีพการงานอะไร ...มันก็ไม่ได้มีการถือว่ากายเป็นกายตัวนั้น 

มันก็เป็นสักแต่ว่าก้อนศีล ก้อนธาตุ ก้อนธรรม ก้อนทุกข์ ยักย้ายถ่ายเทกันไปมาตามเหตุปัจจัย 

จิตที่มันเข้าไปข้องแวะเกาะเกี่ยวด้วยอำนาจของความไม่รู้ ด้วยอำนาจของเรา เมื่อมันเห็นความเป็นจริงอย่างนี้ มันก็ค่อยๆ ผ่อนคลายสลายลง จนหมดสิ้น

เมื่อมันหมดสิ้นแล้วจากจิตที่มันเข้าไปข้องแวะกับกาย ด้วยความเข้าไปถือครอง ครอบครอง ...ใจกับกายมันก็อยู่แบบต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองไป

กายก็ทำหน้าที่ของกายไป ใจก็ทำหน้าที่ของใจไป รู้เห็นไป ไม่ได้ข้องแวะเกาะเกี่ยวกันแต่ประการใด ...มันจะขึ้นมันจะลง มันจะมาก มันจะเบา มันจะหนัก มันจะน้อย มันจะนาน มันจะสั้น มันจะยืดเยื้อ 

หรือมันจะมี มันจะไม่มี  ก็ไม่ใช่ธุระปะปังของใจ ...เพราะจิตน่ะมันรู้แล้ว เข้าใจแล้ว มันก็ไม่ออกมาข้องแวะ เกาะเกี่ยว ...ทีนี้มันก็หมดหน้าที่การงานกับกายไป

เดี๋ยวมันก็ไปเกาะเกี่ยวที่อื่นต่อในขันธ์ เพราะมันยังมีอีกตั้งสี่ขันธ์ยังเหลือ ...ก็เกาะแกะๆ ที่อื่น ที่นั้น ที่ความคิดความปรุง ความจำ อดีตอนาคตข้างหน้าข้างหลัง ในสภาวะนั้นสภาวะนี้ของมันไป

ก็ค่อยไปเรียนรู้ทำความแจ้งทำความชัดในสภาวะขันธ์ต่างๆ ที่จิตยังไปข้อง ยังไปเกาะเกี่ยว ยังไปหมายมั่น ยังไปจริงจัง ยังไปมี ยังไปเป็น ยังเข้าไปอยาก ยังเข้าไปไม่อยากอะไรกับมัน

แล้วก็ค่อยๆ ลึกซึ้ง แจ้งชัดในความเป็นจริงของแต่ละขันธ์ที่ละเอียดขึ้นไปตามลำดับ ...โดย สติ สมาธิ ปัญญา ที่ละเอียดขึ้นไปตามลำดับเช่นเดียวกัน

เมื่อมันผ่านเรื่องของกาย แจ้งในเรื่องของกายแล้วนี่ สติสมาธิปัญญามันก็จะละเอียดขึ้นตามกำลังไปเอง

แต่ถ้ายังเรียนรู้เรื่องกายไม่จบ เรียนรู้เรื่องกายยังไม่ตลอด เรียนรู้เรื่องกายยังไม่แจ้ง ...สติสมาธิปัญญามันก็ยังไม่ได้รับการพัฒนาให้สมมาตรพอดีพอควรกับกิเลสที่มันเข้าไปยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ส่วนละเอียดได้

ก็เรียกว่าสู้กันไม่ได้ กำลังไม่พอ เฉียบคมไม่พอ แหลมคมไม่พอด้วยปัญญา

แต่ว่าถ้ามันทำความรู้ทำความเห็นกับกายโดยตลอด โดยรอบ โดยรวม โดยแจ้งชัดแล้ว ...มันก็จะเหมือนมีดที่มันลับแล้วลับอีกๆ คมแล้วคมอีก คมแล้วคมขึ้น

ทีนี้กิเลสที่มันเป็นยางเหนียวนี่ มันเจอมีดที่คม มันก็ตัดขาดได้ง่ายขึ้น ...แล้วก็โยงใยที่มันบางเบาแผ่วเบา มองไม่เห็น ไม่รู้จะตัดตรงไหน...มันก็ชัดเจนขึ้น

ก็ชัดเจนขึ้นในกิเลสส่วนที่ละเอียด ส่วนประณีต ส่วนที่มันไปจับไปกุมอยู่กับขันธ์ส่วนละเอียด ส่วนประณีต คือนามขันธ์

แต่ถ้าผู้ภาวนายังไม่เข้าใจในขั้นตอนของการภาวนา มันไปภาวนาแบบรวดรัด มักง่าย เอาเร็วเข้าว่า เอาด่วนเข้าว่า เอาแบบคิดเองเออเอง ถามเขาตอบเอง แบบเข้าใจเอง แล้วก็ไปทำ

มันก็จะทำแบบรวดรัดขั้นตอน มักง่าย ...ทั้งๆ ที่ว่าปัญญาทราม สติทราม สมาธิต่ำ หรือไม่มีเลย แทบไม่มีเลย ...แต่หาญจะไปต่อกรกับขันธ์ส่วนละเอียด กิเลสส่วนละเอียด ตั้งหน้าตั้งตาละเลิกเพิกถอน

ก็ถูกกิเลสมันตลบหลังตีกลับ เยาะเย้ยถากถาง นับครั้งไม่ถ้วนแล้วไม่ถ้วนเล่า อยู่ตลอดเวลา ...เจออะไรก็โกรธ เจออะไรก็หงุดหงิด เจออะไรก็เป็นทุกข์เหมือนเก่าตลอดเวลา แก้ไม่ได้ ละไม่ได้จริง

เห็นไอ้นั่นก็น่ารัก เห็นไอ้นั่นก็น่าชังอยู่ตลอดเวลา ...ละไม่ได้จริง ยังไม่เข้าถึงความเป็นเรา ยังไม่เห็นความเป็นเรา ยังไม่ออกจากความเป็นเราได้จริง

มันก็มีอารมณ์น้อยใหญ่เกิดขึ้นเป็นธรรมดาอยู่แล้ว ไม่มากก็น้อย ไม่หายไปไหนหรอก ...ไอ้ตอนที่ไม่มีก็ดูเหมือนหาย ไม่มี แต่เดี๋ยวมันก็จะมีให้เห็นขึ้นมาเอง เมื่อมันกระทบสัมผัส

มันก็มากระตุกหนวดเสือ แหย่หนวดเสือ หรือเอาไม้ไปจิ้มตูดสิงโต เดี๋ยวมันก็คำรามฮึ่มฮั่มๆ ขึ้น ...ตราบใดที่มันยังมีตัวหมาตัวสิงห์ตัวเราอยู่ข้างใน เดี๋ยวกูก็มีอารมณ์ขึ้นมาจนได้

ก็ภาวนาสุ่มสี่สุ่มห้า หลับหูหลับตาภาวนากันไป หลับๆ ตื่นๆ สัปหงกกันไป เขาบอกให้ทำอันนั้นก็ทำ ให้ภาวนาตรงนี้ก็ภาวนา เขาบอกว่าทำอย่างนั้นแล้วจะดี ทำอย่างนี้แล้วจะเร็ว ก็ทำตามกันไป

“เรา” ก็ไม่ได้หายไปไหน ก็ยังอยู่กันจนตายไปคู่กันกับกาย คู่ไปกับขันธ์ ...“เรา” ก็ยังไปฝังอยู่ในจิตในใจ แล้วก็ลากไปเกิดขันธ์ใหม่ขึ้นมา ก่อร่างสร้างขันธ์ปรุงรวมตัวกันสังเคราะห์ขึ้นมาใหม่

แล้วก็มาหลับหูหลับตาภาวนากันใหม่ ต่อไปอีก วนเวียนซ้ำซาก ...เพราะว่าเป็นการไม่รู้ตัวว่าการภาวนาของตัวเองน่ะ มันเป็นการภาวนานอกองค์มรรค นอกองค์ศีล นอกองค์สมาธิ ปัญญาที่แท้จริง

มัวแต่ภาวนาหาเรื่องหาราว หาดี หาถูก หาชอบ ...หาอยู่นั่น ทำไมไม่ทำความดีความชอบความถูกให้เกิดขึ้นล่ะ มัวแต่ไปหาข้างหน้า หาโอกาสข้างหน้า หาเวลาข้างหน้า หาอะไรดีๆ ข้างหน้า ด้วยวิธีการต่างๆ นานา

แต่มันไม่ทำในปัจจุบัน ไม่ปฏิบัติลงไปในปัจจุบัน มันไม่รักษาศีลในปัจจุบัน ไม่กระทำจิตในปัจจุบัน รักษาจิตในปัจจุบัน ทำสมาธิในปัจจุบัน มันไม่ทำปัญญารู้เห็นในปัจจุบัน มันก็ผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปหมด


(ต่อแทร็ก 14/28  ช่วง 2)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น